พระสมเด็จวัดเกศไชโยเนื้อกระเบื้องหลังคาโบสถ์ พระสมเด็จฝังตะกรุดหลวงพ่อลมูลวัดเสด็จผง๑๒นักกษัตริย

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย Jumbo A, 17 สิงหาคม 2022.

  1. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,284
    ค่าพลัง:
    +21,466
    FB_IMG_1775481147965.jpg FB_IMG_1775481151292.jpg

    หลวงปู่จันทร์หอม สุภาทโร เจ้าอาวาสวัดบุ่งขี้เหล็ก
    ต.นาแวง อ.เขมราฐ จ. อุบล ฯ พระอริยสงฆ์สาวก ศิษย์พระคุณเจ้าสมเด็จลุน นครจำปาสักและพระคุณเจ้าสมเด็จตัน( ศิษย์เอกพระคุณเจ้าสมเด็จลุน) บางท่านอาจสงสัยว่าท่านทันได้เป็นศิษย์ของหลวงปู่สมเด็จลุน จริงหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ผมมั่นใจ เพราะผม มีหนังสือของท่าน
    ที่ท่านมอบให้น้องคนหนึ่งที่ผมรู้จัก ซึ่งเขาเคยบวชเณรอยู่กับท่าน หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า พระธรรมธาตุ ( พระอาจารย์สำเร็จลุน )

    ในหนังสือเล่มนี้หลวงปู่จันทร์หอมท่านได้ เผยแพร่ประวัติ
    ของท่านไว้ว่าท่านเป็นคนไทยเกิดที่เมืองไทยแต่ครอบครัวของท่านได้ย้ายไปทำไร่ทำนาทำสวนที่ทางฝั่งลาวเพราะมีความอุดมสมบูรณ์ดี
    พอท่านอายุได้ 12 ปี หลวงปู่สมเด็จตันท่านได้ขอกับพ่อแม่ของท่าน ขอตัวท่านไปเป็นศิษย์คอยอุปฐาก ตอนแรกสมเด็จตันท่านให้บวชเป็นผ้าขาวน้อยก่อน ให้ถือศีล 8 ต่อมาท่านก็บวช
    เณรให้ตอนนั้นท่านอยู่ภูเขาควาย ไม่นานสมเด็จตันก็พาท่านมากราบนมัสการสมเด็จลุน ที่ภูมะโรง และฝากให้เป็นศิษย์หลวงปู่สมเด็จลุน ท่านอยู่ปฎิบัติธรรมกับ สมเด็จลุน ในเรื่องธรรมธาตุจนแตกฉานภายใน 5 ปี สมเด็จจึงพากราบนมัสการลาสมเด็จลุนไปเดินวิเวกตามป่าเขา เพื่อหาประสบการณ์ ในสัจจธรรมเป็นเวลา 2 ปีกว่า ตอนนั้นท่านอายุ 20 เต็มย่างเข้า21ปีสมเด็จตันจึงพาท่านออกจากป่ามาบวชพระให้ เมื่อบวชพระแล้วหลวงปู่จันทร์หอมท่านคิดอยากเรียนปริยัติธรรม ท่านจึงขอแยกทางกับสำเร็จตัน ท่านเรียนจนจบ ป.ธ. 4 ประเทศลาว ท่านใช้เวลาเรียน 8 ปี หลังเรียนจบแทนที่หลวงปู่จะยินดีอยู่ในหมู่บ้านที่เจริญ หรืออยู่ในเมือง และ ยินดีในการปกครองคณะสงฆ์ เพื่อตำแหน่งทางคณะสงฆ์จะมอบให้ แต่ตรงกันข้ามท่านกลับยินดีอยู่ในป่าเหมือนเดิม ท่านจึงหันหลังมุ่งหน้าเข้าป่าโดยไปยึดภูมะโรงเป็นที่พำนักบำเพ็ญธรรมทั้งนี้เพราะจิตวิญญาณของท่าน ได้ฝึกอบรมทางด้านวิปัสสนากรรมฐานมาตั้งแต่อายุ 12 – 21 ปีโลกต่างมิติท่านได้เห็น ได้พบตั้งแต่สมัยเดินวิเวกในป่ากับสมเด็จตัน
    เพียงอยากรู้ปริยัติเท่านั้นท่านถึงเสียสละเวลาเรียน

    ในการไปอยู่ภูมะโรงครั้งที่ 2 นี้ ท่านอยู่ถ้ำแต่เพียงลำพังรูปเดียวจะถามว่าไม่มีพระรูปอื่นบ้างหรือไร ถึงได้อยู่เพียงลำพังรูปเดียวท่านว่า มีพระหลายรูปแต่อยู่กันรูปละถ้ำบางครั้งหรือบางรูปก็อยู่ภูละรูปไม่เที่ยวไปหากัน หรือไม่คุยกัน ต่างรูปต่างทำหน้าที่ไปตามปกติของใครของมัน จะพบกันหรือมารวมกันก็ต่อเมื่อวันลงอุโบสถ มาลงรวมกันที่ภูมะโรงนั้น แต่มารวมกัน ณ ที่ ๆ พำนักของ
    สมเด็จลุนซึ่งท่านเป็ประธานสงฆ์ และแสดงธรรมปาฏิโมกข์ แจกพระธรรมวินัยและอบรมข้อวัตรปฏิบัติธรรมให้กับลูกพระที่มาลง
    พระอุโบสถ หลังจากนั้นแล้วท่านจะออกคำสั่งให้พระรูปใดแสดงธรรมเทศนาให้พวกบังบด หรือพวกลับแลฟัง เพราะในวันนั้นพวกบังบดหรือพวกลับแลก็จะมาจำศีลฟังธรรมเหมือนกัน ไม่ต่าง
    อะไรกับโลกมนุษย์เรา ที่ต่างกันคือ เขาถือศีล 5 ไม่ให้บกพร่องและราคะอกุศล มูล 3 เขาละได้กว่ามนุษย์เรา

    หลวงปู่จันทร์หอม ท่านพูดถึงพระที่มาลงอุโบสถในวัน
    ลงอุโบสถนั้น ท่านว่าน่าตื่นเต้นสำหรับคนไม่เคยเห็น เพราะพระที่มาแต่ละรูปนั้นไม่เหมือนกัน บางรูปเหาะมาทางอากาศ บางรูปไม่รู้ว่ามาทางไหน พอเห็นทีเขานั่งประจำที่เรียบร้อยแล้วรอกันก็รอไม่นาน เพียงแต่ที่ลงอุโบสถพร้อมเท่านั้น พระรูปที่เหลือก็มาถึงพอดี ๆ ไม่เคยได้นั่งรอกันเวลาเลิกก็เหมือนกันเวลาพระจะกลับที่พัก พระนั้นก็ไปดังที่กล่าวมา บางรูปเดินไปยังไม่ไกลนักก็หายจากสายตาไปได้ง่าย ๆ

    หลวงปู่จันทร์หอม ท่านเป็นพระอริยสงฆ์ที่เป็นเลิศทางด้านฤทธิ์ซึ่งพระผู้ที่เป็นเลิศทางฤทธิ์ท่านจะเก่งในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็น มหาอุตต์ คงกระพันแคล้วคลาด เมตตามหานิยมค้าขายดี นะจังงัง ป้องกันภัย ขับไล่ภูตผีปีศาจกันถอนคุณไสยคุณผีคุณคน ฯ ล ฯ

    เรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของ หลวงปู่จันทร์หอม
    มีพี่ท่านหนึ่งที่เป็นศิษย์ของ หลวงปู่พิศดู ธรรมจารีย์
    วัดเทพธารทอง จ.จันทบุรี ท่านกรุณาเล่าให้ผม
    ฟังว่า ตอนที่ หลวงปู่ละมัย สำนักสงฆ์สวนป่าสมุนไพร
    จ. เพชรบูร์ พระอริยสงฆ์ผู้เปี่ยมไปด้วย ความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งท่านเคยได้แนะนำพี่ท่านนี้ ให้ไปกราบ หลวงปู่จันทร์หอมวัดบุ่งขี้เหล็ก กับ หลวงปู่ฟัก วัดเขาวงพระจันทร์
    จ. ลพบุรี ตอนที่พี่คนนี้ถามหลวงปู่ละมัยท่านว่า " หลวงปู่เมตตาบอกผมด้วยครับว่าพระรูปใดที่ผมควรจะไปกราบ"หลวงปู่ละมัยท่านบอกว่า ตอนนี้ในไทย มี 2 องค์นี้เก่งจริง( ตอนนั้น หลวงปู่พิศดู วัดเทพธารทอง และ หลวงปู่หมุน วัดบ้านจาน ท่านละสังขารไปแล้วครับ)
    เว็บพลังจิต

    หลวงปู่จันทร์หอม วัดบุ่งขี้เหล็ก อ.เขมราฐ จ.อุบลฯ พระเกจิชื่อดังในสายสำเร็จลุน ศิษย์เอกสำเร็จตัน ผู้เก่งกาจ วิชาของหลวงปู่จันทร์หอมถือได้ว่าอยู่ในลำดับต้นๆ ในสายของสำเร็จลุน

    ถึงขนาดมีคำพูดกันว่า "ในอุบลราชธานีปัจจุบันนี้มีสิงห์เหนือเสือใต้อยู่" กล่าวคือ สิงห์เหนือได้แก่หลวงปู่คำบุ ซึ่งมีชื่อเสียงแถบพิบูลมังสาหาร ตาลสุม ส่วนเสือใต้ก็คือหลวงปู่จันทร์หอมนั่นเองที่มีชื่อเสียงในละแวก เขมราฐ วารินชำราบ นอกจากนี้หลวงปู่จันทณ์หอมผู้นี้เองซึ่งเป็นผู้อยู่เบื้องหลังประสบการณ์ของเหรียญปราบอริราชศัตรูพ่าย (เหรียยระเบิd 8 ลูก) อันลือลั่นคงกระพัน ปืn ระเบิd มีd ไม้ ไม่ได้กินเลือd ในปัจจุบัน ท่านเก่งเรื่องธาตุและหนุนธาตุมาก เครื่องรางที่โด่งดังของท่านก็คือ ตะกรุดธาตุ 4 โด่งดังมากทางมหาอุด พวกทหารอากาศขึ้นท่านมากเลยครับ สำเร็จลุน เป็นพระผู้ทรงอภิญญา หลวงปู่จันทร์หอม สุภาธโร เกิดที่เมืองไทย จังหวัดอุบลราชธานี เป็นศิษย์สำเร็จลุน ปัจจุบันหลวงปู่จันทร์หอม สุภาธโร อยู่ที่วัด บุ่งขี้เหล็ก ตำบลนาของ อำเภอเขมราฐ จ.อุบลราชธานี แต่งโปโล ประเทศลาวก็เคยเป็นศิษย์สำเร็จลุนเกิดหมู่บ้านเวินไซ เมืองโพนทอง แขวงจำปาสัก ประเทศลาว ชึ่งวัดที่ท่านอยู่คือวัดบ้านเนิน วัดบ้านเนินไซ หมู่บ้านที่ท่านเกิด เป็นพระผู้ทรงอภิญญา ทราบว่าเป็นคนเจ้าระเบียง อายุ ๑๒ ปี ทำงานแบบชาวบ้านธรรดา พ่อแม่ใช้ทำอะไรก็ขี้เกียจ พ่อแม่จึงนำไปฝากเป็นเณร เมื่อบวชเป็นเณรก็ฉันอาหารมื้อเดียวตลอดมา และยอมทำงานเป็นอย่าง ๆ แม้แต่นุ่งสบงจีวลก็เป็นระเบียบ ไม่เคยท่องและอ่านหนังสือเลย หลังจากฉันภัตตาหารเช้าเสร็จก็สอนคัมภีร์อยู่บนธรรมนาสน์ (นอกจากทำกิจวัตรตามปกติ) ต่อมาก็เข้านอนไม่สนใจอ่านหนังสือเหมือนเพื่อน เจ้าอาวาสเรียกไปถาม บอกว่ากินข้าว กินปลาเสียเปล่า อาจารย์ให้ท่องหนังสือ สามเณรลุนก็ท่องให้อาจารย์ฟังเริ่มแต่มูลน้อย มูลกลาง ศรัทา สังฆทา ปาฏิโมกข์ สนมูลได้หมด เก่งกว่าอาจารย์เสียอีก หลวงปู่จันทร์หอมท่านเป็นศิษย์สมเด็จลุน ยุคสุดท้ายท่านมีโอกาสได้ศึกษาวิชากับสมเด็จลุนโดยตรงนะครับเนื่องจากท่านเป็นหลานของสมเด็จตัน สังฆราชเมืองลาวองค์ต่อจากสมเด็จลุน ตะกรุดยุคแรกๆ ท่านจะจารมือให้รอรับได้เลย ก่อนเอาไปถ้าเป็นทหารตำรวจท่านให้ลองก่อนโดยทำเสร็จท่านผูกคอแมวที่ท่านเลี้ยงไว้แล้วให้ยิjไม่มีออกครับ นี่คือตะกรุดที่สร้างชื่อให้ท่านจากนั้นท่านก็เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น

    วันนี้จะเล่าประสบการน์ให้ฟังครับ เรื่องมีอยู่ว่า น้องชายผมห้อยรุ่นนี้ไว้ในคอตลอด ไปเที่ยวงานบุญประจำปี แล้วมีเรื่องกับวัยรุ่นต่างถิ่น น้องผมโดนรุมกระทื.บ ทั้งขว.ด ไม้ เก้าอี้ มีดdจนสลบ เพื่อนน้องผมโทรมาบอก ว่าน้องผมถูกตีจนสลบแล้วรถ 1669 มารับไปโรงพยาบาล ยังไม่รู้เป็นอย่างไง อีกประมาน 30 นาทีได้ ทาง รพ. โทรมาบอกผมว่าพี่ชายคนเจ็บใช่ไหมครับ ผมบอกหมอว่าใช่ครับ หมอว่าน้องคุนไม่เป็นอะไรแล้วนะครับ มาถึง รพ.คนเจ็บก็ลุกนั่งแล้วเดินเฉย เหมือนไม่มีอะไร แล้วออกจาก รพ. ทันที ตอนเช้าผมโทรไปถามน้องผมว่าเป็นอะไรเจ็บตรงไหนบ้าง (น้องผมตอบว่า ตอนถูกรุมตี มีเสียงผู้ชายมาบอกว่าให้นอนๆหลับไปเลย จะไม่เป็นอะไร น้องผมก็สลบไป ไม่รู้เสียงนั้นมาจากไหน) แล้วญาติ ผมก็ได้ไปตรงจุดเกิดเหตุที่มีเรื่องกัน แล้วไปถามร้านขายส้มตำ แม่ค้าบอกว่า คนนี้มื้อคืนอาการสาหัส สลบแล้วแม่ค้าดึงน้องผมมาซ่อนไว้เพราะโดนรุมตี ทั้งมีด ไม้ เก้าอี้ ขวด จนสลบ แล้วแม่ค้าโทรเอารถโรงบาลมา แปลกมาครับแม่ค้าบอกว่าคงเจ็บหนัก แต่น้องชายผมไม่ได้เป็นอะไรเลย แค่เสื้อขาด แล้วตาบวมนิดหน่อย (ผมเชื่อว่าเหรียญอามหลวงปู่จันทร์หอม ที่น้องผมห้อยคอ คงช่วยน้องชายผม เเละเสียงที่มาบอกน้องผม อาจเป็นเสียงหลวงปู่

    หลวงปู่จันทร์หอม สุภาทโร มรณะภาพแล้ว วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 เวลาประมาณ11.11น.แห่งวัดบุ่งขี้เหล็ก

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญอาร์มรุ่นแรก หลวงปู่จันทร์หอม สุภาทโร เหรียญมากประสบการณ์

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาท

    IMG_20260406_200835.jpg IMG_20260406_200904.jpg
     
  2. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,284
    ค่าพลัง:
    +21,466
    พระชัยวัฒน์ ๙ ยอด วัดสุทัศนฯ ปีพ.ศ. ๒๕๓๗
    วันเพ็ญกลางเดือนสิบสอง

    พระชัยวัฒน์ (พระไชยวัฒน์) เริ่มในสมัยแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรมหาราช แห่งกรุงอโยธยาศรีรามเทพนคร ในยุคนั้นจะมีการอันเชิญพระไชยวัฒน์ ขึ้นไปประดิษฐานไว้ทั้งบนเรือ และหลังช้าง เป็นพระพุทธรูปบูชาประจำพระองค์ ของพระมหากษัตริย์ และแม่ทัพนั้นเอง เพื่อจะได้ใช้อัญเชิญไปได้โดยสะดวก จึงมักสร้างเป็นพระโลหะขนาดหน้าตักประมาณ ๓- ๕ นิ้ว

    ส่วนพระชัยวัฒน์ ในรูปแบบที่จำลององค์พระให้เล็กลงเพื่อเหมาะแก่การอัญเชิญไว้ติดตัว ตามหลักฐานเอกสารที่ปรากฎที่เก่าที่สุดนั้น ถูกบันทึกไว้ใน ราชกิจานุเบกษา เล่มที่ ๔ หน้าที่ ๑๘๑ ประกาศเมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน พ.ศ. ๒๔๓๐ ว่า พระไชยวัฒน์นั้น ได้เริ่มแรกสร้างในสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) เพื่อพระราชทานให้แก่ พระราชโอรสที่จะเสด็จไปศึกษาต่อยังต่างประเทศในทวีปยุโรป เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๒๘ ในยุคนั้นเรียกว่า "พระไชยวัฒน์ทองคำองค์เล็ก" สร้างคราวแรกจำนวน ๕๐ องค์ หล่อด้วยทองคำ หนัก ๑ เฟื้อง

    โดยเริ่มพระราชพิธี วันเสาร์ เดือนแปด ขึ้น ๙ ค่ำ ปีระกา หลังจากสวดมนต์ ครบ ๓ วัน จึงเริ่มเททองหล่อพระ ในวันอังคาร เดือนแปด ขึ้น ๑๒ ค่ำ ปีระกา และโปรดให้สร้างตลับเป็นรูปดวงตราปทุมอุณาโลม ตรงกลางเป็นแก้วเปล่า และมีสายสร้อยสำหรับสวมคอด้วย

    -----------------------------------------------------

    วัดสุทัศน์ฯ มีชื่อเสียงโด่งดังด้านการสร้างพระกริ่ง-พระชัยวัฒน์ โดยเจ้าประคุณสมเด็จพระสังฆราช (แพ) ปฐมบูรพาจารย์ผู้ให้กำเนิดพระกริ่งสายวัดสุทัศน์ ฯ และได้ถ่ายทอดมาเป็นรุ่นๆ จนมาถึงในยุคปัจจุบัน

    พระกริ่ง-พระชัยวัฒน์ จะหล่อหลอมและปลุกเสกที่วัดสุทัศน์ ฯ ในคืนวันเพ็ญกลางเดือนสิบสองของทุก ๆ ปี โดยทำพิธีพุทธาภิเษกตลอดทั้งคืน มีพระพิธีธรรมจตุวรรคสวด จตุรเวทภาณวาร ทิพย์มนต์ และคาถามหาพุทธาภิเษก และในระหว่างที่พระพิธีธรรมสาธยายมนต์ ก็มีเหล่าพระเกจิอาจารย์นั่งปรกอธิฐานจิตเพื่อเพิมความเข็มขลังให้มากยิ่งขึ้น

    พระชัยวัฒน์ 9 ยอด วัดสุทัศน์เทพวราราม ครบชุด 9 องค์ จัดสร้างในปี พ.ศ. 2537 หล่อลอยองค์เนื้อทองดอกบวบ(เนื้อสำริดแก่ทองคำ) ตอกโค๊ต สท ที่พื้นด้านใต้องค์พระ

    พุทธคุณเสริมบารมี ส่งเสริมหน้าที่การงาน มีชัยในการแข่งขัน ค้าขายร่ำรวย มีโภคทรัพย์ ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ประสพแต่ความสุข ความเป็นมงคล ฯลฯ ประกอบด้วย
    ยอดที่ 1 พระชัยวัฒน์กะไหล่ทอง
    ยอดที่ 2 พระชัยวัฒน์หม่อมมิตร
    ยอดที่ 3 พระชัยวัฒน์หุ้มก้น (สมาธิ)
    ยอดที่ 4 พระชัยวัฒน์หุ้มก้น (มารวิชัย)
    ยอดที่ 5 พระชัยวัฒน์พุทธนิมิตร
    ยอทที่ 6 พระชัยวัฒน์น้ำเต้าเอียง
    ยอดที่ 7 พระชัยวัฒน์ฉลองสุพรรณบัฏ
    ยอดที่ 8 พระชัยวัฒน์ 87
    ยอดที่ 9 พระชัยวัฒน์ทองทิพย์

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระชัยวัฒน์ ๙ ยอด ยอดที่ ๖ พระชัยวัฒน์น้ำเต้าเอียง
    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260406_202449.jpg IMG_20260406_202517.jpg IMG_20260406_202545.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  3. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,284
    ค่าพลัง:
    +21,466
    1757675177816.jpg

    ประวัติ หลวงพ่อจั๊ว นันทโก
    (ตอนที่ 1 จากไผ่สามกอ สู่หนองทองทราย)
    หลวงพ่อจั๊ว นันทโก เกิดในสกุล เพ็งสุข ครอบครัวท่านมีเชื้อสายจีน จึงตั้งชื่อท่านว่า จั๊ว มีความหมายว่า "รวดเร็ว คล่องตัว" พื้นเพเดิมครอบครัวอาศัยอยู่พระนคร แต่เนื่องจากต้องหนีภัยสงครามการสู่รบ การทิ้งระเบิดในเขตพระนคร
    พ่อและแม่ของท่าน จึงพาอพยพย้ายมาอยู่ที่ ตำบลสิบเอ็ดศอก จังหวัดฉะเชิงเทรา ในปี พ.ศ. 2485
    หลวงพ่อจั๊ว เพ็งสุข เกิดในปี พ.ศ. 2487 เมื่ออายุได้ 7 ปี
    พ่อของท่านได้นำมาฝากเรียน กับหลวงพ่อเสือที่วัดไผ่สามกอ ให้ท่านบรรพชาเป็นสามเณร เพื่อศึกษาอ่านเขียนภาษาไทยขอมบาลี
    ตามวิถีชายไทยแต่โบราณกาล
    ตัวท่านเองในวัยเยาว์ ก็สนใจทางด้านนี้เป็นอย่างมาก เนื่องจากได้เห็นคนมากมายทั้งคนบ้า
    คนใบ้ คนโดนผีเข้า โดนกระทำย่ำยีด้วยคุณไสย์มนต์ดำต่างๆ แวะเวียนเข้ามาให้หลวงพ่อเสือ ได้รักษาอยู่เป็นประจำ ซึ่งหลวงพ่อเสือ ท่านจะใช้ทั้งสมุนไพร,ยาต้ม,คาถาอาคม,น้ำมันหัวยา และน้ำมนต์ สงเคราะห์รักษาให้ไป ตามแต่อาการของแต่ละคน หนักเบา มากน้อยแตกต่างกันไป
    ภาพจำของท่าน วัดไผ่สามกอ ขณะนั้น จึงเหมือนโรงหมอที่รักษาคนไข้ และผู้ตกทุกข์ได้ยาก มากกว่าจะเป็นวัดเสียอีก
    ตัวหลวงพ่อเองในช่วงนั้น แม้จะเป็นเณรน้อย
    แต่ก็มีความสนใจ ช่วยเตรียมสมุนไพร ต้มยา
    คอยหยิบจับช่วยงานหลวงพ่อเผย จึงทำให้ได้เรียนรู้ตัวยาสมุนไพรต่างๆ เป็นอย่างดี
    หลวงพ่อเผย สีลสาโร องค์นี้สำคัญมาก
    เพราะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการจัดเก็บสมุนไพร และต้มยา อีกทั้งยังรอบรู้เวทย์วิทยาคมหลายแขนงเป็นที่ไว้วางใจของหลวงพ่อเสือ เป็นอย่างมาก
    สามเณรจั๊ว ได้ร่ำเรียนทางด้านภาษา คาถาอาคมต่างๆ จากหลวงพ่อเสือ อยู่ประมาณ 4 ปี
    ก็ต้องพบกับเหตุการณ์ สูญเสียครั้งใหญ่
    เมื่อหลวงพ่อเสือ ผู้เป็นอาจารย์ใหญ่ ได้มรณภาพลง ในช่วงปลายปี 2498 ก่อนงานฉลองปีใหม่ เพียง 2 วันเท่านั้น
    เมื่อสิ้นร่มโพธิ์ใหญ่ สามเณรจั๊ว ในวัย 11 ปี
    ก็รู้สึกเคว้งคว้างเป็นอย่างมาก แต่ดีที่ได้รับ
    การดูแลสั่งสอนต่อจากหลวงพ่อเผย.. สามเณรจั๊ว
    จึงได้เรียนวิชา และช่วยงานหลวงพ่อเผยต่อ
    อีกหลายปี จนถึงปี พ.ศ. 2504 มีพระธุงค์กลุ่มนึง
    ผ่านมาพักที่วัดไผ่สามกอ และได้พูดคุยเรื่องระหว่างทางธุดงค์ ซึ่งมีเรื่องตื่นเต้นมากมาย ทำให้สามเณรจั๊ว ซึ่งกำลังเข้าสู่วัยหนุ่ม 17 ปี
    มีความสนใจเป็นอย่างมาก จึงเข้าไปขออนุญาตหลวงพ่อเผย ซึ่งท่านก็ไม่ได้ว่าอะไร ท่านว่าก็ดีเหมือนกัน เพราะวิชาความรู้ที่วัดนี้ เณรก็เรียนจนแตกฉานหมดแล้ว ออกธุดงค์โปรดผู้ทุกข์ยาก สร้างบุญกุศลต่อ ก็เป็นการดี
    เมื่อได้รับอนุญาต ก็กราบลาหลวงพ่อเผย ติดตามคณะพระธุดงค์มุ่งหน้าสักการะรอยพระพุทธบาทสระบุรี ระหว่างทางก็ได้ช่วยรักษาญาติโยมตามหมู่บ้านต่างๆไปด้วย
    เมื่อเดินทางมาถึงบ้านหนองทองทราย เขตพื้นที่จังหวัดนครนายก ได้พบกับพระภิกษุรูปหนึ่ง นั่งสมาธิอยู่โคนต้นหว้าใหญ่มีลูกสุกเต็มต้น แต่เป็นที่สังเกตุว่า ต้นไม้นั้นไม่มีนก หรือกระรอกมากินเลย และที่หน้าแปลกยิ่งไปกว่านั้นคือ บริเวณที่ท่านนั่งสมาธินั้น สะอาดเป็นวงกลม
    ไม่มีใบไม้หรือลูกหว้าตกใส่เลย ต่างจากภายนอกวง ที่มีทั้งใบและลูกหล่นเต็มไปหมด เป็นที่น่าอัศจรรย์ใจมาก
    จึงเกิดความเลื่อมใส ขอแยกตัวจากคณะพระธุดงค์ เพื่อขอฝากตัวเป็นศิษย์ขอเรียนวิชาด้วย จึงทราบว่าท่านชื่อ หลวงพ่อเอีย มหาวิริโย จำพรรษาอยู่ วัดหนองทองทรายนี้เอง
    หลวงพ่อเอียท่านนี้ ค่อนข้างเก็บตัวสันโดษ พูดน้อย ไม่ค่อยรับกิจนิมนต์ไปไหน มุ่งแต่ฝึกสมาธิ
    เจริญภาวนา บางทีก็หายเข้าป่าไปทีละหลายวัน
    กว่าจะกลับออกมา
    หลวงพ่อจั๊ว เมตตาเล่าให้ฟังถึงประวัติช่วงนี้ว่า
    ช่วงนั้นถึงเราจะเป็นเณร แต่ก็อายุ 17 ปี วัยหนุ่มแล้ว กำลังอยากรู้อยากเห็น อยากเป็นอยากเก่ง
    จึงตั้งใจเรียนวิชากับหลวงพ่อเอียอยู่ 2 ปีเต็ม
    จนอายุได้ 19 ปี ใกล้บวชเป็นพระ ตอนนั้นมั่นใจตัวเองเป็นอย่างมาก เช้าวันนึงหลวงพ่อเอียท่านเรียกเข้าไปหา แล้วบอกว่าจะพาออกธุดงค์ไปที่แห่งหนึ่ง
    แล้วท่านก็พาเดินเข้าป่าไปสักระยะนึง ก็เกิดเรื่องน่าอัศจรรย์ขึ้น คือป่าแถบนี้ ท่านเองก็เคยเดินผ่าน แต่เป็นป่ารกทึบไว้หาสมุนไพร แต่มาครั้งนี้หลังจากเดินมาสักพัก กลับพบว่าไม่คุ้นตาเลย แถมยังมีหมู่บ้านอีกด้วย มีผู้คนแปลกหน้ามากมาย ไม่มีใครที่รู้จักเลยสักคน แล้วเท่าที่เห็น
    อีกอย่างคือ ไม่มีคนแก่เลย มีแต่หนุ่มสาวทั้งนั้น
    จึงได้ถามหลวงพ่อเอีย ว่าหมู่บ้านนี้มาได้อย่างไร
    ทำไมไม่เคยเห็นมาก่อน ทั้งที่เคยผ่านป่าแถบนี้ประจำ
    หลวงพ่อเอียท่านตอบว่า นี่คือเมืองลับแล
    มีอยู่ตรงนี้มาตลอด เป็นมิติทับซ้อนกัน
    ต้องคนมีศีลมีธรรม หรือคนที่เขาอยากให้เข้ามาเท่านั้น จึงเข้าได้ ชาวบ้านที่นี่ รักษากุศลกรรมบทสิบกันทั้งนั้น หมู่บ้านนี้ร่มเย็นตลอดเวลาไม่มีร้อน
    เมื่อเดินผ่านไปถึงท้ายหมู่บ้าน พบเป็นป่าร่มเย็นเงียบสงบด้วยต้นไม้ใหญ่ มีเสียงน้ำตกธารน้ำไหล ดึงจิตใจให้นิ่งสงบยิ่งนัก
    และมีพระภิกษุนั่งในกรดบ้าง นั่งสมาธิตามโคนต้นไม้บ้าง เดินจงกรมบ้าง หลายรูปเลยทีดียว
    หลวงพ่อเอียท่านบอกว่า วันนี้พามาส่ง
    พามาดูให้เห็น ครั้งต่อไปต้องมาเอง ถ้าอยากเก่ง ต้องขอเรียนเพิ่มกับหลวงพ่อ หลวงปู่ต่างๆ ในนี้
    โดยต้องให้สัจจะวาจา จะไม่เปิดเผยชื่อ หลวงพ่อหลวงปู่แต่ละองค์เป็นอันขาด
    ท่านก็รับคำ และได้เรียนวิชาลึกลับต่างๆ จากเมืองลับแลแห่งนี้อยู่ประมาณ 1 ปีเต็ม จนอายุครบ 20 ปี
    จึงได้บวชเป็นพระ ในปี พ.ศ. 2507 ได้รับฉายาว่า นันทโก
    เมื่อบวชเป็นพระหนุ่มเต็มวัย บวกกับวิชาความรู้เต็มเปี่ยมจากครูบาอาจารย์ หลวงพ่อจั๊ว นันทโก
    จึงอยากออกธุดงค์อีกครั้งตามความตั้งใจเดิม
    เมื่อสมัยเป็นสามเณร คือไปนมัสการรอยพระพุทธบาทสระบุรี จึงขอกราบลาหลวงพ่อเอีย
    ออกธุดงค์เดี่ยวมุ่งหน้าสู่จังหวัดสระบุรี
    ซึ่งครั้งนี้ก็สมใจหมาย ได้สักการะรอยพุทธบาทสมดั่งตั้งใจ
    ระหว่างนั้นก็ได้ยินคนพูดถึงกิตติศัพท์ ของหลวงพ่อมี วัดเขาสมอคอน ว่ามีความเข้มขลังมาก
    โดยเฉพาะมีดหมอของท่าน ชาวบ้านจากลพบุรี
    ที่เดินทางมาสักการะรอยพระพุทธบาทต่างพกติดตัวกันทั้งนั้น เพราะระหว่างทางต้องผ่านป่าเขา ผจญผีป่า,ไข้ป่า,สัตว์ร้ายนาๆชนิด ถ้ามีมีดของท่านติดตัว ก็ไม่ต้องกลัวอันตรายใดๆ แคล้วคลาดปลอดภัยตลอดการเดินทาง
    หลวงพ่อจั๊วจึงเกิดความสนใจ มุ่งหน้าสู่จังหวัดลพบุรี เพื่อจะไปเรียนวิชาการทำการสร้างการเสกมีดหมอ การเดินทางครั้งนี้เป็นไปด้วยความล่าช้า เพราะตลอดเส้นทางต้องช่วยเหลือผู้คนตามหมู่บ้านต่างๆ มากมาย
    ช่วงที่เดินทางไปถึงวัดสมอคอน ในขณะนั้น
    หลวงพ่อมี ท่านพึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลได้ไม่นาน จึงมีผู้คนมาที่วัดกันอย่างคึกคัก
    บวกกับชื่อเสียงมีดหมอของท่าน ทั้งพระทั้งฆราวาส มาขอเรียนวิชากันมากมายเลยทีเดียว
    หลวงพ่อจั๊วเอง ก็เข้ากราบ ฝากตัวขอเรียนวิชากับท่านด้วยเช่นกัน
    การสร้างมีดหมอของท่านนั้นส่วนใหญ่จะหลอม
    จากเหล็กโลหะเก่า เนื่องจากเป็นเมืองโบราณมี
    โลหะเก่าเยอะ เศษดาบ เศษหอกโบราณ ยอดปราสาท รวมทั้งโลหะต่างๆ ที่หาได้ตามท้องถิ่น นำมาหลอม ตีขึ้นรูปเป็นใบ ตอกอักขระ จารเลขยันต์ และเข้าด้ามปลุกเสกกันที่วัดทั้งหมดเลย
    แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่สั่งมาจากนครสวรรค์ ชาวบ้านสั่งมากันเองบ้าง พ่อค้านำมาส่งบ้างเป็นงานช่างพยุหะคีรีซะส่วนใหญ่ เนื่องจากรอของทางวัดกันไม่ไหว เพราะมีขั้นตอนการทำค่อนข้างช้า และยุ่งยากมากไม่ทันต่อความต้องการ
    หลวงพ่อจั๊วเอง ท่านก็ได้ศึกษาจากหลวงพ่อมี จนเข้าใจในขั้นตอนทุกอย่างของการทำมีดหมอ สามารถสร้างเสก และทดลองใช้ จนเป็นที่พอใจแล้ว
    ก็เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่หลวงพ่อมี ได้รับแต่งตั้งเป็นรองเจ้าคณะอำเภอพอดี ในปี พ.ศ. 2509 จึงได้อยู่ช่วยเตรียมงานฉลองตำแหน่ง จนแล้วเสร็จ จึงกราบลาหลวงพ่อมี ออกธุดงค์เพื่อแสวงหาความรู้ทางธรรม และช่วยเหลือชาวบ้านต่อไป
    ท่านใช้เวลาธุดงค์ไปยังที่ต่างๆ ในหลายจังหวัดช่วยเหลือรักษาผู้คนมากมาย จนกระทั้งถึงปี พ.ศ. 2512 จึงได้เดินทางกลับมายัง วัดหนองทองทรายอีกครั้ง เพื่อกราบนมัสการหลวงพ่อเอีย ผู้เป็นอาจารย์
    ซึ่งเข้าสู่วัยชราแล้ว ช่วงนี้เองก็มีชาวบ้านมาขอให้หลวงพ่อช่วยรักษาโรคภัยต่างๆ ให้บ้าง,ให้ถอนยาสั่งก็มี ซึ่งก็ล้วนแต่หายกลับไปอย่างน่าอัศจรรย์ ชื่อเสียงปากต่อปาก
    ทำให้ผู้คนจากที่ต่างๆ เริ่มมากันมากขึ้น เริ่มมีการขอวัตถุมงคล จารตะกรุด ผ้ายันต์ต่างๆ รูปถ่าย จีวร เพื่อไว้บูชากันมากขึ้น
    ประกอบกับในช่วงเวลานั้น ทางโรงเรียนบ้านหนองทองทราย
    ต้องการจะสร้างอาคารเรียนใหม่ ต้องการปัจจัยจำนวนมาก จึงมาขอพึ่งบารมีหลวงพ่อเอีย,หลวงพ่อจั๊ว
    ท่านไม่อยากขัดศรัทธาญาติโยม จึงอนุญาตให้สร้างเป็นเหรียญรูปเหมือน ขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2513 โดยกำหนดฤกษ์ปลุกเสก ตรงกับวันเสาร์ห้า ที่แข็ง และเป็นมหามงคลยิ่ง
    ออกให้ร่วมทำบุญ มี 2 แบบเป็นรูปไข่ และเหรียญกลม อย่างละ 1000 เหรียญ
    โดยมอบหมายลูกศิษย์กลุ่มนึง
    ไปเดินเรื่องติดต่อโรงงานแถบจังหวัดนครปฐมให้ทำการปั๊มเหรียญให้ แต่ไม่ทราบว่าสื่อสารกันผิดพลาดอย่างไร เหรียญที่ปั๊มออกมาจึงใส่ชื่อวัดผิด กลายเป็น "วัดหนองครองทรายแทน"
    การปั๊มเหรียญในตอนนั้น ยังใช้ต้นทุนสูง
    เหรียญทั้งหมดก็ปั๊มเสร็จหมดแล้วด้วย จึงไม่ได้แก้ไขกัน ปล่อยเลยตามเลย หลังปลุกเสกเสร็จ
    ก็แจกศิษย์ใกล้ชิดบางส่วน และออกให้ทำบุญ
    ใครที่มาทำบุญกับหลวงพ่อจั๊ว จะได้รับแจกวัตถุมงคล ผู้ชายรับแจกเหรียญรูปไข่ ผู้หญิงรับเหรียญกลม ไม่นานก็ได้ทุนเพื่อช่วยในการก่อสร้างอาคารเรียน บ้านหนองทองทรายในปี พ.ศ. 2514 นอกจากนี้ยังได้แรงศรัทธา มีงบจากหน่วยงานราชการห้างร้านต่างๆ นำมาร่วมในครั้งนี้ อย่างล้นหลาม
    จนหลวงพ่อได้แบ่งเงินส่วนหนึ่ง ไปช่วยในงานสร้างกุฏิสงฆ์วัดโพธิ์เย็นอีกด้วย
    สืบเนื่องจากเหตุการณ์ ที่ได้เดินทางไปปั๊มเหรียญ
    ที่นครปฐมในครั้งนั้น ศิษย์ที่กลับมาได้มีการพูดคุยกันถึงพระเกจิอาจารย์รูปหนึ่ง ว่าโด่งดังมากเก่งเรื่องการสร้างตุ๊กตาทอง มีชีวิต เรียกเงินเรียกทองได้ตามขอ จะใช้เฝ้าไร่เฝ้าสวนก็ดียิ่ง
    แม้แต่เจ้าของโรงงานปั๊มพระ ยังมีไว้บูชาเลย
    เมื่อหลวงพ่อได้ฟัง ก็เกิดความสนใจอย่างยิ่ง
    แต่ด้วยยังติดกิจสงเคราะห์ญาติโยม จึงยังไม่อาจเดินทางไปพิสูจน์ได้
    ติดตามต่อตอนสองตอนจบ


    1757675317848.jpg

    ประวัติ หลวงพ่อจั๊ว นันทโก
    (ตอนจบ จากหนองทองทราย สู่บางพึ่ง ถึงต้นกระรอก)
    ล่วงถึงปลายปี พ.ศ. 2514 จึงได้ตัดสินใจ
    เดินทางเข้ามายังนครปฐม เพื่อพิสูจน์เรื่องตุ๊กตาทองที่ยังติดอยู่ในใจตั้งแต่ปีที่แล้ว
    เมื่อมาถึงวัดสามง่าม พบชาวบ้านหลายคนกำลังมุงดูบางอย่างอยู่ในคลอง จึงได้หยุดมองดูสักพัก ก็ไม่เห็นมีอะไร แต่ชาวบ้านก็ยังมุงดูกันอยู่ไม่ไปไหน
    จึงได้ถามหนึ่งในชาวบ้านที่มุงดู ว่ากำลังรอดูอะไรกัน ชาวบ้านคนนั้นตอบว่า กำลังรอของดี
    จากอาจารย์เสือ ท่านกำลังทำให้ ดำน้ำลงไปเสกพระ จารตะกรุดใต้น้ำ
    หลวงพ่อจั๊ว ได้ยินก็รู้สึกประหลาดใจมาก
    จึงได้รอดูต่อ เวลาผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมง
    ก็มีพระรูปนึงโผล่ขึ้นมาจากน้ำจริงๆ เสียงชาวบ้าน ฮือฮา ต่างพากัน พูดว่าอาจารย์ขึ้นมาแล้ว
    หลวงพ่อจั๊ว ท่านรู้สึกได้ทันทีว่า วัดสามง่ามแห่งนี้ ไม่ธรรมดาจริงๆ ขนาดพระลูกวัดยังเก่งถึงเพียงนี้
    แล้วองค์หลวงพ่อเต๋ จะเก่งขนาดไหน ท่านจึงรีบมุ่งหน้าไปยังกุฏิหลวงพ่อเต๋ เพื่อสอบถามเรื่องการสร้างเสกกุมารทอง หลวงพ่อเต๋ท่านก็เมตตาอธิบายเล่าให้ฟังเป็นอย่างดี แต่ท่านก็กำชับในตอนท้ายว่า
    "การฟังหรือจดจำใดๆ ก็มิอาจพิสูจน์ได้เท่าทำจริง"
    แล้วก็พูดต่อว่า ถ้าสนใจจริงให้อยู่ศึกษาลงมือทำจริงเลย โดยให้ไปที่ด้านหลังวัดใกล้ๆป่าช้า วัตถุมงคลต่างๆ รวมถึงกุมารทองของวัด ล้วนสร้างอยู่ที่นั่น หากสงสัย หรือติดขัดเรื่องอะไรให้กลับมาถามท่านได้ตลอด ถ้าท่านไม่อยู่ ให้ถามจากอาจารย์เสือได้เลย เขารู้เยอะ เรียนเยอะ ตอบแทนท่านได้
    หลวงพ่อจั๊ว จึงได้อยู่ช่วยงานสร้างวัตถุมงคล
    และศึกษาวิธีการผสมดินแร่อาถรรพ์เถ้ากระดูก
    การเรียกจิต เรียกธาตุ เคล็ดวิชาต่างๆ ในการสร้างเสก กุมารทองเป็นอย่างดี โดยส่วนใหญ่ จะได้รับคำแนะนำจากอาจารย์เสือ เนื่องจากหลวงพ่อเต๋ คงทอง ท่านติดกิจนิมนต์ไปนอกวัดบ่อยไม่ค่อยมีเวลา
    ทำให้หลวงพ่อจั๊ว สนิทสนมกับพระอาจารย์เสือเป็นพิเศษ ทั้งสอง ได้แลกเปลี่ยนวิชากันหลายอย่าง และด้วยอายุของพระอาจารย์เสือที่มาก
    กว่า หลวงพ่อจั๊วประมาณ 18 ปี หลวงพ่อจั๊วจึงเคารพเปรียบดั่งรุ่นพี่ และอาจารย์อีกองค์หนึ่งของท่านเลยทีเดียว
    หลวงพ่อจั๊ว นันทโก ได้สร้างกุมารทองตามตำรับหลวงพ่อเต๋ได้สำเร็จ นอกจากจะเสกเอง
    อย่างเต็มที่แล้ว ยังได้พระอาจารย์เสือ และหลวงพ่อเต๋ เสกเพิ่มให้อีก ก่อนออกให้ผู้ศรัทธาได้ร่วมทำบุญ พร้อมกับกุมารของวัดสามง่ามในปี พ.ศ. 2515 โดยกุมารทองรุ่นนี้ พระอาจารย์เสือ ได้นำไปไว้ที่กุฏิท่านหลายองค์เลยทีเดียว เพื่อไว้แจกลูกศิษย์ใกล้ชิดท่านอีกด้วย
    หลวงพ่อจั๊ว นันทโก ออกเดินทางรักษาผู้คนไปตามสถานที่ต่างๆ
    โดยใช้วิธีการ ล่องเรือไปตามท่าน้ำสำคัญ ที่มีผู้คนจำนวนมาก เพราะในสมัยนั้นใช้การเดินทางกัน ทางน้ำเป็นหลัก ท่าเทียบเรือในยุคนั้นจึงเป็นแหล่งรวมผู้คน
    เหมาะกับการ สงเคราะห์ช่วยเหลือคนเป็นอย่างยิ่ง

    1757675201121.jpg 1757675213104.jpg
    ท่านทำเช่นนั้นอยู่ร่วม 2 ปี จนได้พบกับหลวงพ่อบุญเสริม แห่งวัดบางพึ่ง พระประแดง สมุทรปราการ ได้ชักชวนให้ท่านมาอยู่ที่วัดบางพึ่งด้วยกัน
    ด้วยเหตุที่วัดบางพึ่งนี้ เป็นท่าเทียบเรือสำคัญ มีกลุ่มคนทั้งไทยและจีน
    ล่องเรือมาพัก,มาค้าขาย ขึ้นลงที่ท่าน้ำแห่งนี้จำนวนมาก
    หลวงพ่อจั๊ว จึงได้มาอยู่ที่วัดบางพึ่งแห่งนี้ ในปี พ.ศ. 2517 เป็นต้นมา
    ข่าวการมาอยู่ของพระหนุ่ม ผู้มีวิชาเหนือโลก รักษาคนบ้าให้คืนสติ,รักษาคนใบ้ให้พูดได้ คนเป็นอัมพาต หรือแม้แต่มะเร็ง ก็รักษาได้หายขาด เรื่องหนังเหนียวคงกะพันถึงขนาดนั่งสมาธิบนแผงตะปูได้ ก็เป็นที่เลื่องลือไปไกล ชาวบ้านมากมาย ต่างพากันมารักษา มาขอของดีกับท่าน ที่วัดบางพึ่ง
    จึงเริ่มมีการสร้างวัตถุมงคล เหรียญเสมารุ่นแรกของท่านขึ้น โดยด้านหน้าเหรียญ เป็นรูปหลวงพ่อนั่งเต็มองค์ ด้านหลังเหรียญวางยันต์ห้า พระพุทธเจ้าห้าพระองค์ และคาถาเน้นหนักทางด้านเมตตาคงกระพันไว้ครบถ้วน นอกจากนี้ยังมีการใส่เลข ๑ ไทยไว้เป็นสัญลักษณ์ เสมารุ่นแรกของตัวท่านอีกด้วย
    เมื่อปั๊มเหรียญเสร็จ พบมีจุดสังเกตุที่แตกต่างเป็นตำหนิสำคัญ คือตรงลายกนกขอบข้างเหรียญด้านหน้า ตรงตำแหน่งเหนือศรีษะด้านซ้ายของหลวงพ่อนั้น บางเหรียญมีแท่งคล้ายตะกรุดฝังอยู่ ลูกศิษย์ต่างพากันเรียกว่า บล็อกฝังตะกรุด และจัดให้เป็นบล็อกนิยม เนื่องจากพบเห็นได้น้อยมาก คาดว่ามีไม่เกิน 200 เหรียญ จากจำนวนการสร้างรวมประมาณ 2000 เหรียญ
    พระผงรูปเหมือน,พระสมเด็จ,พระพิมพ์ชินราชเนื้อผงน้ำมัน และเหรียญหล่อเนื้อชิน ซึ่งสร้างจากมวลสาร ที่หลวงพ่อรวบรวมมา ขณะยังธุดงค์ ตั้งแต่สมัยเป็นเณรซึ่งล้วนเป็นผง และโลหะวิเศษ จึงสร้างพระได้ไม่มากนัก
    ได้พิมพ์ละ 100 กว่าองค์เท่านั้น ใครมีต่างหวงแหน
    โดยเฉพาะ กลุ่มพ่อค้าชาวจีน ต่างให้ความเคารพศรัทธาในตัวหลวงพ่อจั๊ว เป็นอย่างมาก
    พาออกทุน สร้างวัตถุมงคลไว้ที่วัดแห่งนี้อีกหลายรุ่นด้วยกัน อาทิ
    เหรียญหลังมีดหมอครึ่งองค์
    มีทั้งแบบรูปไข่ และแบบพุ่มข้าวบิณฑ์
    อย่างละประมาณ 500 เหรียญ ก็สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2517 นี้ด้วยเช่นกัน จากกลุ่มลูกศิษย์ชาวจีนที่มีความเชื่อเรื่องมีดหมอรักษาโรค และปราบคุณไสย์ได้ของหลวงพ่อ
    เหรียญนั่งเต็มองค์ หลังกุมารทอง รุ่น 1 ปี พ.ศ. 2518 ก็ถูกสร้างขึ้นจากความเชื่อ เรื่องกุมารทองเรียกลาภ ช่วยเรื่องการค้าขาย ของกลุ่มลูกศิษย์เชื้อสายจีนด้วยเช่นกัน จำนวนสร้างรวม ประมาณ 500 เหรียญ
    รูปอัดกระจก ก็มีนำมาให้หลวงพ่อจาร และเสกให้อีกหลายวาระเลยทีเดียว
    นอกจากนี้ ยังมีเหรียญสำคัญอีก 1 รุ่น ที่หลวงพ่อตั้งใจสร้างเพื่อ บูชาครูของท่าน คือ หลวงพ่อเสือ วัดไผ่สามกอ เนื่องในโอกาสครบรอบมรณภาพ 20 ปี เป็นเหรียญเสมา ด้านหน้ารูปหลวงพ่อเสือ ด้านหลังหลวงพ่อจั๊ว ซึ่งสร้างออกในงานกฐิน ของวัดบางพึ่งช่วงปลายปี พ.ศ. 2518 จำนวนการสร้างรวม 1000 เหรียญ
    เหรียญรุ่นนี้ จัดเป็นเหรียญที่หายากมาก กลุ่มลูกศิษย์ชาวจีนในยุคนั้น พากันไล่เก็บหมดเพราะเชื่อว่าเป็นเหรียญที่มีพุทธคุณซ้อน
    ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2520 มีลูกศิษย์ชาวไทย เชื้อสายจีนหลายคนจากชลบุรี ที่เคยมารักษากับหลวงพ่อ ได้เดินทางมานิมนต์หลวงพ่อให้มาจำวัดที่จังหวัดชลบุรี
    โดยเล่าให้หลวงพ่อฟังว่า กลุ่มคนไทยเชื้อสายจีน ร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่ได้รวมตัวกัน สร้างวัดขึ้นมา
    ชื่อ "วัดสังข์รักษา" (วัดต้นกระรอก) อยู่ในชุมชนบ้านต้นกระรอก
    ยังขาดปัจจัยหลายอย่าง จึงอยากให้หลวงพ่อมาอยู่เป็นศูนย์รวมจิตใจให้กับญาติโยม และเป็นที่พึ่งยามยาก คอยปัดเป่ารักษาโรคภัยไข้เจ็บให้ชาวบ้านต้นกระรอกแห่งนี้
    เมื่อหลวงพ่อได้ฟัง ก็มิได้ขัดศรัทธาญาติโยม
    และเห็นความตั้งใจจริงของกลุ่มชาวบ้าน จึงรับนิมนต์ จะย้ายมาอยู่ที่วัดใหม่ ชลบุรีแห่งนี้
    แต่ขอจัดการงานรักษาชาวบ้าน ที่วัดบางพึ่ง
    ที่บางราย ยังต้องรับยา,ต้องรักษาต่อเนื่อง
    ไม่อาจทิ้งไปในทันที ทันใดได้
    เรื่องของกรรมเป็นสิ่งที่มิอาจฝืน
    ดั่งคำพระศาสดา ว่าสัตว์ทั้งหลายนั้น
    ล้วนมีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม
    มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์
    มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย ใครทำกรรมอันใดไว้
    ดีหรือชั่วย่อมได้รับผล แห่งกรรมนั้นแน่นอน
    ไม่มีใครจะฝืน หรือหลีกหนีจากหลักการนี้ได้
    คำคนโบราณก็ยังเคยกล่าวถึงเช่นกัน พระเกจิที่พุทธคุณหนักไปทางคงกระพันชาตรี มักมีอายุไม่ยืนยาวนัก หลวงพ่อจั๊ว นันทโก ท่านใช้วิชารักษาคน
    แบบเหนือโลกมาตลอด ซึ่งหลายต่อหลายครั้ง เหมือนเป็นการฝืนกรรม ฝืนโชคชะตาของบุคคลนั้นๆ ซึ่งนี่อาจเป็นเหตุให้ตัวท่านเอง ต้องอายุสั้นอย่างไม่มีใครคาดคิดมาก่อน เมื่อหลวงพ่อท่านได้มรณภาพลงอย่างกะทันหัน ในปี พ.ศ. 2521 ในขณะนั่งทำสมาธิ และไม่ออกจากสมาธิครั้งนั้นอีกเลย
    ยังความโศกเศร้าเสียใจ ต่อคณะศิษย์ทุกคนเป็นอย่างมาก
    ร่างของท่านถูกนำใส่โรงแก้ว ตั้งไว้ที่วัดบางพึ่ง ไม่เน่า,ไม่เปื่อย,เล็บงอก,ผมงอก ไม่ส่งกลิ่นเหม็นใดๆ
    ภายหลัง ช่วงปลายปี พ.ศ. 2521 เกิดเหตุการณ์มหาอุทกภัยครั้งใหญ่ เมื่อพายุใหญ่ 2 ลูก คือ พายุเบส และ พายุคิท ได้ดาหน้าเข้าถล่มประเทศไทยอย่างหนัก ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมหนักในหลายพื้นที่ของประเทศไทย รวมทั้งวัดบางพึ่งด้วย
    กลุ่มลูกศิษย์จึงได้ย้ายร่างของท่าน พร้อมกับร่างของลูกศิษย์ชาวจีนตระกูลหนึ่ง หนีภัยน้ำท่วมมายัง "วัดต้นกระรอก" อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ตามเจตนารมณ์เดิม ที่หลวงพ่อเคยรับนิมนต์ไว้ ว่าจะมาอยู่ที่วัดแห่งนี้
    โดยร่างของลูกศิษย์ชาวจีน ได้ฝังไว้ในพื้นที่ด้านหลังวัด
    ส่วนร่างของหลวงพ่อจั๊ว ในโรงแก้ว พร้อมวัตถุมงคลของท่านที่ใส่มาในโรงแก้ว รวมถึงรูปเหมือนของหลวงพ่อขนาดเท่าองค์จริง ได้ตั้งไว้ให้ญาติโยม ชาวบ้านได้สักการะบูชา สืบมาจนถึงปัจจุบัน
    แหล่งที่มาข้อมูล หนังสือพิมพ์ บางกอกไทม์,นิตยสารพระเครื่องลานโพธิ์,อัตชีวประวัติหลวงพ่อจั๊ว,บันทึกเรื่องเล่ากลุ่มลูกศิษย์

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลผู้เรียบเรียงอย่างสูงครับ

    เหรียญหลวงพ่อจั๊วปี ๒๕๑๗
    ให้บูชา 400 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ
    IMG_20260405_181131.jpg IMG_20260405_181158.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 7 เมษายน 2026 at 16:40
  4. shaj

    shaj เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    8,540
    ค่าพลัง:
    +7,776
    ขอจองเหรียญหลวงพ่อจั๊ว ปี17ครับ
     
  5. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,284
    ค่าพลัง:
    +21,466
    FB_IMG_1763980122266.jpg




    ชีวประวัติ
    พระครูวินัยธร (หลุย) ธมมธโร วัดลาดบัวขาว (วัดราชโยธา)เขตสะพานสูง กรุงเทพมหานคร
    ชาติกาล ๑๘ สิงหาคม ๒๔๗๑ ชาติภูมิ ตำบลบ้านโคน อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ อุปสมบทอายุ ๔๒ปี มรณภาพ ๑๒ พฤจิกายน ๒๕๕๕ เวลา 00.0๔น. สิริรวมอายุได้ ๘๔ปี ๔๒พรรษา
    พระครูวินัยธร ธมมธโร หรือหลวงปู่หลุย เป็นที่รู้จักของชาวบ้านในระแวกวัดลาดบัวขาวในฐานะพระหมอเป้นพระผู้เปี่ยมด้วยจิตอันงดงามบริสุทธิ ได้ปฎิบัติตนเป็นที่พึ่งของคนทังหลายทังชาวพุทธและอิสลามที่อยู่ในระแวกวัดที่ตกทุกข์ได้ยากอย่างแท้จริง ผู้ใดมีเรื่องทุกข์ร้อนอะไรหากได้ไปกราบไหว้ขอความช่วยเหลือแล้วเป็นไม่ผิดหวังเพราะท่านมีบารมีธรรมอันแก่กล้าไม่เพียงแต่วิชาทางแพทย์ ในด้านวิชาอาคมต่างๆทั้งการเสกนำ้มันมนต์ ลงกระหม่อม ขับไล่"ของ"ฯลฯ ท่านสามารถใช้วิชาเหล่านั้นอย่างเชี่ยวชาญและมีอานุภาพยิ่ง คนทั้งหลายที่มาหาท่านจึงมีเหตุแห่งทุกข์ที่แตกต่างกันไป ประวัติชีวิตของพระคุณเจ้าพระครูวินัยธร ธมมธโร(หลุย)ซึ่งท่านได้อ่านมาแล้วนี้เป็นเพียงประวัติโดยสังเขปที่นำมาเผยแพร่ เรื่องราวอันแปลกพิศดารต่างๆในชีวิตของท่านนั้นที่จริงมีอยู่อีกมาก ไม่ว่าจะเป็นการใช้คาถาอาคม ผจญกับอมนุษย์และเดรัจฉานวิชาทั้งหลายหรือการศึกษาวิชาอาคมกับอาจารย์ต่างๆซึ่งเรื่องราวเหล่านั้นจะลงให้ลูกศิษย์ได้อ่านในภายหลังนะครับ ความจริงที่ปฎิเสธไม่ได้ก็คือ ท่านอาจารย์นับเป็นผู้ทรงศิลเปี่ยมด้วยบารมี มีคนูปการอย่างใหญ่หลวงในฐานะผู้สืบทอดพระพุทธศาสนาท่านเป็นผู้มีเมตตาที่ยิ่งใหญ่ดุจพระโพธิสัตว์เป็นพระอริยะแห่งยุค ปัจจุบันหายากยิ่งรูปหนึ่งซึ่งสมควรแก่การกราบไหว้บูชาอย่างแท้จริงครับ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    สมัยก่อนถ้าใครอ่านหนังสือพระศักดิ์สิทธิ์จะลงประวัติและเรื่องราวหลวงปู่หลุยอยู่กับหลวงปู่ทองวัดราชโยธา

    พระสมเด็จหลวงปู่หลุยวัดราชโยธาหลังหนุมาน ยกชุด ๒ องค์ ๒ พิมพ์

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260407_162834.jpg IMG_20260407_162901.jpg
     
  6. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,284
    ค่าพลัง:
    +21,466
    29028016_349549838863820_3910366752898285568_n.jpg



    หลวงพ่อเงิน เคยเอ่ยปากชมว่า .....

    "ไอ้หนูคนนี้เป็นเทวดามาเกิด ใครก็เลี้ยงไม่ได้นอกจากเรา ขอให้โยมยกเด็กคนนี้ให้มาเป็นลูกของเราเถิด"

    ครั้งหนึ่งในการปลุกเสกวัตถุมงคลพระสมเด็จของท่านเกิดปาฏิหาริย์แผ่นดินไหว

    หลวงปู่ทองดำปลุกเสกเดี่ยว ด้วยพลังจิตที่สูงและกฤติยาอาคมชั้นเลิศ ขณะหลวงปู่ทองดำกำลังนั่งปลุกเสกพระสมเด็จฯ ดังกล่าวได้เกิดแผ่นดินไหวรอบปริมณฑลที่ปลุกเสกนั้น ชาวบ้านและลูกศิษย์ที่อยู่บริเวณนั้นต่างตกใจ ยกมือไหว้ท่วมหัวและประจักษ์ในความเข้มขลังของพระสมเด็จฯนี้ และเป็นที่มาของชื่อพระสมเด็จรุ่นนี้ว่า “สมเด็จแผ่นดินไหว”

    ...........

    หลวงปู่ทองดำ ฐิตวัณโณ" หรือ "พระนิมมานโกวิท" วัดท่าทอง ต.วังกะพี้ อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ หรือ หลวงปู่ทองดำ วัดท่าทองเป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดัง แก่กล้าในพลังจิตพุทธาคม ได้รับความเลื่อมใสศรัทธาจากพุทธศาสนิกชนเป็นอย่างยิ่ง

    อัตโนประวัติ มีนามเดิมว่า ทองดำ เม่นพริ้ง เกิดเมื่อปี 2441 ที่บ้านไซโรงโขน อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร โยมบิดา-มารดา ชื่อ นายบุญนาค-นางจ่าย เม่นพริ้ง มีอาชีพล่องเรือค้ายาสูบ มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 8 คน ท่านเป็นบุตรคนที่ 4

    ในวัยเด็กอายุประมาณ 3 ขวบ บิดามารดาได้นำไปถวายเป็นบุตรบุญธรรมของ หลวงพ่อเงิน พุทธโชติ พระคณาจารย์ชื่อดังแห่งวัดบางคลาน จ.พิจิตร

    หลวงพ่อเงิน เคยเอ่ยปากชมว่า "ไอ้หนูคนนี้เป็นเทวดามาเกิด ใครก็เลี้ยงไม่ได้นอกจากเรา ขอให้โยมยกเด็กคนนี้ให้มาเป็นลูกของเราเถิด" ตั้งแต่นั้นมาหลวงพ่อเงินได้เลี้ยงดูอบรมสั่งสอน จนสามารถท่องบทสวดมนต์ได้อย่างรวดเร็วในวัยเพียงน้อยนิดเท่านั้น

    เมื่อ อายุ 22 ปี ได้เข้าพิธีอุปสมบท ณ อุโบสถวัดวังหมู ต.หาดกรวด อ.เมืองอุตรดิตถ์ โดยมี พระครูวิเชียรปัญญามหามุนี (เรือง) เจ้าคณะจังหวัดอุตรดิตถ์ เจ้าอาวาสวัดท่าถนน ต.ท่าอิฐ อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์แส เจ้าอาวาสวัดสว่างอารมณ์ ต.ไผ่ล้อม อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ เป็นพระกรรมวาจารย์ พระครูดวง เจ้าอาวาสวัดวังหมู เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายา ฐิตวัณโณ

    หลังจากบวชแล้ว ได้จำพรรษาที่วัดท่าทอง 1 พรรษา และย้ายไปจำพรรษาที่วัดท่าถนน 3 พรรษา ต่อมาตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดท่าทองว่างลง ญาติโยมกราบอาราธนาให้มาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดท่าทอง ระหว่างเป็นเจ้าอาวาสวัดท่าทอง หลวงปู่ทองดำได้ศึกษาความรู้ด้านปริยัติธรรมจนสอบได้นักธรรมตรี ซึ่งระหว่างเรียนท่านได้มุ่งมั่นพัฒนาวัดท่าทองไปพร้อมๆ กัน จนเป็นที่เชิดหน้าชูตาทางพุทธศาสนาวัดหนึ่งในอุตรดิตถ์

    เมื่อปี พ.ศ.2504 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระนิมมานโกวิท และปี พ.ศ.2510 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะอำเภอเมืองอุตรดิตถ์

    นอกจากเล่าเรียนทาง ปริยัติธรรมแล้ว หลวงปู่ทองดำ วัดท่าทองยังสนใจวิชาโหราศาสตร์ และเรื่องวิทยาคม โดยช่วงวัยเด็กระหว่างเรียนหนังสือกับหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน ได้ศึกษาวิชาอยู่ยงคง กระพันกับโยมปู่เพื่อป้อง กันตัว

    กล่าวกันว่า ในช่วงวัยรุ่น หลวงปู่ทองดำ วัดท่าทองท่านชอบการชกมวยจนได้รับฉายาว่า "ดำ ท่าทาง" เพราะท่านเรียนวิชากับโยมปู่ของท่าน โดยเฉพาะวิชาอยู่ยงคงกระพัน วิชาธนูมือ คือก่อนขึ้นชกมวย ท่านจะท่องคาถา เขียนที่ฝ่ามือเมื่อขึ้นชกจะทำให้มีพละกำลังและคม ทำให้คู่ชกแตกได้ง่าย

    ระหว่าง จำพรรษาที่วัดท่าทองยังไปฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อทิม วัดกลาง อ.เมืองพิจิตร พระเกจิอาจารย์ชื่อดังเกี่ยวกับตะกรุดโทน และหลวงพ่อทิมได้เมตตาถ่ายทอดวิชาและมอบตำราไสยเวทต่างๆ ให้จนหมดสิ้น ซึ่งหลวงปู่ทองดำ วัดท่าทองได้ใช้วิชาความรู้พัฒนาพุทธศาสนาเรื่อยมา

    กิตติศัพท์ ความเลื่องลือในปฏิปทาอันแรงกล้าและจริยวัตรอันงดงามของหลวงปู่ทองดำ วัดท่าทอง ขจรขจาย ไปไกลทุกสารทิศ พระเกจิอาจารย์รุ่นหลังหลายรูปให้ความเคารพนับถือในตัวท่าน ต่างเดินทางไปกราบไหว้และสนทนาธรรมอยู่เสมอ

    พระเทพวิทยาคมเถร หรือ หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ อริยสงฆ์แห่งแดนที่ราบสูงที่ปัจจุบันจำพรรษาที่วัดบ้านไร่ จ.นครราชสีมา ก็เคยมากราบไหว้สนทนาธรรมกับหลวงปู่ทองดำถึงวัดท่าทอง สร้างความฮือฮาให้กับพุทธศาสนิกชนที่ทราบข่าวเป็นยิ่งนัก

    หลวงปู่ทองดำ วัดท่าทอง ได้ละสังขารเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2548 สิริอายุ 107 ปี

    ใน ช่วงที่หลวงปู่ทองดำ วัดท่าทองท่านยังมีชีวิตอยู่ ได้อธิษฐานจิตปลุกเสกพระเครื่องวัตถุมงคลไว้จำนวนมาก อาทิ พระเนื้อดิน สร้างไว้ก่อนปี 2500 พิมพ์ซุ้มนครโกษา พิมพ์ยอดขุนพลบ้านปืน พระนางพญาพิมพ์ใหญ่ พิมพ์เล็ก แผ่นยันต์ตะกรุด ชานหมาก รูปเหมือน สติ๊กเกอร์ติดหน้ารถ พระพิมพ์สมเด็จ พระนางพญา ปี 2523 ล็อกเกต พระปิดตา เหรียญ พระกริ่ง นางกวัก สีวลี เป็นต้น
    ถือเป็นพระเครื่องของหลวงปู่ทองดำ วัดท่าทอง ที่ได้รับความนิยมจากบรรดาเซียนพระเครื่องเป็นอย่างยิ่ง

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญโภคทรัพย์หลวงปู่ทองดำยกชุด ๒ เหรียญ

    ให้บูชา 220 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260407_183950.jpg IMG_20260407_184011.jpg
     
  7. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,284
    ค่าพลัง:
    +21,466
    ลพ สะอาด2.jpg

    พระสมเด็จอู่ทอง
    หลวงพ่อสะอาด วัดเขาแก้ว จ.นครสวรรค์
    ประวัติการสร้าง
    ผงที่นำมาสร้างสมเด็จหลวงพ่อ อู่ทอง เมื่อ พ.ศ.2509 ทางกรมศิลปกรได้ขุกกรุเมืองบนคือบ้านโคกไม้เดน อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ ได้พบกรุสมบัติ สมัยทวารวดี ในสมัยของพระนางเจ้าจามเทวีมีคูเมืองเก่าใหญ่โต ได้พบสมบัติมากพอสมควรแต่ผ้าทิพย์ที่หน้าแท่นพระหลงเหลืออยู่ทางวัดพระปรางได้เก็บรักษาไว้
    มวลสารสมเด็จอู่ทอง
    อาตมาได้ขอนำมารวมกับผงพระธาตุเมืองศรีเทพ , ผงใต้แท่นหลวงพ่อเชียงแสน , ผงใต้แท่นหลวงพ่ออู่ทอง , ผงพระนอนไสยาตร์และมวลสารอื่นๆ อีกหลายชนิดซึ่งแต่ละชนิดมีอายุอยู่ในระยะ 1,000 ปี , ของทวารวดี 500 ปี , หลวงพ่ออู่ทอง 300 ปี , ผงพระนอนไสยาตร์ , พระสมเด็จแท้ วัดระฆังที่หัก , ผงหลวงพ่อเทศ วัดสระทะเล , ผงหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ , ผงหลวงพ่อกัน วัดเขาแก้ว และอื่นๆ อีกมากน่านำไปใช้ติดตัวและบูชาดีทางด้านค้าขายและแคล้วคลาดจากอันตรายเยี่ยมมาก
    พุทธคุณ
    พระนี้ทำการสร้างครั้งเกิดสงครามอ่าวเปอร์เซียอายุการสร้างประมาณ 20 กว่าปี มีประการณ์มากมายนับเป็นโอกาสดีที่ญาติโยมทั้งหลายได้มีไว้ติดตัวไปเหนือมาใต้ให้ตั้งใจนึกถึง หลวงพ่ออู่ทอง – หลวงพ่อเทศ – หลวงพ่อเดิม – หลวงพ่อกัน และคุณบิดา-คุณมารดา จึงนำติดตัวไปเถิดจะเกิดผลดีอย่างยิ่ง แคล้วคลาดอันตรายดีเยี่ยมทางค้าขายเมตตาก็เยี่ยม ลองใช้ดูเถิดท่านทั้งหลาย

    หลวงพ่อสะอาด วัดเขาแก้ว นครสวรรค์
    23 มกราคม 2017 ·
    หลวงพ่อสะอาด อาวุธฺฑสีโล (พระครูนิวิฐมณีวงศ์) เทพเจ้าแห่งเมืองพยุหะคีรี ผู้สืบทอดตำนานการสร้างมีดหมอสายหลวงปู่เทศ วัดสระทะเล และหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ
    **********************
    ชาติภูมิ
    หลวงพ่อสะอาด อาวุธฺฑสีโล หรือในราชทินนามที่ “พระครูนิวิฐมณีวงศ์” ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดเขาแก้ว ตำบลพยุหะ อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ ท่านมีนามเดิมว่า “สะอาด จันทร์สมบัติ”
    ท่านถือกำเนิดเมื่อวันอาทิตย์ แรม ๘ ค่ำ เดือนยี่ ปี จอ ตรงกับวันที่ ๑๒ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๗๗ ณ บ้านเลขที่ ๑๐ หมู่ที่ ๗ ตำบลท่าน้ำอ้อย อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ โยมบิดาชื่อเอก จันทร์สมบัติ โยมมารดาชื่อ ย้วย จันทร์สมบัติ
    การศึกษา
    โยมพ่อเอก จันทร์สมบัติได้นำหลวงพ่อสะอาดหรือเด็กชายสะอาดในขณะนั้น มาฝากตัวเป็นศิษย์ในความดูแลและอุปการะของหลวงพ่อกัน เจ้าอาวาสวัดเขาแก้ว เพื่อให้ได้รับการศึกษาจากทางโลกในโรงเรียนพยุหะวิทยาซึ่งเป็นโรงเรียนประจำอำเภอพยุหะคีรี จนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖
    หลวงพ่อสะอาดท่านได้อยู่ปรนนิบัติรับใช้หลวงพ่อกันตั้งแต่วันแรกที่ท่านได้ฝากตัวเป็นศิษย์จวบจนท่านมีอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ท่านจึงได้กราบลาหลวงพ่อกันไปบวชที่วัดพระปรางค์เหลืองซึ่งเป็นวัดบ้านเกิด เมื่อวันเสาร์ แรม ๙ ค่ำ เดือน ๖ ปีมะแม ตรงกับวันที่ ๓๐ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๙๗ โดยมี พระครูประสุตธรรมโชติ รองเจ้าคณะจังหวัดชัยนาท วัดใหญ่ จังหวัดชัยนาท เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์สอน จิรธมฺโม วัดพระปรางค์เหลือง จังหวัดนครสวรรค์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์สนม อติธมฺโม วัดพระปรางค์เหลือง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับนามฉายาในทางพระพุทธศาสนาว่า “อาวุธฺฑสีโล”
    ภายหลังจากที่หลวงพ่อสะอาดท่านอุปสมบทแล้ว ท่านได้อยู่จำพรรษาที่วัดพระปรางค์เหลือง ๓ พรรษา เมื่อท่านสอบได้นักธรรมชั้นโท เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๙ ได้แล้ว ในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ท่านจึงได้ย้ายมาจำพรรษาที่วัดเขาแก้ว เพื่อปรนนิบัติรับใช้หลวงพ่อกันและมาศึกษาเล่าเรียนต่อนักธรรมชั้นเอกที่สำนักวัดเขาแก้ว และท่านก็สอบนักธรรมชั้นเอกได้ในปีนั้นเอง
    การศึกษาพุทธาคม
    หลวงพ่อสะอาด อาวุธฺฑสีโล ท่านเป็นยอดพระเกจิคณาจารย์ผู้ทรงคุณวิทยาคมอย่างเอกอุในยุคปัจจุบัน ท่านเป็นผู้สืบทอดพุทธาคมสายหลวงปู่เทศ วัดสระทะเล และหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ อย่างแท้จริง ท่านมิได้ตั้งตนยกเมฆแต่ประการใด กล่าวคือ ในสมัยที่ท่านเป็นเด็ก ท่านได้ศึกษาหาความรู้ในด้านพุทธเวทวิทยาคมจากโยมพ่อเอก จันทร์สมบัติ ครูคนแรกของท่านซึ่งเป็นฆราวาสจอมขมังเวทย์แห่งเมืองพยุหะคีรีในสมัยนั้น ซึ่งโยมพ่อเอกนี้เองท่านได้เรียนวิชาอาคมมาอย่างชำชองจากหลวงพ่ออิน วัดหางน้ำหนองแขม จังหวัดนครสวรรค์ หลวงพ่ออินรูปนี้ท่านเป็นสหธรรมิกกับหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ และเป็นศิษย์ร่วมสำนักเดียวกัน คือท่านทั้ง ๒ เป็นศิษย์ของหลวงปู่เทศ วัดสระทะเล เหมือนกัน
    ตั้งแต่วันที่หลวงพ่อสะอาด อาวุธฺฑสีโล ย้ายมาจำพรรษาและอยู่ปรนนิบัติรับใช้หลวงพ่อกันที่วัดเขาแก้วนั้น นอกจากท่านจะศึกษาเล่าเรียนวิชาอาคมจากหลวงพ่อกัน ซึ่งเป็นศิษย์หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพแล้ว ท่านยังได้ศึกษาเล่าเรียนวิชาอาคมจากโยมพ่อเอก จันทร์สมบัติ ซึ่งเป็นศิษ์หลวงพ่ออิน วัดหางน้ำหนองแขม ควบคู่กันไป
    ในสมัยที่ท่านฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อกันเพื่อศึกษาวิชาอาคมนั้น หลวงพ่อกันได้ถามท่านคำหนึ่งว่า “จะสิกขาลาเพศไหม” ซึ่งหลวงพ่อสะอาดท่านก็ได้ตอบหลวงพ่อกันไปว่า “ไม่สึก” หลวงพ่อกันท่านจึงยอมสอนวิชาการทำมีดหมอ ตลอดจนสอนคาถาอาคมต่าง ๆ ที่ท่านได้ล่ำเรียนมาจากหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ ให้หลวงพ่อสะอาดจนหมด
    การเรียนวิชาอาคมกับหลวงพ่อกันนั้น หลวงพ่อสะอาดท่านเล่าให้ฟังว่า เมื่อถึงวันอังคาร วันพฤหัสบดี และวันเสาร์ หลวงพ่อกันท่านจะชวนหลวงพ่อสะอาดไปที่อุโบสถ เพื่อสอนหลวงพ่อสะอาดลงตะกรุดและทำมีดหมอ ซึ่งวิธีสอนของหลวงพ่อกันนั้น ท่านก็จะให้หลวงพ่อสะอาดลงตะกรุดแทนท่านบ้าง เข้าด้ามมีดหมอแทนท่านบ้าง ซึ่งตำราที่หลวงพ่อกันใช้สอนหลวงพ่อสะอาดนั้นก็เป็นตำราเดียวที่ท่านได้ศึกษาเล่าเรียนมาจากหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ
    จากนั้นหลวงพ่อกันก็จะนำมีดหมอและตะกรุดที่หลวงพ่อสะอาดลงเสร็จมาเสกเอง หลวงพ่อสะอาดท่านลงตะกรุดและทำมีดหมอถวายหลวงพ่อกันแบบนี้มากว่า ๒๐ พรรษา จวบจนหลวงพ่อกันท่านได้ละสังขารไป เป็นที่รู้กันในหมู่พระภิกษุวัดเขาแก้วและผู้คนชาวพยุหะคีรีในสมัยนั้นว่าหลวงพ่อกันท่านไว้วางใจและเมตตาหลวงพ่อสะอาดเป็นอย่างมาก ถึงขนาดที่ท่านให้หลวงพ่อสะอาดลงตะกรุดและเข้าด้ามมีดหมอแทนท่าน เพราะหลวงพ่อกันท่านแน่ใจเป็นอย่างยิ่งว่าวิชาอาคมทุกอย่างที่ท่านได้สอนให้แก่หลวงพ่อสะอาดหรือพระภิกษุสะอาดในขณะนั้น หลวงพ่อสะอาดหรือพระภิกษุสะอาดได้เล่าเรียนจนเกิดความเชี่ยวชาญจนอยู่ในระดับที่ท่านสามารถให้ลงแทนท่านได้ จนภายหลังจากที่หลวงพ่อกันท่านละสังขารและได้จัดการบำเพ็ญกุศลศพหลวงพ่อกันเสร็จแล้ว หลวงพ่อสะอาดท่านก็ยังได้จำพรรษาที่วัดเขาแก้วเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
    หลวงพ่อสะอาดทำนุบำรุงวัดเขาแก้ว วัดพระปรางเหลือง และช่วยเหลือสาธารณะกุศลต่าง ๆ เรื่อยมาจวบจนปัจจุบัน เป็นเวลากว่า ๕๖ ปี ท่านใช้ปัจจัยส่วนตัวบ้าง ปัจจัยที่มีผู้ร่วมทำบุญกับท่านบ้าง และปัจจัยที่เป็นเงินเช่าบูชามีดหมอของท่านบ้าง รวมเป็นปัจจัยกว่า ๘๙,๗๑๖,๖๓๕ บาท (แปดสิบเก้าล้านเจ็ดแสนหนึ่งหมื่นหกพันหกร้อยสามสิบห้าล้านบาท)
    หลวงพ่อสะอาด ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ลูกทุ่ง คือ ท่านเป็นพระแท้ พูดจริง ทำจริง ใจนักเลง ตรงไปตรงมา วัตถุมงคลของท่านทุกอย่างถ้าท่านยังเสกไม่พอใจ ท่านจะไม่ให้ลูกศิษย์ของท่านนำไปติดตัวเป็นอันขาด แต่ถ้าท่านเสกจนเป็นที่พอใจแล้วใครจะลองเอาไปทำอะไรก็สามารถลองได้ทุกเวลา เพราะวัตถุมงคลของท่านมากด้วยประสบการณ์ ทางด้านคงกระพันและมหาอุดเป็นอย่างมาก จนเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาลูกศิษย์มาแล้วนับไม่ถ้วน
    หลวงพ่อสะอาดท่านเป็นที่นับถือและรู้จักในหมู่พระเกจิอาจารย์ด้วยกันว่าท่านมีดี เช่น หลวงพ่อหวล วัดพุทไธสวรรค์ หลวงพ่อเพิ่ม วัดป้อมแก้ว หลวงพ่อเอื้อน วัดวังแดงใต้ ครูบาสายทอง วัดท่าไม้แดง และหลวงพ่อพูน วัดบ้านแพน
    ในส่วนของหลวงพ่อพูนนั้น หลวงพ่อสะอาดท่านให้ความเคารพนับถือหลวงพ่อพูนเป็นอย่างยิ่ง ท่านนับถือหลวงพ่อพูนในฐานะพี่น้องและได้มีการแลกเปลี่ยนวิชากันเลยที่เดียว
    วัตถุมงคลของหลวงพ่อสะอาดที่โดดเด่นทางพุทธาคมในปัจจุบัน คงหนีไม่พ้นวัตถุมงคลที่ท่านได้ลำเรียนมาจากหลวงพ่อกัน วัดเข้าแก้ว และโยมพ่อเอก จันทร์สมบัติ อาทิเช่น มีดหมอ ตะกรุด สิงห์งาแกะ สิงห์แกะจากไม้มะขามตายพราย อายุกว่า ๔๐๐ ปี และพระผงหลวงพ่ออู่ทอง ที่ท่านสร้างไว้เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๙ ในคราวเกิดสงครามอ่าวเปอร์เซีย โดยรวบรวมมวลสารต่าง ๆ อายุหลายร้อยปีมาผสมสร้างเป็นพระผงหลวงพ่อ อู่ทอง

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    องค์นี้ เนื้อ โซนสี ดำ ผสมเกษา เห็นเด่นชัด

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ


    IMG_20260407_194628.jpg IMG_20260407_194653.jpg
     
  8. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,284
    ค่าพลัง:
    +21,466
    FB_IMG_1775564955198.jpg 1775395049551.jpg

    ประวัติการสร้างและปลุกเสกวัตถุมงคลชุดนี้พระสมเด็จ หลัง ภปร.
    "พระวิบูลเมธาจารย์" (หลวงพ่อเก็บ) เจ้าอาวาสวัดดอนเจดีย์ อ.ดอนเจดีย์ จ.สุพรรณบุรี สร้างวัตถุมงคล เมื่อครั้งที่ท่านได้มาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดดอนเจดีย์ โดยมีการจัดสร้างเหรียญรูปเหมือน เป็นรุ่นสุดท้าย ในปี พ.ศ. ๒๕๑๖ ในปี พ.ศ.๑๕๑๖ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ ทรงเป็นประธานตัดลูกหวายนิมิตวัดดอนเจดีย์ แทนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หลวงพ่อเก็บท่านจึงได้สร้างวัตถุมงคล หลายชนิดเพื่อเป็นที่ระลึกในการนั้น คือ
    1.พระกริ่งพระองค์ดำ
    2.กริ่งพระองค์ขาว
    3.เหรียญเผค็จศึก หลัง ภปร
    4.พระผงสมเด็จพระเจ้าอู่ทอง ภปร.
    5.เหรียญรูปเหมือนของท่าน
    6.และพระผงพิมพ์ต่าง ๆ

    หลังจากนั้นได้ทำพิธีพุทธาภิเษกโดยพระเกจิอาจารย์ผู้มีชื่อเสียงในยุคนั้นอันมี "สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 17 เป็นประธานจุดเทียนชัย" พระเกจิอาจารย์ที่ร่วมพิธีครั้งนั้นได้แก่
    1. หลวงพ่อเก็บ วัดดอนเจดีย์
    2. หลวงพ่อปุย วัดเกาะ
    3. หลวงพ่อมุ่ย วัดดอนไร่
    4. หลวงพ่อถิร วัดป่าเลไลยก์
    5. หลวงพ่อเจริญ วัดธัญญวารี
    6. หลวงพ่อสม วัดดอนบุบผาราม
    7. หลวงพ่อเปลื้อง วัดสุวรรณภูมิ
    8. หลวงพ่อแช่ม วัดราษฎรบำรุง
    9. หลวงพ่อสอิ้ง วัดดอนเจดีย์ (ปัจจุบันอยู่วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร)
    เป็นต้น

    ประวัติ หลวงพ่อเก็บ วัดดอนเจดีย์ นามเดิม ชื่อ เก็บ นามสกุล พุฒิเจริญ
    เกิดเมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๕๗
    บิดาชื่อ นายรัด มารดาชื่อ นางโค้
    เกิดณ บ้านสองพี่น้อง ตำบลสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี
    มีศักดิ์เป็นหลานอา ของสมเด็จป๋า และ "หลานลุง"ของหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ
    อุปสมบทเมื่อ วันที่๒๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๗ ณ พัทธสีมาวัดสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี

    โดยมี
    พระครูอุภัยภาดารักษ์ เป็นพระอุปัชฌาย์
    พระอาจารย์หอม วัดสองพี่น้อง เป็นพระกรรมวาจาจารย์
    พระอาจารย์ล้วน เจ้าอาวาสวัดละครทำ เป็นพระอนุสาวนาจารย์

    เมื่ออุปสมบทแล้ว ได้ศึกษาอยู่ในสำนักของ พระอุปัชฌาย์วัดสองพี่น้อง ๑ พรรษา แล้วย้ายเข้าไปศึกษาบาลี ที่วัดพระเชตุพน กับสมเด็จป๋า สมัยที่ยังเป็นพระมหาปุ่น พอได้เป็นเปรียญธรรม ๕ ประโยค
    สมเด็จป๋าก็ส่งให้กลับมาเปิดสำนักเรียนบาลีที่วัดสองพี่น้อง เมื่อพ.ศ. ๒๔๘๓ วัดสองพี่น้องจึงเป็นสำนักเรียนที่มีชื่อเสียงของจังหวัดสุพรรณบุรีสำนักหนึ่งตั้งแต่นั้นมา และตัวท่านเองก็สอบได้เป็นเปรียญธรรม
    ๗ ประโยค เมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๒ ถือเป็นพระมหารูปแรกที่สอบได้ ป.ธ. ๗ ในนามคณะสงฆ์จังหวัดสุพรรณฯ ในเวลาต่อมา และศิษย์สองพี่น้องของท่านตั้งแต่รุ่นแรกถึงรุ่น ต่อ ๆ มาได้อยู่สนองงาน ของคณะสงฆ์ปัจจุบัน อาทิ
    ๑. พระธรรมมหาวีรานุวัตร (ฉลอง จินตาอินโท ป.ธ.๕) เจ้าอาวาสวัดป่าเลไลยก์วรวิหาร ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดสุพรรณบุรี
    ๒. พระราชปริยัติสุธี (สอิ้ง สิรินนฺโท ป.ธ.๘) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดป่าเลไลยก์วรวิหาร เจ้าคณะจังหวัดสุพรรณบุรี
    ๓.พระวิสุทธิวงศาจารย์ (วิเชียร อโนมคุโณ ป.ธ.๙) (รองสมเด็จพระราชาคณะ) รองเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ หัวหน้าสำนักฝึกอบรมพระธรรมทูต และเจ้าคณะภาค ๗
    ๔. พระธรรมปัญญาภรณ์ (สุชาติ ธมฺมรตโน ป.ธ.๙) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ เลขานุการแม่กองบาลีสนามหลวง เจ้าคณะภาค และ ศิษย์สายสองพี่น้อง + ดอนเจดีย์ ที่สำเร็จเป็นเปรียญธรรม ๙ ประโยค ยังดำรงสมณเพศอยู่อีกหลายรูป
    ครั้นถึง พ.ศ.๒๕๐๑ สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ ๑๗ (สมเด็จป๋า) วัดพระเชตุพน ฯ กรุงเทพ ฯ สมัยดำรงสมณศักดิ์ที่ "พระธรรมวโรดม"เจ้าคณะตรวจการคณะสงฆ์ภาค ๗ เห็นว่าวัดดอนเจดีย์ เป็นวัดที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศถวาย
    "สมเด็จพระนเรศวรมหาราช" พระผู้มีพระคุณยิ่งใหญ่แก่แผ่นดิน ควรมีพระผู้ใหญ่ไปอยู่ประจำ จึงสั่งให้ "พระวิบูลเมธาจารย์" (หลวงพ่อเก็บ) วัดสองพี่น้อง เจ้าคณะอำเภอสองพี่น้อง รักษาการเจ้าคณะจังหวัดสุพรรณบุรี
    ไปอยู่ประจำตั้งแต่เดือน มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๑ จนกระทั้ง มรณภาพ เมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๒๕ สิริอายุได้ ๖๙ ปี ๔๙ พรรษา

    ยุคสมัยของ หลวงพ่อพระวิบูลเมธาจารย์ ได้เปิดสำนักเรียนขึ้น มีพระภิกษุสามเณรมาอาศัยอยู่ศึกษาเล่าเรียนถึง ๑๓๐ รูปเศษนับเป็นยุคที่การศึกษารุ่งเรืองมาก
    และถือว่าพลวงพ่อเป็นปูชนียบุคคลผู้วางรากฐานไว้ให้กับวัดดอนเจดีย์ อย่างแท้จริง

    การสร้างวัตถุมงคลของหลวงพ่อเก็บ
    เมื่อท่านได้มาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดดอนเจดีย์แล้ว นอกจากจัดการศึกษาของพระภิกษุ-สามเณรให้เจริญมั่นคง ท่านเห็นว่า "แผ่นดินอันเป็นที่ตั้งพระบรมราชานุสรณ์นี้" เป็นแผ่นดินอันศักดิ์สิทธิ์ ก่อให้เกิดชัยมงคลแก่ประเทศชาติ
    จึงริเริ่มสร้างวัตถุมงคลตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๓ โดยให้พระ-เณร ตักน้ำในสระวัดซึ่งมีสีขาว คล้ายน้ำซาวข้าว มาแกว่งสารส้ม แล้วนำตะกอนมาทำเป็นพระพิมพ์ต่าง ๆ มากมาย แจกลูกศิษย์ และผู้เคารพนับถือการสร้างวัตถุมงคล
    ซึ่งในช่วงแรกจะเป็นดินเผาทั้งหมดแต่ตอนหลังใช้ผงดอกไม้ที่คนนำมาบูชาเป็นหลัก
    ในปี พ.ศ. ๒๕๑๖ "สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช" ได้ทรงเสด็จตัดลูกหวายนิมิต หลวงพ่อเก็บท่านจึงได้สร้างวัตถุมงคล หลายชนิดเพื่อเป็นที่ระลึกในการนั้น คือ
    พระกริ่งพระองค์ดำ
    กริ่งพระองค์ขาว
    เหรียญ ภปร.
    พระผงสมเด็จพระเจ้าอู่ทอง ภปร.
    เหรียญรูปเหมือนของท่านปี 2511 เหรียญหน้านูน ประสบการณ์สุดยอด
    และพระผงพิมพ์ต่าง ๆ
    แล้วทำพิธีพุทธาภิเศกโดยพระเกจิอาจารย์ผู้มีชื่อเสียงในยุคนั้นอันมี "สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ ๑๗ เป็นประธานจุดเทียนชัย" และหลังจากการสร้างวัตถุมงคลรุ่นนี้แล้วหลวงพ่อเก็บก็ได้ยุติการสร้างวัตถุมงคลตั้งแต่นั้นมา
    วัตถุมงคลของหลวงพ่อเก็บมีอยู่ไม่กี่รุ่น ในพื้นที่อำเภอดอนเจดีย์และใกล้เคียงหวงแหนกันมาก มีประสบการณ์มากมายโดยเฉพาะทางด้านเมตตามหานิยมเป็นเลิศ พ่อค้าแม่ขายในตลาดดอนเจดีย์นับถือกันมาก

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ


    พระสมเด็จหลวงพ่อเก็บวัดดอนเจดีย์ หลัง ภปร. พิธีใหญ่หลวงพ่อมุ่ยวัดดอนไร่ร่วมปลุกเสก ปี ๒๕๑๖

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    ปิดรายการ

    IMG_20260407_192658.jpg IMG_20260407_192738.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 9 เมษายน 2026 at 01:10
  9. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,284
    ค่าพลัง:
    +21,466
    1775580262918.jpg

    คำทำนายภัยพิบัติหลวงปู่สังวาลย์
    หลวงปู่สังวาลย์ เขมโก

    วัดทุ่งสามัคคคีธรรม จ.สุพรรณบุรี

    (เล่าโดย หลวงพ่อสนอง กตปุญโญ)

    หลวงปู่สังวาลย์ เขมโก แห่งวัดทุ่งสามัคคคีธรรม จังหวัดสุพรรณบุรี ท่านบอกหลวงพ่อสนอง กตปุญโญ เจ้าอาวาสวัดสังฆทาน จังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นพระลูกศิษย์ไว้ เรื่องภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย มีดังนี้ หลวงปู่สังวาลย์พูดให้ฟังว่า

    สนอง ไม่ช้าพวกเราก็ตายแล้ว แต่โลกนี้จะเดือดร้อน แต่ถ้าเราอยู่ถึงก็จะเห็นภัย ๓ อย่าง

    "น้ำจะท่วมภาคใต้ ฝั่งตะวันตกตายกันเยอะ เป็นครั้งที่ ๑ แต่ก็ตายไม่มากเท่าน้ำท่วมกรุงเทพ กรุงเทพนี่ น้ำท่วมมาก ท่วมตึก ๔ ชั้นเลย"

    สนอง เตรียมน้ำมันรถไว้ให้ดีนะ เตรียมรถให้ดี อย่าใช้ รถเก่านะ "ถ้าน้ำท่วมกรุงเทพเนี่ยะ ฝนจะตก ๗ วัน ๗ คืน ฟ้าจะมืดหมด ไม่มีแสงอาทิตย์ แสงตะวัน แล้วไฟดับหมด เงินไม่มีค่า เงินไม่มีความหมาย เอาข้าวตากไว้ดีกว่า ตอน ๗ วัน ๗ คืน" ท่านบอกเรา(หลวงพ่อสนอง)ที่วัดอีกครั้งหนึ่งว่า เวลาฝนตก ๗ วัน ๗ คืน ถ้าน้ำท่วมมาถึงชลบุรีโกยเลยนะ ไปโน้นเลย สระบุรีไปเขาใหญ่เลยจะไม่ตาย เราจะโกยไปทำไมคนเดียวล่ะ คลื่นยักษ์มาถึง ชลบุรีท่วมภูเขามาเลย ท่วมไปถึงวัดทุ่งสามัคคีธรรมน่ะ วัดทุ่งนี่เรานั่งพื้นน้ำเปียกหัวเรือเลยนะ น้ำไปสุดนครสวรรค์ เราบวชมานานเชื่อเราสิ

    "แล้วก็จะเกิดสงครามพระ สงครามพระไฟจะลุกทุกหย่อมหญ้าเลย" สงครามพระจะเกิด เชื่อเราไหม เราทำกรรมฐานมานาน (ก็ยังไม่เห็น เชื่อก็ไม่ได้ จะไม่เชื่อก็ไม่ได้ นั่งเฉยไว้ก่อน) ท่านบอกว่ามันเป็นกรรมของคนไทย ไปดูสิเดี๋ยวเราตาย วัดทุ่งฯก็เหมือนกับวัดหลวงพ่อสำเภาที่ลพบุรีน่ะ เมื่อตอนหลวงพ่อเภาอยู่นี่เจริญมาก คนกรุงเทพขึ้นอุดมสมบูรณ์มาก ทุกวันนี้วัดเงียบเลย อยู่ที่ลพบุรี เราอยากจะพาพวกลูกศิษย์ไปดู ตอนที่หลวงปู่สังวาลย์อยู่อุดมสมบูรณ์ เราอยากจะพาไปดู มันจะได้รู้ว่า สิ้นเราแล้วเนี่ยสุนัขก็อดข้าว ท่านพูดไว้นะ



    หลวงปู่สังวาลย์พูดเรื่องอนาคตให้ฟังต่อไปว่า ให้เตรียมตัวไว้นะ เราก็ถามว่า หลวงพ่อแก้ไม่ได้เลยเหรอ "พอไม่นานน้ำก็ท่วม ท่วมภาคใต้ เกิดสึนามิ" ก็จริงอย่างหลวงปู่ว่า คนจะตายกันเยอะ เคยเล่าไปแล้ว ไม่เล่าต่อแล้ว นี่คือคำพยากรณ์ของครูบาอาจารย์ เหลืออีกสองอย่างที่ยังไม่จริง ยังไม่ถึง "ศึกพระ กับน้ำท่วมกรุงเทพฯ คนจะตายกันเยอะตายมากกว่านี้" คราวนี้ท่านไม่บอกปีนะ ท่านเตือนบอกให้ระวังตัว แต่อาตมาจะมีวิธีไป เดี๋ยวจะพาไป ไม่ตื่นตูม เป็นคนไม่ตื่นตูม เชื่อก็เชื่อแต่ไม่ตกใจ จะไปอย่างสวยๆ ถ้าจะตายก็ตายอย่างเตรียมตัวตายก่อน ตายยิ้มตาย อาตมาจะไม่ร้องไห้ เพราะฉะนั้นคนเรานะมันต้องตาย วิบัติมันเกิดขึ้น เราไม่อยากให้เกิดวิบัติ วิบัติอย่างนี้เราไม่อยากได้ แต่ว่าป้องกันไม่ได้ ซึ่งเป็นคำทำนายที่สอดคล้องกับคำทำนายของ ปู่อินทร์ตาทิพย์ แห่งเขาตำแย อำเภอปักธงชัย เมืองโคราช

    หลวงปู่สังวาลย์ท่านพยากรณ์ไว้ ที่จริงอาตมาไม่อยากออกทีวีหรอก เพราะเดี๋ยวคนจะตื่นตัว แต่ก็ดีแล้วพวกคนทั้งหลายที่มันหลง มันจะได้เบาลงบ้าง แต่ว่าบางทีอาจจะด่าเราก็ได้ ว่าหลวงพ่อเพ้อเจ้อ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ


    วัตถุมงคลที่หลวงปู่สังวาลย์วัดทุ่งสามัคคีธรรมที่ศิษย์เชื่อกันว่า เป็นวัตถุมงคลในยุคคุ้มครองป้องกันในยุคภัยพิบัติ

    พระผงกลีบบัวหลวงพ่อโตวัดสังฆทาน หลวงพ่อสนองหลวงปู่สังวาลย์อธิษฐานจิต องค์นี้เห็นแร่มวลสารเด่นชัด

    .
    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ
    IMG_20260407_234239.jpg IMG_20260407_234309.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 8 เมษายน 2026 at 00:08
  10. shaj

    shaj เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    8,540
    ค่าพลัง:
    +7,776
    ขอจองครับ
     
  11. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,284
    ค่าพลัง:
    +21,466
    1775583193022.jpg

    สายเหนียวฝั่งธน

    ครูบาเจ้าเสือสมิงน้อย วัดดาวคนอง ธนบุรี

    ตำนานพระเถราจารย์ผู้ชาญพุทธาคม
    ตำนานสายเหนียวฝั่งธนบุรีแห่งวัดดาวคนอง
    ครูเบาเจ้าเสือสมิงน้อย(สุมนต์ สุมิตโต)
    พระเกจิอาจารย์ผู้เข้มขลังอีกรูปหนึ่งแห่งฝั่งธนบุรี ซึ่งหากนับย้อนหลังไปซักประมาณยี่สิบกว่าปีก่อน
    จัดได้ว่าท่านเป็นพระเกจิที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาก
    องค์ท่านศึกษาวิชาหัวใจเสือสมิงมหาอำนาจกับหลวงปู่ครูบาหน้อย วัดบ้านปง ซึ่งสมัยนั้นเขี้ยวเสือลงยันต์อาคมเป็นที่โด่งดังมาก โดยครูบาหน้อยท่านสร้างไว้เท่าไหร่ ลูกศิษย์ก็บูชากันจนหมดวัดก็ได้
    ครูบาเจ้าเสือสมิงน้อยองค์ท่าน ร่ำเรียนวิชากับ
    พ่อหนานดวงตา ซึ่งท่านเป็นศิษย์เอกของ ครูบาเจ้าศรีวิชัย ท่านได้เก็บรวบรวมตำราของครูบาเจ้าศรีวิชัยไว้เป็นอย่างดี อาทิ การภาวนากรรมฐาน ที่ครูบาเจ้าศีวิชัยท่านเขียนไว้เป็นภาษาล้านนา และวิธีทำสมาธิกรรมฐานเบื้องต้นจนถึงเบื้องสูง วิธีการเข้านิโรธกรรมตามแบบฉบับครูบาเจ้าศรีวิชัย โดยพ่อหนานดวงตา ท่านมีความเก่งกล้าด้านการลงอักขระเลขยันต์ และนอกจากนั้นท่านยังมอบตำรารวมทั้งผ้ายันต์รอยมือรอยเท้า ของครูบาเจ้าศรีวิชัยมาเป็นสมบัติสืบทอดให้กับครูบาอีกด้วย
    ส่วนอาจารย์ฆราวาส คือ อาจารย์สุวรรณ มณีสีแสง แห่งเมือง เชียงใหม่ ได้พบกันตอนครูบาเป็นสามเณรอยู่ที่เชียงใหม่และได้รับการถ่ายทอด เช่น วิชาการสร้างเทียนสะเดาะห์เคราะห์ การสักยันต์ทางเมตตามหานิยม รวมทั้งการสร้างพระผง
    และอาจารย์สายเขาอ้อคือ อาจารย์โยคีเคราเหล็ก ได้รับการถ่ายทอดวิชาสักสาลิกาที่ริมฝีปาก เป็นการสักหมึก ผู้ที่จะทำการสักต้องใช้ใบโพธิ์ 9 ใบ ธูป 9 ดอก เทียน 9 เล่ม ซึ่งหมายถึงความก้าวหน้าในชีวิต หน้าที่ การงาน ดีทางด้านเมตตามหาเสน่ห์
    นอกจากนั้นครูบายังได้ศึกษาอาคมไสยเวท จาก
    อาจารย์บูบุอ่อง (ชาวพม่า) อาจารย์สาธู (ชาวกะเหรี่ยง) และอีกมากมายหลายท่าน ซึ่งบางท่านครูบาก็ไม่ทราบชื่อ อาจารย์หลายท่านที่สอนวิชาทางอาคม ทางด้านเมตตามหานิยม การรักษาโรคด้วยสมุนไพร การแก้คุณไสย ถูกผี ลมเพ ลมพัด และอีกมากมาย จากนั้นจึงได้ไปศึกษาหาวิชาความรู้เพิ่มเติมจากอาจารย์ฆราวาส ทางอีสานบ้าน เรียนขึ้นธรรมบ้าง รักษาเรื่องการแก้กรรม และบรรเทาทุกข์ให้กับญาติโยม เช่นปวดกระดูก ปวดข้อ ปวดอะไรก็ตาม ส่วนมากลูกศิษย์ที่มาหามักจะให้ครูบาลงนะ 9 จุด สักสาลิกาเพื่อความเป็นสิริมงคลและเสริมดวงให้ดีขึ้น จุด 9 จุดนี้ต้องเจิมน้ำมันว่านไก่แดง โดยว่านไก่แดงนี้ครูบาได้มาจากประเทศพม่า ในตอนแรกเขาไม่ได้เรียกว่านไก่แดงหรอก ลักษณะเม็ดมันเท่าหัวไม้ขีด ต้องไปรอแต่เช้าตรู่ พอพระอาทิตย์ขึ้นว่านไก่แดงถึงจะออกมาเป็นเกล็ดๆ ตามหน้าผาก การเจิมมงคล 9 จุดช่วยเสริมดวง หนุนดวง เวลาลงแล้วเราจะอธิษฐานขออะไรก็ได้ตามที่เราขอนั้น ส่วนการสักยันต์สาลิกาที่ริมฝีปาก จะช่วยในการพูดการจา การติดต่องาน การค้าขายไปด้วยดี ครูบาอาจารย์ที่เรียนวิชานี้ในสมัยก่อนก็มีหลายคน แต่แกไม่ให้เอ่ยชื่อ ที่เชียงใหม่ก็มีคนมาสักเยอะ พวกนักร้องและคนที่มีชื่อเสียงก็นิยมสักสาลิกา ข้อห้ามของคนที่สักสาลิกาคือ ต้องปฏิบัติตัว โดยตอนแรกครูบาจะถามว่าปฏิบัติได้ไหม ห้ามด่าพ่อล้อแม่ ห้ามถ่มน้ำลายใส่โถส้วม ห้ามพูดคำหยาบ ก็หมายถึงรักษาศีล 5 นั่นแหละ หลังจากที่สักสาลิกาแล้วเราต้องรักษาตรงนี้ให้ได้และถ้าปฏิบัติผิดพลั้งพลาดไปเราก็ไม่ต้องเริ่มใหม่ แต่จะต้องเตรียมแผ่นทองมาให้ครูบาลง พอลงๆไปและครูบาก็จะเรียกให้กลับคืนมา เคยมีตัวอย่างเหมือนกัน คือ มีคนขับวินมอเตอร์ไซด์ในกรุงเทพฯ เค้าทำผิด ผลที่ได้คือจากที่วันหนึ่งเค้าขับรถได้เงินเยอะแยะ รายได้ก็ลดลง ข้อห้ามอีกอย่างก็คือ ห้ามลอดต้นกล้วยที่ออกลูก ถ้าลอดแล้วพลังมันจะอ่อนลง มันเป็นแบบของมีเครือ อย่างราวตากผ้าเนี่ยะ ถ้าไม่ลอดได้ก็จะดี คือถ้าจริงๆที่มีข้อห้ามเยอะก็คือ พวกคงกระพันนั้นแหละ ห้ามกินตำลึง ฟักก็ไม่ได้ อะไรหลายอย่าง ส่วนด้านเมตตาก็ห้ามนิดหน่อย ไม่ค่อยเยอะ แล้วกินอะไรก็ตามปรกติธรรมดา แต่ของครูบาก็ถือเหมือนกัน พวกฟัก พวกหอย กินไม่ได้ แต่ลูกศิษย์นี่กินได้หมดครูบาไม่ห้าม ขอให้เรามีจิตดีสมาธิดี อธิษฐานอะไรก็จะสำเร็จ การทำพิธีพวกนี้ก็เหมือนเป็นเครื่องยีดเหนี่ยวจิตใจ ทำให้มีกำลังใจ คือเวลาไปพูด หรือจะไปทำการงานใดๆ ก็จะทำให้เรามีความมั่นใจและให้เรายึดอยู่ในศีลในธรรม ไม่โกหก ไม่พูดจาว่าร้ายคนอื่น ก็คือให้ปฏิบัติศีล 5 นั่นแหละ เมื่อก่อนอยู่กับ หลวงปู่ครูบาอิ่นแก้ว ที่วัดวาลุการาม(ป่าเงาะ) อำเภอดอยสะเก็ด ท่าก็ให้คำชี้แนะแก่ครูบาเช่นกัน โดยท่านกล่าวว่า ใครก็ตามไม่ผิดศีล 5 ในอนาคตจะเป็นเศรษฐี เป็นมหาเศรษฐี ถ้าให้อธิบายคือ ผู้ใดที่ปฏิบัติอยู่ในศีล 5 ทิได้ขาดอยู่เนืองนิจ ถือว่าปฏิบัติดีแล้ว เมื่อปฏิบัติดีก็จะมีเทวดามารักษาคุ้มครอง

    ครูบาเจ้าเสือสมิงน้อย สุมิตโต
    วัดดาวคะนอง เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร
    ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากในช่วงปี ๒๕๒๐กว่าๆ โดยลูกศิษย์ลูกหาของท่านเป็นดารานักร้องนักแสดงตลกจำนวนมาก แล้วท่านยังมีความสนิทสนมไปมาหาสู่ใกล้ชิดกันกับ
    หลวงปู่ญาท่านสวน วัดนาอุดม จ.อุบลราชธานี
    ครั้งหนึ่งครูบาเจ้าเสือสมิงน้อยเคยสร้างเหรียญ
    ศรีปราชญ์ถวายหลวงปู่ญาท่านสวนจนทำให้เหรียญรุ่นนี้มีชื่อเสียงโด่งดังเพราะได้ปลุกเสกทั้ง ๒ ครูอาจารย์ในช่วงปีพ.ศ ๒๕๒๐กว่าๆ นิตยสารพระเครื่องแทบทุกฉบับต่างตีพิมพ์วัตถุมงคลและประวัติของหลวงปู่ครูบาเสือสมิงน้อยเพราะวัตถุมงคลของท่านได้รับความนิยมเป็นอย่างมากเพราะเป็นวัตถุมงคลที่มีประสบการณ์และรูปแบบในการจัดสร้างของท่านไม่เหมือนพระเกจิรูปใดที่มีการจัดสร้างมาก

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญกะไหล่ทองลงยาสีน้ำเงินปี ๒๕๑๙ หลังวัวธนู วิชา เด่นอีกวิขา ของหลวงพ่อ ที่เคยสร้าง วัวธนู

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260408_004834.jpg IMG_20260408_004856.jpg
     
  12. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,284
    ค่าพลัง:
    +21,466
    1775584894319.jpg


    เหรียญรุ่นสร้างอุโบสถ กลวงพ่อแดง วัดน้ำปึงเนื้อทองฝาบาตร รุ่น ประสบการณ์

    หนึ่งใน 5 ยอดพระเกจิ ขลัง แห่งเมืองอุตรดิตถ์

    ....
    ....
    เครดิตจาก

    https://ummio.blogspot.com/2013/12/blog-post.html

    "หลวงพ่อแกง ปสาโท" หรือที่ชาวบ้านเรียกติดปากว่า "หลวงพ่อแกง" เป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดัง เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของชาวบ้านทั่วไป

    "หลวงพ่อแกง" เกิดในสกุล นันทะกา ในปี พ.ศ.2475 ณ บ้านเลขที่ 10 หมู่ที่ 5 ต.หาดล้า อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ ชีวิตในวัยเยาว์ ท่านได้เติบโตท่ามกลางท้องทุ่งนาป่าดอย ช่วยบิดามารดาทำนา เป็นคนที่มีนิสัยร่าเริงแจ่มใส โอบอ้อมอารี เชื่อฟังคำสั่งสอนของบิดา ไม่ชอบการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
    ท่านได้เข้ารับการศึกษา ตอนอายุ 10 ขวบ ที่โรงเรียนบ้านน้ำปึง จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4

    ครั้นเมื่ออายุได้ 22 ปี ท่านได้ตัดสินใจเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ เพื่อทดแทนคุณบุพการี เมื่อปีพ.ศ.2497 ณ พัทธสีมาวัดน้ำปึง หมู่ที่ 4 ต.หาดล้า อ.ท่าปลา (ที่ตั้งเดิม) โดยมีพระครูบุญสิริวิศาล เจ้าคณะอำเภอท่าปลา เป็นพระอุปัชฌาย์, พระเที่ยง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระสุวิทย์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า "ปสาโท" แปลว่า ความเลื่อมใส หลังจากเข้าพิธีอุปสมบท ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดน้ำปึง ด้วยความวิริยะอุตสาหะในการท่องหนังสือเจ็ดตำนานและสิบสองตำนาน จนได้หมด พร้อมทั้งปฏิบัติกิจวัตรอยู่ในกรอบวินัยบวรพระพุทธศาสนา จนเป็นที่เคารพศรัทธาของชาวบ้านยิ่ง

    พ.ศ.2521 ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดน้ำปึง ท่านยังได้ศึกษาเล่าเรียนวิทยาคมด้วยตัวเอง โดยการศึกษาจากสมุดข่อยหรือปับสาโบราณ ซึ่งเป็นภาษาล้านนาของเก่าและจากตำรามหายันต์ ต่อมา พ.ศ.2515 อ.ท่าปลา ต้องมีการอพยพครั้งใหญ่ เนื่องจากมีการสร้างเขื่อนสิริกิติ์ จำต้องย้ายวัดน้ำปึงมาอยู่ หมู่ที่ 1 ต.จริม (ปัจจุบัน)

    พ.ศ.2536 วัดน้ำปึง ยังไม่มีสิ่งปลูกสร้างศาสนสถาน หลวงพ่อแกงและศิษยานุศิษย์ คณะศรัทธาของวัดน้ำปึง จึงช่วยกันสร้างถาวรวัตถุต่างๆ พ.ศ.2539 สร้างศาลาการเปรียญ เพื่อใช้ประกอบพิธีทางพระศาสนา ใช้งบประมาณ 894,449 บาท ซึ่งเงินจำนวนนี้ได้จากการสร้างวัตถุมงคล เป็นพระสมเด็จรุ่นแรก

    ปีเดียวกัน สร้างกุฏิคอนกรีต เพื่อเป็นที่พักของพระภิกษุสงฆ์ โดยใช้งบประมาณ 1,100,000 บาท เป็นเงินจากการสร้างวัตถุมงคล เป็นเหรียญรุ่นสร้างกุฏิ จำนวน 30,000 เหรียญ เหรียญละ 69 บาท
    พ.ศ.2540 สร้างหอระฆังและกุฏิไม้ ใช้เงิน 250,000 บาท เป็นเงินจากทอดผ้าป่าและทอดกฐิน รวมทั้งการถวายปัจจัยของหลวงพ่อเอง ปีเดียวกันสร้างพระอุโบสถ เป็นเงิน 2,360,000 บาท เป็นเงินทอดผ้าป่า กฐิน และเงินจากการถวายปัจจัยของหลวงพ่อ

    พ.ศ.2543 สร้างศาลาธรรมสังเวช เป็นเงิน 95,000 บาท เป็นเงินจากการทอดผ้าป่า-กฐิน และการถวายปัจจัยของหลวงพ่อเอง พ.ศ.2544 สร้างวิหาร เมรุ ซุ้มประตูวัด กำแพงวัด โดยใช้งบจากเงินทอดผ้าป่า-กฐิน และเงินจากการถวายปัจจัย

    นอกจากนี้ หลวงพ่อแกงยังได้สร้างอาคารโรงเรียนนิคมสงเคราะห์ 5 ตึกผู้ป่วยพิเศษ 3 ห้อง โรงพยาบาลท่าปลา ซึ่งเป็นห้องพัก ประกอบด้วย ห้องน้ำในตัว เตียงคนไข้ อุปกรณ์รักษา ใช้งบประมาณกว่า 481,223 บาท เหตุที่หลวงพ่อแกงสร้างโรพยาบาล เนื่องจากในพื้นที่ชุมชนมีพระภิกษุมารักษาอาการอาพาธบ่อย

    หลวงพ่อแกง ได้ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอท่าปลา จัดทำธงเพื่อร่วมต่อต้านยาเสพติดตามโครงการของรัฐบาล ที่ต้องการปราบปรามยาเสติด แจกจ่ายให้กับชาวบ้านไปติดไว้หน้าบ้าน
    พ.ศ.2546 หลวงพ่อแกง ได้ตั้งมูลนิธิหลวงพ่อแกง ปสาโท เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนทั่วไป โดยการนำดอกเบี้ยออกมาใช้ ส่วนเงินต้นไม่สามารถเบิกออกมาใช้ได้

    การสร้างวัตถุมงคล พ.ศ.2537 สร้างพระสมเด็จรุ่นแรก และสร้างเหรียญรูปไข่ พิมพ์หยดน้ำ พระกริ่ง สีผึ้งเมตตา และด้ายมงคลผูกข้อมือ ตะกรุด เป็นต้น

    ทุกวันนี้ คณะศิษยานุศิษย์ของหลวงพ่อแกงจากทั่วสารทิศ ต่างให้ความเคารพนับถือท่านยิ่งนัก ดังจะเห็นได้จากความมุ่งมั่น สร้างความเจริญให้กับวัดน้ำปึง และอ.ท่าปลา ให้เจริญรุ่งเรืองตามลำดับ

    พระอธิการแกง ปสาโท พระเกจิชื่อดังเมืองอุตรดิตถ์ อดีตเจ้าอาวาสวัดน้ำปึง ต.จริม อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ มรณภาพด้วยโรคมะเร็งในปอด เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2550 สิริอายุ 74 พรรษา 51 โดยคณะสงฆ์อำเภอท่าปลา พร้อมด้วยศิษยานุศิษย์และชาวบ้าน เห็นพ้องตรงกันว่า ให้มีการประชุมเพลิงสรีระสังขารพระอธิการแกงหรือหลวงพ่อแกง ในวันที่ 25 มีนาคม 2553 เวลา 16.00 น. ณ บริเวณเมรุชั่วคราวหรือปราสาทจำลอง บริเวณด้านหน้าอุโบสถวัดน้ำปึง ทั้งนี้ จะมีพิธีกรอ่านประวัติประกาศเกียรติคุณโดยย่อ พร้อมตั้งจิตเป็นสมาธิเพื่ออุทิศถวาย จากนั้นจะมีพิธีทอดผ้าไตรเอกบังสุกุล โดยมีนายสุมิตร เกิดกล่ำ นายอำเภอท่าปลา ประธานฝ่ายฆราวาส หยิบกระทงข้าวตอก กระทงดอกไม้ เพื่อทำพิธีขอขมาศพ และพระครูโอภาสศาสนานุกูล เจ้าคณะอำเภอท่าปลา และเจ้าอาวาสวัดน้ำสิงห์ใต้ ประธานฝ่ายสงฆ์ วางดอก ไม้จันทน์ สักการะศพพร้อมคณะสงฆ์ อุบาสก อุบาสิกา จากนั้นนายอำเภอท่าปลาวางผ้าไตรบังสุกุลบนเมรุหรือปราสาทจำลอง พร้อมจุดไฟประชุมเพลิง

    ขอขอบคุณท่านเจ้าทั้งหมดความข้อมูลที่มาอย่างสูง


    สมัยก่อนที่อ่านหนังสือนะโม จะลงเรื่องราวของท่านเกี่ยวกับการทำผงอิทธิเจที่ท่านมีความชำนาญในวิชานี้

    เหรียญรุ่นสร้างอุโบสถ กลวงพ่อแดง วัดน้ำปึงเนื้อทองฝาบาตรุ่นประสบการณ์

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260408_005516.jpg IMG_20260408_005548.jpg
     
  13. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,284
    ค่าพลัง:
    +21,466
    1775586667128.jpg

    ประวัติพระอริยสงฆ์เจ้าหลวงปู่เจือ_สุภโร
    (โดยสังเขป)

    หลวงปู่เจือ สุภโร (วรรคยานี) มีบิดาชื่อ นายเกี้ยม วรรคยานี มีมารดาชื่อ นางจีน วรรคยานี เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ ๒๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๖๐ ตรงกับเวลา ขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือน ๘ ปีมะเส็ง

    ภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่ หมู่บ้านคลองตาคง ต.คมบาง อ.เมือง จ.จันทบุรี เดิมชื่อนายเจือ วรรคยานี เป็นคนเมืองจันทบุรีแต่กำเนิด

    ได้เข้ารับราชการตำรวจในปีพุทธศักราช ๒๔๘๐ ในยศ พลตำรวจ เจือ วรรคยานี ประจำสถานีตำรวจภูธร อ.เมือง จ.จันทบุรี (เมื่อลาออกท่านไม่ได้ขอรับบำนาญจากทางราชการ)

    หลวงปู่เจือฯ ได้เข้าบรรพชาอุปสมบท เมื่ออายุ ๓๒ ปี ในวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๔๙๒ ณ วัดจันทนาราม อ.เมือง จ.จันทบุรี
    โดยมี ...
    พระอมรโมลี เป็นพระอุปัชฌายะ
    พระครูพิพัฒน์พิหารการ กรรมวาจาจารย์
    พระครูพิพัฒน์ ธัมมธโร อนุสาวนาจารย์
    (ท่านพ่อลี วัดอโศการาม)

    พรรษาที่ ๑
    เมื่ออุปสมบทแล้ว ได้ค้างคืนที่วัดคลองกุ้ง ๑ คืน แล้วไปจำพรรษาที่ วัดทรายงาม
    พรรษาที่ ๒
    จำพรรษาที่ วัดคลองกุ้ง (ในขณะที่ท่านพ่อลี ไปจำพรรษาที่อินเดีย ออกพรรษาแล้ว ท่านพ่อลีกลับมาอยู่ที่วัดคลองกุ้ง ๔-๕ วัน แล้วเข้ากรุงเทพฯ หลังจากนั้น ท่านพ่อ ก็ไปจำพรรษาที่ภาคใต้ และกลับมาสร้างวัดอโศการาม แล้วไม่กลับไปอยู่จ.จันทบุรีอีกเลยจบจนละสังขาร)
    พรรษาที่ ๓
    จำพรรษาที่ วัดทรายงาม
    พรรษาที่ ๔
    จำพรรษาที่ วัดจันทนาราม จ.จันทบุรี
    พรรษาที่ ๕
    จำพรรษาที่ วัดอ่าวหมู จ.จันทบุรี
    พรรษาที่ ๖
    กลับมาจำพรรษาที่ วัดจันทนาราม จ.จันทบุรี
    พรรษาที่ ๗-๘
    กลับมาจำพรรษาที่ วัดอ่าวหมู จ.จันทบุรี เป็นพระผู้ใหญ่
    พรรษาที่ ๙-๑๑
    จำพรรษาที่ เขากระแจ หลวงปู่ฯได้บุกเบิกพัฒนา จากที่พักสงฆ์ขึ้นเป็นวัดภายใน ๓ ปี ในพรรษาแรกมีพระใหม่มาจำพรรษาด้วย ๒ ปี หลังจากนั้น หลวงปู่ฯ ได้จำพรรษาอยู่ที่นั่นองค์เดียว
    พรรษาที่ ๑๒
    จำพรรษาที่เกาหมาก จ.ตราด
    พรรษาที่ ๑๓-๑๔
    จำพรรษาที่กุฏิ ที่คณะศรัทธาญาติโยมสร้างถวาย ที่ป่าช้าผีดิบ ใน อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทรบุรี จำพรรษาองค์เดียวตลอด ๒ พรรษา
    พรรษาที่ ๑๖
    จำพรรษาที่ ก่อนถึงปากช่อง จ.นครราชสีมา
    พรรษาที่ ๑๗
    จำพรรษาที่ อ.กลางดง จ.นครราชสีมา
    พรรษาที่ ๑๘
    จำพรรษาที่ วัดวชิราลงกรณ์ จ.นครราชสีมา
    พรรษาที่ ๒๐
    จำพรรษาที่ จ.ลำปาง
    พรรษาที่ ๒๑-๒๒
    จำพรรษาที่ จ.ชัยนาท
    พรรษาที่ ๒๓
    จำพรรษาที่ แถวริมแม่น้ำน้อย จ.ชัยนาท

    หลังจากนั้นหลวงปู่ฯ ก็ได้เมตตาโปรดญาติโยม ตามสถานที่ต่าง ในจ.นครศรีธรรมราช และอีกหลายๆ จังหวัด ที่มีศรัทธาญาติโยมได้กราบขอโอกาส อาราธนานิมนต์ให้ไปโปรดมาโดยตลอดเรื่อยๆ มา จนกระทั่ง

    พรรษาที่ ๓๐
    จำพรรษาที่ วัดถ้ำหว้า จ.เพชรบุรี เป็นครั้งที่ ๒
    พรรษาที่ ๓๑
    จำพรรษาที่ วัดยางระหงส์ จ.จันทบุรี
    พรรษาที่ ๓๒
    จำพรรษาที่ กุฏิในสวนของน้องสาว ต.คมบาง อ.เมือง จ.จันทบุรี ต่อมาราว ๗-๘ พรรษา

    จากนั้น ได้มาจำพรรษาที่วัด ธรรมมงคล อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม จนกระทั่ง ปลายปี พุทธศักราช ๒๕๔๗ หลวงปู่ฯ ก็ได้เดินทางเข้ากรุงเทพมหานคร เมตตาโยมที่กราบอาราธนานิมนต์ที่ บ้านพักพระสงฆ์ แถวถ.ศรีนครินทร์ ท่านจำวัดอยู่ ๑ เดือน

    จากนั้น ก็ได้เมตตารับนิมนต์ ตั้งแต่ปลายปีพุทธศักราช ๒๕๔๗ ญาติโยมสานุศิษย์ที่มีศรัทธา ร่วมแรงร่วมใจสร้างกุฏิ และสิ่งปลูกสร้าง สำนักสงฆ์ หลวงปู่เจือ สุภโร ใกล้คลองประปา จ.ปทุมธานี น้อมถวายให้องค์หลวงปู่ฯได้เมตตาจำพรรษา ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และเมตตาเดินทางไปยังวัดอโศการราม และวัดทองเนียม เป็นประจำในทุกๆ ปี เพื่ออนุเคราะห์โปรดญาติโยม จวบจนถึงวาระสุดท้าย ในเดือนเมษายน ปี ๒๕๖๐ ร่วมเวลาที่จำพรรษาที่นี่ ๑๓ พรรษา ซึ่งเป็นพรรษาสุดท้าย พรรษาที่ ๖๘

    ในวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๐ เวลา ๑๗:๓๐น. หลวงปู่เจือ สุภโร พระอริยสงฆ์เจ้า พระผู้เปี่ยมด้วยเมตตาไม่มีประมาณ ละสังขารลงอย่างสงบ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กรุงเทพมหานคร รวมสิริอายุ ๙๙ ปี ๓๑๓ วัน ๖๘ พรรษา

    _/|\_ _/|\_ _/|\_
    บันทึกภาพเมื่อ มีนาคม ๒๕๕๗

    IG ► https://instagram.com/pra_juea/
    FAN PAGE ► https://www.facebook.com/prajuea.sky/
    FB ► https://www.facebook.com/pra.juea
    Admin ► https://www.facebook.com/peipei.fb

    #pra_juea #prajueasubharo #Buddha #buddhism #Buddhist #dhamma #Dhammatan #Dhammada #dhammaquote #dhammathai #Temple #kama #monk #meditation #meditate #mindfullness #mindful #innerpeace หลวงปู่เจือสุภโร หลวงปู่เจือ_สุภโร

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ล็อคเก็ตรุ่นนี้ จัดสร้างขึ้นในวาระมหามงคลมุทิตาสักการะอายุวัฒนมงคล ๙๘ ปี (๖๗ พรรษา) ของหลวงปู่เจือ สุภโร โดยลูกศิษย์ของท่านสร้างถวาย สำหรับแจกญาติโยมและผู้ปฎิธรรม ในวาระดังกล่าวครับ

    ล็อคเก็ตจะมีสองแบบคือ เป็นรูปครึ่งองค์หน้าตรง และ หันข้าง ด้านหลังติดเกศา จีวร ของหลวงปู่ และพระธาตุ พร้อมข้าวก้นบาตร แต่ เสียดายองค์นี้ กะเทาะ บิ่น มุม ด้านล่าง
    มวลสารด้านหลังที่ ไม่มีทางหาได้อีก

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260408_013320.jpg IMG_20260408_013346.jpg

    .
     
  14. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,284
    ค่าพลัง:
    +21,466
    พระครูปัญญาวัฒนคุณ-หลวงปู่อ่ำ-ปญฺญาวุฑฺโฒ.jpg

    หลวงปู่อ่ำ ปัญญาวุฒโธ วัดโคเขตตาราม อ.น้ำโสม จ.อุดรธานี ท่านเป็นพระสหธรรมิก หลวงปู่เครื่อง ธัมมจาโร วัดเทพสิงหาร จ.อุดรธานี มีคำเล่าลือว่าเวลาหลวงปู่อ่ำท่านเดินบินฑบาตร ท่านจะเดินพ้นหญ้า 1 คืบเพื่อไม่ให้เหยียบสัตว์เล็กสัตว์น้อย เพื่อเป็นการโปรดสัตว์ที่บริสุทธิ์จริงๆ

    ....ข้อมูลจาก เวป 99 วัด

    พระครูปัญญาวัฒนคุณ (หลวงปู่อ่ำ ปญฺญาวุฑฺโฒ) วัดโคเขตตาราม บ้านนางัว ตำบลนางัว อำเภอน้ำโสม จังหวัดอุดรธานี พระเกจิอาจารย์ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นเทพเจ้าแห่งความอยู่ยงคงกระพันอีกรูปหนึ่ง ของเมืองอุดรธานี

    ชาติภูมิ
    พระครูปัญญาวัฒนคุณ (หลวงปู่อ่ำ ปญฺญาวุฑฺโฒ) นามเดิม อ่ำ นามสกุล แก้วพล เกิดเมื่อวันที่ ๒ เดือน พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๖๑ ณ บ้านนางัว ตำบลนางัว อำเภอน้ำโสม จังหวัดอุดรธานี เป็นบุตรของคุณพ่อเมือง และคุณแม่ทอง แก้วพล มีพี่น้องร่วมบิดารเดียวกัน ๓ คนดังนี้

    ๑. นางขี ชัยสวัสดิ์
    ๒.พระครูปัญญาวัฒนคุณ (หลวงปู่อ่ำ ปญฺญาวุฑฺโฒ)
    ๓.นางแพงสี แก้วพล

    บรรพชาและอุปสมบท
    เมื่ออายุได้ ๑๗ ปี บิดาได้นำไปฝากให้ศึกษาอักษรสมัยกับพระอาจารย์อู้ด อุตฐาโณ และได้บรรพชาเป็นสามเณรจนอายุ ๒๐ ปีบริบูรณ์ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดโคเขตตาราม บ้านนางัว จนอายุได้ ๒๔ ปีจึงได้ลาสิกขาไปใช้ชีวิตตามฆราวาสวิสัยแต่มักไม่สบายบ่อย เมื่ออายุ ๒๗ ปีจึงได้เข้ารับการอุปสมบทอีกครั้ง ในวันที่ ๗ เดือนธันวาคม พ.ศ.๒๔๘๘ ณ พัทธสีมา วัดสว่าง บ้านผักบุ้ง ตำบลกลางใหญ่ อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี โดยมี เจ้าอธิการบู่ สุมโณ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์เพ็ง ปริปุณฺโณ วัดสว่าง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์ลา เขมธโร วัดบ้านโนนตาแสง เป็นพระอนุสาวนาจารย์

    เมื่ออุปสมบทแล้ว ได้ไปอยู่วัดศรีสำราญ บ้านนาจาน ตำบลนางัว ๓ พรรษา แล้วกลับมาอยู่วัดโคเขตตาราม เพื่อศึกษาอักษรสมัยมีหนังสือธรรม และภาษาไทย กับพระอาจารย์อุ้ด อุตฐาโน และพระอาจารย์เจ้ย จนฺทโชโต จนอ่านออกเขียนได้

    จากนั้นได้เดินทางไปศึกษาเล่าเรียนกับหลวงปู่เพชร วัดป่ามะหลวง เมืองหนองคาย และไปเรียนกับหลวงปู่แพง เมืองหลวงพระบาง ประเทศลาวจำพรรษาประเทศลาว ๙ พรรษาจึงกลับมาอยู่วัดโคเขตตาราม

    ◎ การศึกษา
    พ.ศ.๒๔๙๕ สอบได้นักธรรมชั้นตรี สำนักศาสนศึกษา วัดแสงนิมิตร บ้านนาม่วง ตำบลน้ำโสม
    การปกครอง
    พ.ศ.๒๔๙๙ เป็นเจ้าอาวาสวัดโคเขตตาราม บ้านนางัว และเป็นเจ้าคณะตำบลนายูง
    พ.ศ.๒๕๑๓ เป็นพระอุปัชฌาย์ประจำตำบลนายูง
    พ.ศ.๒๕๑๕ เป็นเจ้าคณะตำบลนางัว

    ◎ สมศักดิ์
    พ.ศ.๒๕๑๖ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรเจ้าคณะตำบลชั้นตรีที่ พระครูปัญญาวัฒนคุณ
    พระครูปัญญาวัฒนคุณ (หลวงปู่อ่ำ ปญฺญาวุฑฺโฒ) เป็นผู้มีอุปนิสัยสุขุมเยือกเย็นมีเมตตาต่อประชาชนเสมอกัน เป็นที่เคารพเลื่อมใสของชาวอำเภอน้ำโสมและใกล้เคียงอย่างมาก เป็นพระภิกษุผู้มีความสำคัญมากของอำเภอน้ำโสมรูปหนึ่ง ได้สงเคราะห์อนุเคราะห์ พระภิกษุสามเณรศรัทธาสาธุชนทุกชั้นวรรณะ เป็นคนเสมอต้นเสมอปลาย มักน้อยสันโดษ เมื่อสบอารมณ์จะเป็นอิฏฐารมณ์หรืออนิฏฐารมณ์ก็ตามท่านก็ยิ้มหัวเราะ เท่านั้น อีกทั้งด้านวินัยแล้วท่านจะเคร่งครัดเป็นอย่างมาก
    มรณะกาล
    พระครูปัญญาวัฒนคุณ (หลวงปู่อ่ำ ปญฺญาวุฑฺโฒ) ได้ถึงแก่มรณภาพ เมื่อวันที่ ๑๙ เดือนมิถุนายน พ.ศ.๒๕๒๖ ด้วยโรคต่อมลูกหมากโต ทำให้ปัสสาวะไม่ออก สิริรวมอายุได้ ๖๖ ปี พรรษา ๓๙

    ◎ ด้านวัตถุมงคล
    พ.ศ.๒๕๒๐ ขณะที่หลวงปู่มีอายุได้ ๕๙ ปี ๓๓ พรรษา ท่านได้จัดสร้างเหรียญรุ่นแรกของท่านขึ้นเพื่อหาทุนสร้างอุโบสถ จัดพิธีพุทธาภิเษกอธิษฐานจิตในวันที่ ๒๙ ๓๐ พฤศจิกายน เหรียญใหญ่ให้บูชา ๑๐ บาท เหรียญเล็กให้บูชา ๕ บาท เป็นเหรียญที่เด่นดังด้านแคล้วคลาดมาก

    ข้อมูลจากเว็บ 108 พระเกจิดอทคอม

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงทุกๆที่มาครับ

    เหรียญรุ่นแรกรุ่นเดียวหลวงปู่อ่ำ ปัญญาวุฒโธ วัดโคเขตตาราม อ.น้ำโสม จ.อุดรธานี เนื้อทองฝาบาตร ปี ๒๕๒๐ ประสบการณ์สู้รบพื้นที่สีแดง ทาง อ.บ้านผือ-อ.นำ้โสม-อ.นายูง จ.อุดรธานี

    เขาเล่ากันว่า เหนียวจริงๆ ท่านเป็นสหธรรมมิกกับหลวงปู่เครื่อง วัดเทพสิงหาร
    อุดรธานี

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ


    IMG_20260408_133942.jpg IMG_20260408_134012.jpg
     
  15. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,284
    ค่าพลัง:
    +21,466
    14540571-3.jpeg 14540571-5.jpeg 14540571-4 (1).jpeg
    หลวงปู่เทพโลกอุดร เหรียญบรมครูพระเทพโลกอุดร เหรียญสมเด็จองค์ปฐมพระพุทธภวธรรมจักรบรมมหาไตรโลกนาถ หลังบรมครูพระเทพโลกอุดร วัดลาดใหญ่
    เหรียญพิมพ์ใหญ่ พิธีใหญ่มวลสารหลอมรวมมากมายหลายชนิด

    .ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260408_141915.jpg IMG_20260408_142051.jpg
     
  16. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,284
    ค่าพลัง:
    +21,466
    ประวัติวัดพระนอนแม่ปูคา เชียงใหม่
    วัดพระป้าน (วัดพระนอนแม่ปูคา) ต.ต้นเปา อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ สร้างเมื่อประมาณ ปีพ.ศ.2200 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ.2205 การสร้างวัดนั้นเริ่มแรกไม่มีใครทราบว่าสร้างเมื่อไหร่ แต่มีหลักฐานและตำนานในใบลานธรรม และพระเจ้าเลียบโลก เล่าสืบทอดกันมา และในช่วงที่ "พระครูบาเจ้าศรีวิชัย สิริวิชโย" นักบุญแห่งล้านนาไทย ขณะเป็นเจ้าอาวาสวัดพระสิงห์หลวง (พระสิงห์วรวิหาร) ได้ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและปฏิสังขรณ์วัดวาอารามต่างๆ ทั้งในจังหวัดลำพูน เชียงใหม่ และอีกหลายจังหวัดนับร้อยกว่าวัดพันกว่าที่ด้วยเหตุที่ วัดพระป้าน (พระนอนแม่ปูคา)เป็นวัดที่มีตำนานและประวัติอันยาวนาน "พระครูบาเจ้าศรีวิชัย"จึงได้มาสร้างพระวิหารครอบองค์หลวงพ่อพระนอน เมื่อ พ.ศ.2471 โดยมี "ขุนเปาเปรมประชา" พร้อมด้วยคหบดี พ่อค้า ชาวบ้าน ทั่วทุกสารทิศ โดยมี "ครูบาเจ้าขาวปี"เป็นผู้ดำเนินการคุมงานก่อสร้าง ใช้ระยะเวลาการก่อสร้าง 3 ปี ทำบุญฉลองสมโภชเมื่อ พ.ศ.2473 ทำบุญฉลองปอยหลวง 1 เดือน ขณะนั้น"พระครูบาเจ้าศรีวิชัย"สิริอายุ 50 ปี
    “พระอธิการอุเทนะ อุเทโน” เป็นเจ้าอาวาสรูปปัจจุบันของวัดพระนอนแม่ปูคา ได้จัดโครงการซื้อที่ดินขยายเขตวัด เพื่อสร้างอุทยานศีลธรรมพระครูบาเจ้าศรีวิชัย พร้อมทั้งสร้างรูปเหมือนครูบาเจ้าศรีวิชัย เนื้อโลหะ หน้าตักกว้าง 5 เมตร สูง 7 เมตร หนัก 7 ตัน ใต้องค์รูปเหมือนเป็นห้องโถงใหญ่ สร้างเป็นหอพิพิธภัณฑ์เชิดชูเกียรติคุณท่านครูบาเจ้าศรีวิชัย
    เนื่องโอกาสนี้จึงได้จัดสร้าง เหรียญครูบาเจ้าศรีวิชัย ขึ้นมา 2 พิมพ์ คือ พิมพ์รูปไข่ (กว้าง 2 ซม. สูง 3 ซม.) และพิมพ์กลม ขอบสตางค์ (กว้าง 2.5 ซม.)
    ประกอบพิธีพุทธาภิเษก เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2556 โดยพระคณาจารย์ชื่อดัง อาทิ
    1.ท่านครูบาดวงดี (อายุ ๙๙ ปี) วัดบ้านฟ่อน อ.หางดง จ.เชียงใหม่
    2.ครูบาอินตา วัดศาลา จ.เชียงใหม่
    3.ครูบาจิณนะ วัดศรีจอมเรือง จ.พะเยา
    4.ครูบาบุญตัน วัดย่าปาย จ.เชียงใหม่
    5.ครูบาแก้ว วัดบ่อสร้าง จ.เชียงใหม่
    6.หลวงพ่อประเสริฐ วัดงิ้วใหม่ จ.เชียงราย
    7.หลวงพ่อเพี้ยน วัดเกริ่นกฐิน .ลพบุรี
    8.หลวงพ่อพูน วัดบ้านแพน จ.พระนครศรีอยุธยา
    9.หลวงพ่อแขก วัดสุนทรประดิษฐ์ จ.พิษณุโลก
    10.หลวงพ่ออาด วัดเขาแก้ว จ.นครสวรรค์
    11.หลวงพ่อสายทอง วัดท่าไม้แดง จ.ตาก
    12.หลวงพ่อเสนาะ วัดปงท่าข้าม จ.แพร่
    13.ครูบาอินถา วัดยั้งเมิน จ.เชียงใหม่

    โดยมีครูบาผดุง นนทโก วัดป่าแพ่ง เป็นประธานเจริญพุทธมนต์

    จำนวนจัดสร้างเหรียญอุดมทรัพย์ ขอบสตางค์
    เนื้อทองคำ ตามจำนวนที่จอง
    เนื้อนวโลหะหน้าทองคำ จำนวน 60 เหรียญ
    ชุดกรรมการ จำนวน 227 ชุด
    เนื้อทองแดง จำนวน 10,000 เหรียญ
    มีโค๊ด + เลข ทุกเหรียญ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260408_144308.jpg IMG_20260408_144335.jpg
     
  17. SIR2010

    SIR2010 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    3,236
    ค่าพลัง:
    +5,924
    จองครับ
     
  18. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,284
    ค่าพลัง:
    +21,466
    1775665255287.jpg

    ประวัติปู่ฤาษีเกศแก้ว
    อยู่ที่ ณ.พุทธสถานธรรม อาศรมสถานบ้านโคกกุง ต.บ้านขาม อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู

    -ที่เรียกปู่ฤาษีเพราะท่านอายุมากกว่า150 แล้ว ฌาณสมาบัติ แก่กล้ามาก มีอภิญญาญาณเหมือนพระเกจิอาจารรักษาสังขารให้อยู่เหนือธรรมชาติได้ สังขารของท่านยังจึงเหมือนหนุ่มๆ ดูไม่แก่เลย ลูกศิษย์ดูอายุมากกว่าท่านอีก
    ที่เห็นพระผู้ใหญ่ หลวงปู่ หลวงตาหลายๆ รูป ก้มกราบฤาษีท่านนี้ ปู่ฤาษีนั้นเคยเป็นอาจารย์ที่พระได้เรียนวิชามาจากปู่ฤาษีเขาเห็นเป็นครูบาอาจารย์เขาจึงก้มลงกราบ เพราะเคยเป็นลูกศิษย์ของท่านตั้งแต่สมัยบวชเป็นเณร
    และจะนั่งอาสนะเหนือพระสงฆ์ บิณฑบาตรก็จะเดินนำหน้าพระสงฆ์

    -ท่านมีความสนใจในเรื่อง การปฏิบัติกรรมฐาน
    แต่ท่านปรงผมไม่ขาดเลยครองผ้าลายแทนและมิได้ลาสิกขาจาก สมณ ท่านก็ถือครองมาเช่นนั้นตลอดมา พระลูกศิษย์ท่านมากมาย

    พระโพธิสัตว์ลงมาเก็บบารมี มักอยู่ในร่างฤาษี พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน ก็บำเพ็ญฤาษีหลายภพชาติ ชาติทึ่เป็นเวสสันดร ก็บวชฤาษีลงมาเก็บทานบารมี ก่อนตรัสรรู้มักเป็นร่างโพธิสัตว์ที่มาเก็บบารมีในการเป็นพระพุทธเจ้า

    ปู่ฤๅษีบางท่านก็สาย ธรรมบริสุทธิ์ (ไสย์เวทย์ ฝ่ายธรรม บุญ กุศล)

    ปู่ฤๅษีบางท่าน ก็สายไสย์เวทย์มนต์ดำ (ไสย์เวทย์ ฝ่ายมาร)

    สายธรรมบริสุทธิ์ ก็คือสายที่ปฏิบัติ แนวเดียวกับ พระพุทธเจ้า พระองค์ปัจจุบัน
    เช่นสายธรรมยุติ เป็นต้น

    ให้ดูว่า ปู่ฤๅษี แต่ละท่าน ใกล้ชิด กับ พระเถระผู้ใหญ่ ที่เป็นพระอริยะเจ้าชั้นสูง
    ก็จะเป็นฝ่ายธรรม บางท่านก็มีความผูกพันใกล้ชิดกับ พระเถระผู้ใหญ่ ที่เป็นพระอริยะเจ้าชั้นสูง

    ส่วนมาก ท่านจะอยู่กับ พระอริยะเจ้าในป่า ไม่ค่อยพบปะผู้คน
    สันโดษ มักน้อย ไม่รู้จัก เงิน ทอง แม้ได้มาท่านก็จะให้ทานต่อไปไม่ยึดติด

    องค์นี้ท่านเป็น"ของจริง"ผู้บำเพ็ญพุทธภูมิ สร้างบารมีเพื่อเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่งในอนาคต และเป็นที่เชื่อมั่นได้ว่าระดับ"("พระอริยเจ้าหลวงพ่อสายทอง-รับรู้เรื่องราวของฤาษีเกศแก้ว_และยืนยันว่าฤาษีเกศแก้วนั้นจักได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่นอนในอนาคต )

    การอ่านอยู่ที่พิจารณานะครับ เพราะผมได้ค้นประวัติจากท่านตามเวปไซค์อีกที

    ความลับของคนดี//
    อาจารย์ดำ(สุธาเทพมุณีศรีสุวรรณ์อสุรีย์นา
    อรหัรพระโพธิ์สัตย์_พ่อเเม่คูรบาร์อาจารย์..ด้วยเศียรเกล้าผู้เป็นดั่งแก้วสารพัดนึกส่องทางใจให้แด่ลูกหลานสายบุญทุกแห่งหน..สู่แดนนิพานกราบสาธุๆๆๆครับผม

    เพื่อศึกษาร่วมกันครับผม// เกิดความสงสัยจากภาพ จึงลองค้นคว้าดูพอสังเขบ อ่านและพิจารณากันเอาเอง

    ประวัติปู่ฤาษีเกศแก้ว
    อยู่ที่ ณ.พุทธสถานธรรม อาศรมสถานบ้านโคกกุง ต.บ้านขาม อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู

    -ที่เรียกปู่ฤาษีเพราะท่านอายุมากกว่า150 แล้ว ฌาณสมาบัติ แก่กล้ามาก มีอภิญญาญาณเหมือนพระเกจิอาจารรักษาสังขารให้อยู่เหนือธรรมชาติได้ สังขารของท่านยังจึงเหมือนหนุ่มๆ ดูไม่แก่เลย ลูกศิษย์ดูอายุมากกว่าท่านอีก
    ที่เห็นพระผู้ใหญ่ หลวงปู่ หลวงตาหลายๆ รูป ก้มกราบฤาษีท่านนี้ ปู่ฤาษีนั้นเคยเป็นอาจารย์ที่พระได้เรียนวิชามาจากปู่ฤาษีเขาเห็นเป็นครูบาอาจารย์เขาจึงก้มลงกราบ เพราะเคยเป็นลูกศิษย์ของท่านตั้งแต่สมัยบวชเป็นเณร
    และจะนั่งอาสนะเหนือพระสงฆ์ บิณฑบาตรก็จะเดินนำหน้าพระสงฆ์

    -ท่านมีความสนใจในเรื่อง การปฏิบัติกรรมฐาน
    แต่ท่านปรงผมไม่ขาดเลยครองผ้าลายแทนและมิได้ลาสิกขาจาก สมณ ท่านก็ถือครองมาเช่นนั้นตลอดมา พระลูกศิษย์ท่านมากมาย

    พระโพธิสัตว์ลงมาเก็บบารมี มักอยู่ในร่างฤาษี พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน ก็บำเพ็ญฤาษีหลายภพชาติ ชาติทึ่เป็นเวสสันดร ก็บวชฤาษีลงมาเก็บทานบารมี ก่อนตรัสรรู้มักเป็นร่างโพธิสัตว์ที่มาเก็บบารมีในการเป็นพระพุทธเจ้า

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ


    พระผงงบน้ำอ้อยพิมพ์พระเจ้าห้าพระองค์ ปู่ฤาษีเกศแก้ว

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260408_233759.jpg IMG_20260408_233938.jpg
     
  19. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,284
    ค่าพลัง:
    +21,466
    FB_IMG_1775671842581.jpg

    พระสมเด็จหลังรูปเหมือน หลวงพ่อแดง สงฺฆรกฺขิโต วัดทุ่งคอก จ.สุพรรณบุรี
    ปี ๒๕๑๖

    ท่านเป็นศิษย์หลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดันถือเป็นเกจิอาจารย์อีกรูปหนึ่งที่มีพุทธคุณเข้มขลังแห่งเมืองสุพรรณบุรี
    พระเครื่องของหลวงพ่อแดงนั้น ประสบการณ์มีมากมายเป็นที่กล่าวขานกัน ว่ายอดเยี่ยมด้านหนังเหนียวคงกะพันชาตรี แคล้วคลาดปลอดภัยเป็นเลิศนัก ขนาดหลวงพ่อเปิ่น วัดบางพระ จ.นครปฐม ยังเดินธุดงค์ไปกับศิษย์ผู้พี่ คือ หลวงพ่อปา วัดประดู่ ตลิ่งชัน เพื่อไปศึกษาวิชาอาคมคงกะพันชาตรีกับหลวงพ่อแดงเลยทีเดียว

    “แดง ไม้ใหญ่” เป็นสมญานาม ที่หลวงพ่อเต๋ ตั้งให้หลวงพ่อแดง เพราะหลวงพ่อแดง ท่านเก่งเรื่องหาไม้ในป่า มักได้ไม้สวยๆ ไม้ต้นใหญ่อยู่เสมอ หลวงพ่อแดง อายุน้อยกว่าหลวงพ่อเต๋ 6ปี เกียรติคุณในด้านวิทยาคม ท่านเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน,หลวงพ่อเหนี่ยง วัดสองพี่น้อง และมีเกจิดังๆหลายรูป มาฝากตัวเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อแดง อาทิเช่นหลวงพ่อเปิ่น วัดบางพระ นครปฐม ฯลฯ เป็นต้น วัตถุมงคลทุกรุ่นที่ท่านสร้างมีความเข้มขลังด้วยอิทธิมงคล ท่านเป็นพระนักพัฒนา ผู้พลิกฟื้นตำบลทุ่งคอกจากป่าให้กลายเป็นเมืองที่มีความเจริญ ท่านเป็นที่เคารพเลื่อมใสศรัทธาของชาวบ้านทุ่งคอกอย่างยิ่ง ยกเชิดชูท่านให้เป็น “เทพเจ้าแห่งทุ่งคอก” เล่ากันว่า หลังงานบูชาครูวัดสามง่าม ปี2510 ได้ประมาณ10กว่าวัน มีข่าวแจ้งมาจากวัดทุ่งคอก ว่า หลวงพ่อแดง มรณภาพแล้ว หลวงพ่อเต๋ ทราบข่าวนี้แล้วก็ถอนหายใจนิ่งเงียบ ด้วยความอาลัยพระเพื่อนของท่าน รูปนี้ยิ่งนัก ทุกวันนี้กิตติคุณของหลวงพ่อแดง ก็ไม่เสื่อมคลายไปจากความรู้สึกของชาวเมืองสุพรรณบุรี ฯ
    ประวัติ หลวงพ่อแดง วัดทุ่งคอก
    ผู้สืบสายพุทธาคม หลวงพ่อเหนี่ยง วัดสองพี่น้อง
    และหลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน สุพรรณบุรี
    หลวงพ่อแดง วัดทุ่งคอก เกจิอาจารย์
    ผู้มีความขลังด้วยอิทธิมงคลวัตถุทุกรุ่นที่สร้าง
    พระเถระผู้มีงานพัฒนาจนตำบลทุ่งคอกจากป่า
    กลายเป็นเมืองมีความเจริญเป็นที่เลื่อมใส
    ศรัทธาของชาวบ้าน
    ซึ่งให้ความเคารพนับถือท่านเหมือนพ่อ
    เรียกท่านว่า “หลวงพ่อ”
    ด้วยความรู้สึกเหมือนพ่อแท้ๆ ของเขา
    พระผู้มากด้วยเมตตาบารมี
    ถึงวันนี้กิตติคุณของท่านก็ไม่เสื่อมคลายไป
    จากความรู้สึกของชาวเมืองสุพรรณบุรี
    พระครูสุวรรณสาธุกิจ (แดง สงฺฆรกฺขิโต)อดีตเจ้าอาวาสวัดทุ่งคอก เจ้าคณะตำบลทุ่งคอกอำเภอสองพี่น้องจังหวัดสุพรรณบุรีพระเกจิอาจารย์ผู้ทรงศีลาจารวัตรงดงาม
    เป็นที่ศรัทธาของชาวบ้านในยุคอดีตแม้ท่านจะมรณภาพไปแล้วถึง 38 ปี ก็ตามแต่ผลงานและสิ่งที่ท่านสรรค์สร้างเอาไว้ยังคงอยู่จากหนังสืองานพระราชทานเพลิงศพของท่านบันทึกประวัติของท่านไว้น่าสนใจยิ่ง ดังนี้
    พระครูสุวรรณสาธุกิจ (แดง ใจกล้า)เป็นบุตรนายบุญ-นางในใจกล้าเกิดวันศุกร์ที่11มิถุนายนพ.ศ.2440 ตรงกับวันขึ้น 12 ค่ำ เดือน 7 ปีระกา เวลา 19.00 น.เศษ
    ณ บ้านทุ่งคอก ตำบลทุ่งคอกอำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรีมีพี่น้องร่วมบิดา-มารดาเดียวกัน 11 คน คือ
    1. นางเหมือน (ถึงแก่กรรม)
    2. นางเมือ (ถึงแก่กรรม)
    3. นางล้วน
    4. นางนัว (ถึงแก่กรรม)
    5. นางฟุก (ถึงแก่กรรม)
    6. นางเฮ้ย (ถึงแก่กรรม)
    7. พระครูสุวรรณสาธุกิจ
    8. นางโต้ (ถึงแก่กรรม)
    9. นางเค้า (ถึงแก่กรรม)
    10. นายจ่วน (ถึงแก่กรรม)
    11. นางพลบ (ถึงแก่กรรม)
    พระครูสุวรรณสาธุกิจ
    สมัยเป็นเด็กได้ช่วยบิดา-มารดาประกอบอาชีในการทำนาเมื่ออายุประมาณ 13-14 ปีบิดาได้นำไปฝากไว้กับพระอธิการโหน่ง(หลวงพ่อโหน่ง) เจ้าอาวาสวัดอัมพวันตำบลเนินพระปรางค์ อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อศึกษาอักษรสมัยและอบรมจรรยามารยาทในการที่จะให้เป็นพลเมืองดีต่อไปได้เรียนภาษาไทยจากครูโพย (ไม่ทราบนามสกุล)ส่วนมากเรียนมูลบทบรรพกิจ
    การเรียนมุ่งให้อ่านออกเขียนได้และเพื่อให้มีความรู้อย่างเดียวไม่มีการสอบและเลื่อนชั้นท่านมีความรู้ภาษาไทยอยู่ในขั้นอ่านออกเขียนได้พออายุประมาณ 16 ปี
    บิดาให้ลาออกจากวัดกลับไปอยู่ที่บ้านเพื่อเป็นกำลังในการประกอบอาชีพ ต่อไป
    เมื่อท่านกลับไปอยู่บ้านแล้วได้เป็นกำลังสำคัญในการประกอบอาชีพสร้างฐานะของครอบครัวให้ดีขึ้น
    อาชีพหลักคือการทำนา
    ครั้นอายุครบอุปสมบท
    จึงได้อุปสมบทในพระพุทธศาสนาเมื่อวันศุกร์ที่1มิถุนายน 2460
    ตรงกับวันขึ้น 12 ค่ำ เดือน 7 ปีมะเส็งณ พัทธสีมาวัดทุ่งคอก ตำบลทุ่งคอก
    อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรีโดยมี
    1. พระครูวินยานุโยค (หลวงพ่อเหนี่ยง)
    อดีตเจ้าคณะอำเภอสองพี่น้อง วัดสองพี่น้อง
    เป็นพระอุปัชฌาย์
    2.พระอธิการโหน่ง (หลวงพ่อโหน่ง)
    อดีตเจ้าอาวาสวัดอัมพวัน เป็นพระกรรมวาจาจารย์
    3.เจ้าอธิการเหลื่อน อดีตเจ้าคณะตำบลศรีสำราญ
    วัดอัมพวัน เป็นพระอนุสาวนาจารย์เมื่ออุปสมบทแล้วได้ไปจำพรรษาและศึกษาพระธรรมวินัย ณ วัดอัมพวัน
    ในความอุปการะของหลวงพ่อโหน่ง ในด้านคันถธุระ
    ได้ศึกษาพระธรรมวินัยจากพระอาจารย์ต่วนซึ่งเดิมอยู่ที่วัดสองพี่น้องได้เรียนพระธรรมวินัยกับพระอาจารย์ต่วนประมาณ 2 พรรษา
    แต่ไม่ได้สอบในสนามหลวง
    การเรียนของท่านมุ่งเพื่อให้รู้ เข้าใจและปฏิบัติเป็นหลักใหญ่ท่านเป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษาเป็นพิเศษนอกจากตั้งใจศึกษาเล่าเรียนคันถธุระและวิปัสสนาธุระด้วยวิริยะอุตสาหะ เป็นอย่างดีแล้วได้ทำวัตรปฏิบัติอุปัชฌาย์อาจารย์ตามหน้าที่ของศิษย์ทุกประการได้จำพรรษาอยู่ที่วัดอัมพวัน 4 พรรษาเมื่ออุปสมบทได้ 5 พรรษาพระอาจารย์อินทร์ เจ้าอาวาสวัดทุ่งคอก ลาสิกขาทางการคณะสงฆ์
    จึงตั้งให้ท่านเป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดทุ่งคอก
    สืบต่อไป ท่านได้รักษาการเจ้าอาวาสมาหลายปี
    ตลอดเวลาที่รักษาการนั้น ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัดพ.ศ.2476 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดทุ่งคอก(ขณะนั้นอายุ 37 พรรษา 17)พ.ศ.2478 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลทุ่งคอกพ.ศ.2496 ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์5 ธันวาคม 2499 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรที่ “พระครูสุวรรณสาธุกิจ”พระครูสุวรรณสาธุกิจ (หลวงพ่อแดง)ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดทุ่งคอกนานกว่าเจ้าอาวาสองค์อื่นๆและเป็นเจ้าอาวาสวัดทุ่งคอกองค์แรกที่ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะตำบลด้วย
    ทั้งเป็นพระครูสัญญาบัตรองค์แรกในตำบลทุ่งคอก
    พระครูสุวรรณสาธุกิจแม้จะได้รับพระราชทาสมณศักดิ์
    เป็นพระครูสัญญาบัตรแล้วก็ตามแต่พวกศิษยานุศิษย์
    และท่านที่เคารพนับถือก็เรียกกันจนติดปากว่า ”หลวงพ่อแดง”ไม่นิยมเรียกชื่อสมณศักดิ์บางคนได้ยินชื่อสมณศักดิ์เข้ารู้สึกงง
    แต่ถ้าเอ่ยชื่อหลวงพ่อแดงแล้วจะรู้จักทันที พระครูสุวรรณสาธุกิจเป็นพระนักพัฒนาและเสียสละอย่างยอดเยี่ยมรูปหนึ่งและเป็นพระที่ทำมากกว่าพูดจึงไม่ค่อยเป็นที่รู้จักของคนภายนอกมากนัก
    วัดทุ่งคอกแต่เดิมนั้นเป็นป่าส่วนมากห่างไกล ความเจริญ ไม่ค่อยมีใครอยากไป
    ในเขตตำบลนี้ เพราะเป็นท้องถิ่นทุรกันดารน้ำการคมนาคมก็ไม่สะดวก การเดินทางมีแต่เกวียนและเรือ ส่วนรถยนต์และรถไฟยังไม่มีจึงเป็นท้องถิ่นที่ไกลความเจริญเพราะการคมนาคมเป็นดุจเส้นโลหิตใหญ่เชื่อมโยงความเจริญก้าวหน้าหลวงพ่อแดงได้ทุ่มเทกำลังทุกอย่างเอาชีวิตเข้าแลกกับการทำงาน
    ทั้งยังเสี่ยงต่อภัยซึ่งเกิดจากสัตว์ร้ายและคนพาลทุนทรัพย์มีน้อย ประชาชนส่วนมากยากจนและหลวงพ่อไม่ใช่เป็นพระนักเรี่ยไร
    จึงต้องเข้าป่าเพื่อนำสัมภาระมาก่อสร้างชีวิตหลวงพ่อส่วนมากชินกับการอยู่ป่ามากกว่าอยู่ในบ้านเมือง
    พอถึงฤดูแล้งท่านจะเข้าป่าเพื่อหาไม้มาก่อสร้าง
    แทบทุกปี น้อยปีที่ท่านไม่ได้ไปอาศัยเหตุที่ท่านเข้าป่าหาไม้บ่อยๆและหาได้เก่งนั้นเอง
    ชาวบ้านจึงขนานนามท่านว่า “หลวงพ่อแดงไม้ใหญ่”
    แม้แต่ หลวงพ่อเต๋ คงทอง วัดสามง่าม จังหวัดนครปฐม
    ในสมัยที่ยังเข้าป่าหาไม้มาสร้างวัดด้วยกันท่านยอมยกให้หลวงพ่อแดงเป็นคนเก่งและเป็นใหญ่ในเรื่องหาไม้ในป่าเพราะหลวงพ่อแดงมีเกวียนเทียมด้วยควาย
    บรรทุกไม้ได้ท่อนใหญ่และมากกว่าส่วนหลวงพ่อเต๋ มีเกวียนเทียมด้วยวัวบรรทุกไม้ท่อนเล็กและได้น้อยกว่า
    จึงได้พากันเรียกจนติดปากว่า “แดงไม้ใหญ่”ท่านได้หยุดพักการเข้าป่าก่อนมรณภาพไม่กี่นี้เอง
    ทั้งนี้ เพราะท่านได้ตรากตรำต่อการงานหนักมานาน
    สุขภาพจึงไม่ค่อยดี มีโรคเบียดเบียนเสมอประกอบกับเข้าสู่วัยชราด้วยแพทย์เคยแนะนำให้พักผ่อนมากๆ
    ไม่ให้ออกกำลังกายมากเหมือนเดิมท่านจึงได้หยุดพักไม่เข้าป่าในสมัยที่ท่านกครองวัดทุ่งคอกได้สร้างอุโบสถขึ้นหลังหนึ่งต่อมาชำรุดทรุดโทรม จึงได้สร้างขึ้นใหม่อีกหลังหนึ่ง
    และได้ผูกพัทธสีมา เมื่อ พ.ศ.2511หลังจากท่านมรณภาพแล้วได้สร้างศาลาการเปรียญขึ้นเพื่อใช้บำเพ็ญกุศล และใช้เป็นที่เรียนหนังสือของเด็กๆ ด้วย เพราะในสมัยนั้นอาคารเรียนยังไม่มีต้องอาศัยศาลาการเปรียญเป็นโรงเรียน
    ต่อมาได้สร้างอาคารเรียนเป็นโรงเรียนประชาบาล
    หลังใหม่ขึ้น โดยเอกเทศ แต่เมื่อมีนักเรียนมากขึ้น
    อาคารเรียนไม่เพียงพอ
    ประจวบกับทางกระทรวงศึกษาธิการได้ขยายหลักสูตรการศึกษาออกไปอีกอาคารเรียนจึงไม่พอยิ่งขึ้นจึงได้สร้างอาคารเรียนเพิ่มขึ้นอีก เป็นอาคาร 2 ชั้น
    เปิดสอนถึงชั้น ป.7 และได้เปิดสอนก่อนหลวงพ่อมรณภาพต่อมาได้สร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรม
    เพื่อให้พระภิกษุ-สามเณรศึกษาพระธรรมวินัย
    ซึ่งโรงเรียนประชาบาลและ
    โรงเรียนพระปริยัติธรรมทั้ง 2 ประเภทนี้นับได้ว่า เกิดขึ้นเป็นแห่งแรกในตำบลทุ่งคอก
    ในสมัยของหลวงพ่อแดงนี้
    นอกจากนี้ หลวงพ่อแดงยังบำเพ็ญสาธารณประโยชน์อีกมาก เช่น
    1. สร้างกุฎีสงฆ์หลายหลัง
    ทั้งได้จัดให้เข้าแถวเป็นระเบียบน่าดู น่าอยู่
    2. สร้างหอสวดมนต์
    3. ขุดสระน้ำใหญ่ 2 สระ เพื่อใช้น้ำในฤดูแล้ง
    เพราะวัดนี้กันดารน้ำ
    ชาวบ้านใกล้เคียงตลอดจนชาวตลาดทุ่งคอก
    ก็ได้มาอาศัยน้ำในสระนี้
    4. สร้างตลาดให้เป็นสมบัติของวัด
    5. ได้ขยายเขตวัดให้กว้างออกไปกว่าเดิม
    6. ได้ช่วยเหลือกิจการต่างๆ ของวัด
    ในเขตปกครองที่มาขอให้ช่วยเหลือ
    ในด้านสวัสดิภาพของประชาชน
    หลวงพ่อได้ช่วยชีวิตชาวบ้านไว้เป็นจำนวนมาก
    เนื่องจากท่านมีความรู้และเชี่ยวชาญ
    ในการแพทย์แผนโบราณ
    ในสมัยท้องถิ่นยังเป็นป่าขาดความเจริญ
    การแพทย์แผนปัจจุบันยังไม่แพร่หลาย
    และประชาชนยังไม่นิยมรักษา
    อีกทั้งการคมนาคมก็ยังไม่สะดวก
    ชาวบ้านทุ่งคอกและตำบลใกล้เคียง
    ได้ฝากชีวิตไว้กับหลวงพ่อ
    ถึงแม้ในระยะที่การแพทย์แผนปัจจุบันแพร่หลาย
    และคมนาคมสะดวกแล้ว
    ประชาชนก็ยังเชื่อมั่นในยาของหลวงพ่ออยู่จนตลอดชีวิต โดยยึดถือหลวงพ่อเป็นที่พึ่งและหลวงพ่อไม่เคยต้องการอามิสตอบแทน
    ท่านให้ยาด้วยจิตเมตตาอย่างเดียวแม้คนป่วยด้วยโรคจิต เป็นคนพิการ และคนยากคนจนเมื่อไปพบท่านแล้ว ท่านจะให้ความเมตตากรุณาต่อทุกคนด้านการพระศาสนาได้อบรมพระภิกษุ-สามเณรและประชาชน
    ให้ตั้งมั่น เป็นการช่วยลดจำนวนอาชญากรลงได้มาก
    เป็นพระอุปัชฌายะให้การบรรพชาอุปสมบทกุลบุตรไว้เป็นจำนวนมากเป็นกรรมการสอบพระปริยัติธรรมสนามหลวงแผนกธรรมได้อุปถัมภ์ศาสนศึกษาทั้งนักธรรมและบาลีเป็นอย่างดีและได้ส่งศิษย์ของท่านไปศึกษาทั้งทางโลกทางธรรมเป็นจำนวนมากอนึ่ง หลวงพ่อเป็นพระคณาจารย์ผู้ทรงวิทยาคุณด้วยรูปหนึ่ง ได้ร่วมพิธีปลุกเสกพระเครื่องครั้งสำคัญๆ มาหลายจังหวัด เกียรติคุณในด้านวิทยาคมของท่านเป็นที่รู้จักกันได้ดี รวมความว่าหลวงพ่อได้บำเพ็ญศาสนกิจและสาธารณประโยชน์นานาประการ ท่านได้ประกอบแต่กุศลกรรมตลอดมาด้วยดีทุกประการหลวงพ่อท่านได้ป่วยเป็นโรคริดสีดวงทวารเรื้อรัง
    มาก่อนเป็นเวลานานแล้ว
    ต่อมาเป็นโรคปอดเรื้อรังอีก
    ประกอบกับท่านได้ตรากตรำทำงานมาก
    แต่ท่านมีความอดทนเป็นเยี่ยมไม่บ่นไม่แสดงออกให้คนภายนอกรู้ได้ง่ายๆ
    บางคนจึงไม่ทราบอาการอาพาธท่านได้รับกาเยียวยาทั้งแผนโบราณและแผนปัจจุบันตลอดมาอย่างดีที่สุด
    ในที่สุดก็มรณภาพ
    เมื่อวันที่ 12 เมษายน พ.ศ.2510เวลา 04.00 น.เศษณ กุฏิของท่าน โดยอาการสงบหลวงพ่อท่านได้ทิ้งความดีให้สถิตอยู่กับโลก
    และความอาลัยรักตลอดถึงความเคารพนับถือของปวงมิตรศิษยานุศิษย์ และท่านที่คุ้นเคยอย่างไม่มีวันกลับมาอีกสิริรวมอายุ 70 ปีโดยปี และได้ 50 โดยพรรษา

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระสมเด็จหลวงพ่อแดงวัดทุ่งคอก ปี ๒๕๑๖ สภาพสวยเดิมๆ

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260409_010802.jpg IMG_20260409_010824.jpg
     
  20. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,284
    ค่าพลัง:
    +21,466
    ตะกรุดนารายณ์แปลงรูปอาจารย์นอง วัดทรายขาว มีพุทธคุณ “มหาอุตและแคล้วคลาด” ซึ่งก่อนที่ท่านจะมอบตะกรุดให้ใครท่านมักจะบอกเสมอๆว่า.....
    “ใช้ด้านกำบังพรางตัว ศัตรูคิดร้ายก็มองไม่เห็น ไม่สามารถทำอันตรายเราได้ ไม่ว่าใครก็แล้วแต่ที่มีตะกรุดนี้ติดตัวและเป็นคนดีมีศีลธรรม ใครที่มาคิดร้ายและจะทำอันตราย....ก็จะมีอันเป็นไปเอง....”

    ตะกรุดนารายณ์แปลงรูป" นี้ มีประวัติความ เป็นมา ที่แปลกประหลาด พิสดารมาก รับรองว่าไม่มีตำราการสร้าง "ตะกรุด" สำนักไหนเหมือนของ พระอาจารย์นอง อย่างแน่นอน ผมได้เคย ฟังท่านเล่ามาหลายครั้ง พอดีมาพบเห็นในหนังสือ ที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพ พระอาจารย์นอง ซึ่งจะ มีขึ้นใน วันจันทร์ที่ ๒๐ พ.ค.๒๕๔๕ นี้ โดยหนังสือเล่มนี้ผมได้รับความเอื้อเฟื้อจาก คุณวัชรพงษ์ ระดมเพ็ง บรรณาธิการนิตยสาร "กรุงสยาม" ก็เลยขอคัดลอกบางส่วนมาลงให้อ่านกัน พร้อมทั้ง ภาพประกอบ ที่ได้จาก หนังสือ เล่มนี้เช่นกัน

    ใน หนังสือเล่มนี้บันทึกไว้โดยสรุปได้ว่า....พระครูสังฆรักษ์สายันต์ จนฺทสโร เจ้าอาวาส วัดช้างให้ รูปปัจจุบันนี้ ได้พูดถึง "ตะกรุดนารายณ์แปลง" นี้ว่า พระอาจารย์นอง ได้เล่าว่า...คืนวันหนึ่ง...ในสมัยที่ วัดทรายขาว ยังเป็นวัดที่ลำบากมาก คือยังไม่มีศาสนสถานเหมือนปัจจุบันนี้ พระอาจารย์นอง ได้อาศัยอยู่ ที่กุฏิหลังเก่า ทางด้าน ทิศใต้ ของวิหารจตุรมุข หลวงพ่อหินอ่อน ในปัจจุบันนี้ ได้มี "นางไม้" ตนหนึ่ง มาปรากฏ ที่เสากุฏิ แล้วได้มอบ คาถา ในการ ปลุกเสก "ตะกรุดนารายณ์แปลงรูป" ให้ เพื่อที่จะได้มี ส่วนร่วม ในการ ทำบุญกุศล ในการสร้างวัดทรายขาว พระอาจารย์นอง จึงได้นำแผ่นทองคำเปลวไปติดที่เสาต้นนั้น ปัจจุบันนี้ กุฏิหลังเก่า นี้ยังมีอยู่ ทางวัด ได้เก็บไว้ เป็น อนุสรณ์

    สำหรับ "นางไม้" ที่ชาวบ้านเรียกกันนั้นก็คือ "แม่นางจันทร์" ซึ่งพระเณรใน วัดทรายขาว มักจะฝันเห็น กันบ่อย และนำไปเล่าให้ พระอาจารย์นอง ฟังอยู่เสมอ พระอาจารย์นอง ได้ปรารภอยู่เสมอว่า "แม่นางจันทร์" ได้มาบอกว่า ขอให้สร้าง "ศาลพระภูมิ" ทรงไทยให้ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้สร้าง...จวบจนทุกวันนี้

    สำหรับ ตำนาน "ตะกรุดนารายณ์แปลงรูป" อีกกระแสหนึ่งที่ผมได้รับฟังมาจาก พระอาจารย์นอง โดยตรง ก็คือ...สมัยที่ พระอาจารย์นอง ยังอยู่ที่กุฏิหลังเก่า มี "นางไม้" ตนหนึ่งคือ "แม่นางจันทร์" มายืนร้องไห้ อยู่หน้ากุฏิ บอกว่าจะให้ พระอาจารย์นอง ออกไปพบ เพื่อมอบตำราการสร้าง "ตะกรุดนารายณ์แปลงรูป" ตอนแรก พระอาจารย์นอง ไม่ยอมออกไป เพราะเป็นเวลาวิกาลและการพบกับผู้หญิง ไม่เป็นการสมควร แต่ "นางไม้" ได้อ้อนวอน อยู่หลายครั้งโดยบอกว่า อยากจะมอบตำรานี้ให้ เพื่อจะได้มีส่วนสร้าง วัดทรายขาว ด้วย หากไม่ได้ ถ่ายทอด วิชานี้ให้กับ พระอาจารย์นอง ซึ่งตนเห็นว่าเป็นผู้ที่เหมาะสมที่สุดแล้ว ตนเองก็จะไปจุติใหม่ไม่ได้ และว่าตน เป็นเทพ อีกภพหนึ่ง ไม่ใช่มนุษย์ การที่ พระอาจารย์นอง ออกไปพบจึงไม่มีอะไรเสียหาย ในที่สุด พระอาจารย์นอง จึงได้ออกไปพบ และได้มีการถ่ายทอดตำราวิชาการสร้าง "ตะกรุดนารายณ์แปลงรูป" และคาถาอาคมกำกับให้ พระอาจารย์นอง โดย "ห้ามมีการจด" แต่ให้จำเพียงอย่างเดียว พระอาจารย์นอง ก็จำได้หมดสิ้น

    ก่อน จะจากหายไป "แม่นางจันทร์" ได้บอกว่า ตำรานี้ ห้ามถ่ายทอด ให้คนอื่น อย่างเด็ดขาด ถ้าหาก พระอาจารย์นอง ละสังขารไปเมื่อใด ก็ให้หาย สาบสูญ ไปด้วยเลย... ด้วยเหตุนี้ พระอาจารย์นอง จึงไม่ได้ถ่ายทอด วิชานี้ให้กับใคร...สำหรับ "ของดี" ที่บรรจุ อยู่ใน "ตะกรุดนารายณ์แปลงรูป" นี้เป็นเปลือก ของต้นไม้ ศักดิ์สิทธิ์ อย่างหนึ่ง ที่มีความ เกี่ยวพันกับหลวงปู่ทวด ซึ่งมีอยู่บนยอดเขาเหนือวัดทรายขาว และ พระอาจารย์นอง ก็ไม่เคย บอกใครเลยว่า เป็นต้นไม้อะไร

    ประวัติ พระอาจารย์นอง ธมฺมภูโต วัดทรายขาว (พระครูธรรมกิจโกศล)

    พระครูธรรมกิจโกศล หรือ พระอาจารย์นอง ธมฺมภูโต เดิมชื่อ "นอง หน่อทอง"เกิดเมื่อวันเสาร์ แรม 6 ค่ำ เดือน 11 ปีมะแม ตรงกับวันที่ 15 ตุลาคม 2462 ที่ ต.นาประดู่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี โยมบิดาชื่อ นายเรือง หน่อทอง โยมมารดาชื่อ นางทองเพ็ง มีพี่น้อง 3 คน คนแรก คือตัวพระอาจารย์นอง คนที่สองนางทองจันทร์ และคนที่สามนายน่วม พระอาจารย์นองเรียนจบ ป.3 ที่โรงเรียนนาประดู่ ขณะมีอายุ 15 ปี ออกมาช่วยพ่อแม่ทำนาทำสวน และบรรพชาเป็นสามเณรเมื่อายุ 19 ปี ที่วัดนาประดู่ มีพระพุทธไสยารักษ์ (นุ่ม) วัดหน้าถ้ำ เป็นพระอุปัชฌาย์ แต่บวชได้ 1 เดือน ก็ลาสิกขาออกมาช่วยพ่อแม่ทำนาทำสวนต่อไประยะหนึ่ง จนกระทั่งอายุได้ 21 ปี
    เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2482 ก็อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดนาประดู่ โดยมีพระครูวิบูลย์สมณกิจ (ชุ่ม) วัดตุยง เจ้าคณะเมืองหนองจิก เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการดำ วัดนางโอ และพระครูภัทรกรโกวิท (แดง)วัดนาประดู่ เป็นพระคู่สวดได้ฉายา "ธมฺมภูโต" อยู่วัดนาประดู่ได้ 12 พรรษา จากนั้นย้ายมาจำพรรษาที่วัดทรายขาว จนได้เป็นเจ้าอาวาส และเป็นเจ้าคณะตำบลโคกโพธิ์ตราบจนมรณภาพ
    สำหรับพระอาจารย์นอง เป็นสหธรรมิกกับพระอาจารย์ทิม วัดช้างให้ เคยร่วมสร้างพระเครื่องหลวงพ่อทวดเนื้อว่านเมื่อปี 2497 จนโด่งดังทั่วสารทิศ และต่อมาพระอาจารย์นองได้สร้างเครื่องรางของขลังที่ดังไปทั่วเมืองไทย คือตะกรุดนารายณ์แปลงรูปและพระเครื่องหลวงพ่อทวดเนื้อว่านฝังตะกรุด นอกจากนั้นแล้วพระอาจารย์นองยังเป็นพระนักพัฒนารูปหนึ่งที่ได้รับการยกย่องชมเชยตลอดมา และเป็นพระอยู่ในนิกายมหานิกาย สิริรวมอายุถึงวันมรณภาพได้ 80 ปี 11 เดือน 60 พรรษา
    ความสัมพันธ์กับอาจารย์ทิม วัดช้างให้ ท่านเป็นสหธรรมิกกับท่านพระอาจารย์ทิม วัดช้างให้ เป็นทั้งกัลยาณมิตรเป็นศิษย์กับอาจารย์ต่อกัน เกื้อกูล เกื้อหนุนกันมาโดยตลอดตั้งแต่ต้นจนวาระสุดท้ายของท่านอาจารย์ทิม เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2512
    ทั้งพระอาจารย์ทิม และพระอาจารย์นอง เป็นศิษย์ร่วมสำนักวัดประดู่มาด้วยกันเมื่อพระอาจารย์ทิมมาอยู่วัดช้างให้ และพระอาจารย์นองไปอยู่วัดทรายขาว ก็ยังมีความสัมพันธ์ดีงามมาโดยตลอด กิจการใดของวัดช้างให้ ท่านจะเป็นผู้คอยช่วยเหลืออยู่ข้างกายพระอาจารย์ทิมทุกอย่าง ที่สำคัญ การสร้างพระหลวงพ่อทวด เนื้อว่าน ปี พ.ศ.2497 ถ้าจะกล่าวกันแล้ว ปฐมเหตุจริงๆ ก็มาจากท่านที่เป็นผู้ชักชวนพระอาจารย์ทิมให้สร้างพระหลวงพ่อทวด ตามที่ท่านได้เล่าให้ฟังเท่าที่จำได้คร่าวๆ คือ
    ช่วงนั้น ท่านกับพระอาจารย์ทิม ขึ้นมากรุงเทพฯ และไปที่วัดระฆัง เพื่อที่จะไปเช่าบูชาพระสมเด็จของหลวงปู่นาค มาเพื่อให้คนทำบุญจะได้นำเงินไปสร้างโบสถ์วัดช้างให้ พกเงินขึ้นมาประมาณ 3,000 บาท ขณะที่กำลังจะขึ้นไปเช่าพระ ท่านบอกว่า "กูนึกยังไงก็ไม่รู้ สะกิดอาจารย์ทิม บอกว่า ท่านๆ ทำไมเราไม่กลับไปทำพระของเราเองล่ะ" "พระอะไร...?" พระอาจารย์ทิมถาม "ก็พระหลวงพ่อทวดไง" พระอาจารย์ทิมบอก "เออ...!! นั่นน่ะสิ" ทั้งสองท่านจึงได้เช่าบูชาพระสมเด็จหลวงปู่นาค เพียงเล็กน้อยและพากันกลับปัตตานี
    ปฐมเหตุตรงจุดนี้ คือกำเนิดของสุดยอดพระเครื่องเมืองใต้ หลวงพ่อทวดเนื้อว่าน ปีพ.ศ.2497 อันเป็นอมตะตลอดกาล ส่วนคุณอนันต์ คณานุรักษ์ นั้น เป็นส่วนประกอบที่ช่วยเหลือให้การจัดสร้างสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ซึ่งคงเป็นเพราะบารมีของหลวงพ่อทวดที่บันดาลชักนำ คุณอนันต์ คณานุรักษ์ คหบดีชาวปัตตานีให้มาเป็นกำลังสำคัญ
    การจัดสร้างพระหลวงพ่อทวดเนื้อว่าน ปี พ.ศ.2497 ท่านจึงมีส่วนอย่างมากในทุกๆ ขั้นตอนการจัดสร้าง ฉะนั้น...ท่านจะรู้พิธีกรรม และเรื่องว่านดีที่สุด เมื่อท่านมาสร้างพระหลวงพ่อทวด ขึ้นเองจึงมีความขลังแ ละศักดิ์สิทธิ์เป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชนมาโดยตลอด
    เหตุการณ์ที่บ่งให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างสองพระอาจารย์ที่ผู้เขียนได้ฟังแล้วรู้สึกประทับใจและกินใจมาก ตามที่ท่านเล่าให้ฟังว่า
    ก่อนที่อาจารย์ทิมจะไปรักษาตัวที่กรุงเทพฯ ท่านมาหาเราที่วัด สั่งเสียไว้หลายเรื่องฝากให้เราช่วยดูแลวัดช้างให้ ท่านหยิบขันน้ำมนต์ขึ้นมา ท่านจับประคองอยู่ด้านหนึ่งให้เราจับอีกด้านหนึ่ง แล้วท่านพูดว่า "ตั้งแต่คบกันมา คุณไม่เคยทำให้ผมเสียใจเลย คนอื่นยังมีตรงบ้าง คดบ้าง "เรา" ขออธิษฐาน บุญใดที่เคยทำร่วมกันมา และยังไม่เคยทำร่วมกันมาก็ดี ทั้งชาตินี้และอดีตชาติ ขออธิษฐาน เกลี่ยบุญให้เท่ากัน เพื่อจะได้เกิดทันกันทุกๆ ชาติไปจนถึงชาติสุดท้าย"
    จากนั้นพระอาจารย์ทิมก็เข้าไปรักษาตัวที่กรุงเทพฯ และก็มรณภาพที่โรงพยาบาลกลางเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2512 คำอธิษฐานนี้ผู้เขียนเชื่อว่าเป็นคำพูดที่ยิ่งใหญ่ เป็นอมตวาจาอย่างแท้จริง ได้ความรู้สึกถึงความผูกพันที่ท่านทั้งสองมีต่อกัน ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาตลอด ได้ร่วมสร้างตำนานอันมหัศจรรย์ ของหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ แผ่ออกไปทั่วทุกสารทิศ พระอาจาร์ทิม ถ้านับจาก พ.ศ.2497-2512 ก็เพียง 15 ปี แต่พระอาจารย์นองท่านใช้เวลาถึง 45 ปี (2497-2542)
    ปัจจุบัน หลวงพ่อทวด วัดช้างให้ ไม่มีใครไม่รู้จักชื่อเสียงของหลวงพ่อทวดดังไปถึงมาเลเซีย สิงคโปร์ ก็มีผู้คนนับถือไม่น้อยเช่นกัน
    เรื่องความสัมพันธ์กับพระอาจารย์ทิมนั้น ถ้าจะเปรียบก็เหมือนกับ "ดีนอก" คือมีปัจจัยอื่นช่วยส่งเสริม แต่เรื่องที่จะกล่าวต่อไปนี้ก็คือ "ดีใน" นั่นเอง หมายถึง คุณลักษณะส่วนตัวของพระอาจารย์นอง สองสิ่งต้องคู่กันจึงจะสมบูรณ์ เมื่อดีก็ต้องดีทั้งนอก ดีทั้งใน
    พระอาจารย์นอง ท่านยึดถือมาตลอดในการช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก โดยไม่เลือกว่าจะเป็นศาสนาใดๆ ยากดีมีจน ท่านจะเป็นผู้ให้มาโดยตลอด ทั้งเรื่องสร้างโรงพยาบาลซื้ออุปกรณ์การแพทย์ สร้างโรงเรียน ทุนการศึกษา สร้างถนนหนทาง บริจาคทรัพย์ให้กับสาธารณกุศลอยู่เป็นประจำ ช่วยสร้างอุโบสถวัดต่างๆ แม้กระทั่งบริจาคเงินให้กับชาวอิสลามที่อยู่แถบ วัดทรายขาว ตลอดจนช่วยเหลือสงเคราะห์เรื่องต่างๆ จนได้รับการยอมรับนับถือจากชาวอิสลามเป็นจำนวนมาก
    ในเรื่องของการบริจาคทรัพย์ซื้ออุปกรณ์การแพทย์นั้น ท่านบอกว่า สามารถช่วยเหลือชีวิตคนได้มากประโยชน์เกิดขึ้นทันที ด้วยการที่ท่านเข้าออกโรงพยาบาลอยู่บ่อยครั้งท่านจึงเห็นคุณประโยชน์ของอุปกรณ์การแพทย์ บางครั้งเวลาท่านอารมณ์ดีท่านจะเล่าเรื่องต่างๆ ให้ฟัง ท่านเคยพูดว่า
    "ตอนกูไปอยู่โรงพยาบาล กูก็เตรียมเงินสดไปด้วยตลอด แล้วถามหมอว่า ขาดอะไรบ้าง หมอบอกว่า ขาดไอ้นั่น ไอ้นี่ กูควักเงินสดให้ไปซื้อเลย ครั้งหลังๆ นี่ พอกูไปนอนโรงพยาบาล ตื่นขึ้นมามองซ้าย มองขวา มีชื่อ พระครูธรรมกิจโกศล ติดเต็มไปหมด" ท่านพูดเสร็จก็หัวเราะร่วนชอบใจใหญ่
    ท่านเคยพูดให้ฟังเสมอว่า "คนที่เขาเดือดร้อนมาพึ่งเรา หากไม่เกิดวิสัยแล้ว เราช่วยได้ก็จะช่วย บางคนมาไม่มีเงิน ค่ารถ ค่ากิน เราก็ให้ไปเรื่องบุญ เรื่องทาน ใครทำใครก็ได้ไป บุญยิ่งทำก็ยิ่งได้บุญ ทานยิ่งให้ทานมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้กลับมามากยิ่งๆ ขึ้นเป็นการสั่งสมบารมีลดกิเลสลงไป"
    จริงดั่งท่านว่า "ยิ่งทำก็ยิ่งได้ ยิ่งให้ก็ยิ่งมา" ธรรมะข้อนี้เป็นเรื่องที่เหมาะสำหรับสังคมยุคปัจจุบันอย่างยิ่ง เพราะสังคมเราทุกวันนี้ มีความเห็นแก่ตัวมากขึ้นทุกที ถ้าคนเรารู้จักคำว่าให้ รู้จักคำว่าพอ รู้จักเสียสละ เชื่อว่าสังคมจะดีขึ้นกว่านี้แน่นอน เรื่องทานบารมีเป็นธรรมะที่พระอาจารย์นอง ยึดปฏิบัติบำเพ็ญเพียรมาโดยตลอดชีวิตของท่าน ถือว่าเป็นคุณความดีในตัวท่านเอง แต่สามารถสร้างคุณานุประโยชน์ต่อสังคมได้อย่างมหาศาลท่านจึงเป็นที่รักเคารพของมหาชน
    พระอาจารย์นอง ท่านดำรงชีวิตอยู่ในสมณเพศด้วยความเรียบง่าย กิน (ฉัน) ง่ายอยู่ง่ายไม่พิถีพิถัน วางเฉยในเรื่องยศฐาบรรดาศักดิ์ ไม่มีความทะยานอยาก ท่านพัฒนาวัดทรายขาว จนมีความเจริญรุดหน้าอย่างเห็นได้ชัดเจน ชั่วระยะเวลาไม่ถึง 10 ปี ท่านสร้างวัดทรายขาว ให้งามสง่ากว่าวัดใดๆ ใน จ.ปัตตานี หรือแม้กระทั่งจังหวัดใกล้เคียง เงินที่นำไปสร้างทั้งหมดกว่าหนึ่งร้อยล้านบาท ล้วนแล้วแต่เป็นเงินที่มาจากการสร้างพระหลวงพ่อทวดทั้งสิ้น
    ท่านมิได้แตะต้องเงินทำบุญที่มีผู้บริจาคให้วัดแต่อย่างใด ปรากฏว่าหลังจากท่านมรณภาพ คณะกรรมการได้เคลียร์บัญชีทรัพย์สินในบัญชีต่างๆ เหลือเงินสดถึงกว่าสามสิบล้านบาท ทุกบัญชีท่านแยกแยะไว้ชัดเจนว่าเป็นเงินอะไรบ้าง มีที่มาที่ไปอย่างไร หนี้สินใครบ้าง ท่านมีบัญชีทั้งหมด แสดงให้เห็นถึงความเป็นนักบริหารงานที่มีการจัดการที่ดีเยี่ยม

    เหรียญหลวงปู่ทวด รุ่น กฐินรวมใจ ด้านหลัง คือยันต์นารายณ์แปลงรูปของพระครูธรรมกิจโกศล หรือพระอาจารย์นอง ธมฺมภูโต วัดทรายขาว ปัตตานี เหรียญนี้สร้างขึ้นเพื่อมอบให้กับทหารตำรวจ และเจ้าหน้าที่ อาสาสมัครประชาชน และพระสงฆ์ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการปฎิบัติหน้าที่ด้วย อำนาจบารมีแห่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และโพธิสัตว์บารมีแห่งองค์หลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด ได้โปรดอภิบาลรักษาคุ้มครอง ป้องกัน ทุกท่านที่ปฎิบัติหน้าที่เสียสละ เพื่อให้เกิดความร่มเย็น สงบสุขแก่ประเทศชาติ และ พระศาสนา เหรียญนี้นำเข้าพิธีเจริญพุทธมนต์ที่ศาลหลักเมืองกรุงเทพฯ ที่วัดพะโคะ และ ที่วัด ช้างไห้ เพื่อความสิริมงคล กฐินรวมใจ สามัคคี สันติสุข

    ปัจจุบันท่านอาจารย์นอง ได้ถึงแก่มรณภาพแล้วครับเมื่อวันเสาร์ที่ 11 กันยายน 2542 ณ.โรงพยาบาลโคกโพธิ์ สิริอายุ 80 ปี 60 พรรษา ได้รับพระราชทานเพลิง ณ เมรุวัดทรายขาว เมื่อวันจันทร์ที่ 20 พฤษภาคม 2545 ซึ่งแม้สังขารของท่านจะสลายไป แต่ความดีของท่านที่มีอยู่มากมายส่งผลให้ท่านยังคงเป็นพระเกจิอาจารย์ที่ยังอยู่ในความทรงจำของบรรดาลูกศิษย์ นอกจากนี้แล้วความเข้มแข็งในวิทยาคมยังส่งผลให้ท่านกลายเป็นตำนานบทหนึ่งคู่กับพระอาจารย์ทิม วัดช้างไห้ ใน "ฐานะพระผู้ก่อให้เกิดตำนานความศักดิ์สิทธิ์" ของพระเครื่องเมืองใต้ ที่แผ่บารมีความศักดิ์สิทธิ์ไปทั่วประเทศในนาม "หลวงปู่ทวด วัดช้างไห้"

    ดังนั้นหลวงปู่ทวด เหรียญรูปใข่พิมพ์ใหญ่ รุ่นกฐินรวมใจ เนื้อทองแดงชนวน วัดทรายขาว พระรุ่นนี้จึงน่าบูชาเก็บไว้มาก เพราะมีด้านหลังเป็นยันต์นารายณ์แปลงรูปของอาจารย์นอง
    ที่มาเว็บพลังจิต
    เว็บ 99 วัดดอทคอม

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาทุกๆที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260409_011928.jpg IMG_20260409_011959.jpg
     

แชร์หน้านี้

Loading...