วันนี้เป็นวันเสาร์ที่ ๗ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๗ ตั้งแต่เช้ามืดกระผม/อาตมภาพเดินทางไปยังมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ถนนพหลโยธิน หมู่ที่ ๑ ตำบลลำไทร อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยที่เจอรถติดค่อนข้างจะหนักหนาอยู่สักหน่อย เนื่องเพราะว่าเป็นวันประทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาของมหาวิทยาลัย ทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายจราจรซึ่งมีกระผม/อาตมภาพเป็นกรรมการอยู่ด้วยนั้น ได้ร่วมกันประเมินว่า จะมีผู้เดินทางมาร่วมงานประมาณ ๓๐,๐๐๐ คน..! ด้วยความที่มีบัตรวีไอพี จึงสามารถผ่านตลอด เข้าไปจอดที่บริเวณอาคารพระราชรัตนโมลี (นคร เขมปาลี) ของคณะสังคมศาสตร์ ซึ่งกระผม/อาตมภาพเป็นเจ้าภาพสร้างห้องประชุมใหญ่ ๑ ห้องและห้องเอนกประสงค์ ๑ ห้อง ปัจจุบันนี้เป็นสถานที่ซึ่งใช้งานหลากหลายมาก เมื่อไปถึงก็เดินหาพระนิสิตของทางวิทยาลัยสงฆ์กาญจนบุรีศรีไพบูลย์ ซึ่งมารับปริญญาในรุ่นนี้ประมาณ ๓๐ รูป/คน แต่ตามที่ทางด้านพระครูเชิด (พระครูโสภณกาญจนวัฒน์ - เชิดศักดิ์ สุภาจาโร) นายกองค์กรนิสิตวิทยาลัยสงฆ์กาญจนบุรีศรีไพบูลย์ ท่านแจ้งให้ทราบว่ามาประมาณ ๒๐ รูปเศษเท่านั้น ส่วนที่เหลือแจ้งความประสงค์มาว่าจะขอรับปริญญาบัตรทีหลัง แต่ทางด้านนายกองค์กรนิสิตท่านทำงานเป็น จึงประสานกับสำนักงานทะเบียนและวัดผล ทำการขอรับปริญญาบัตรแทนไปทั้งหมดแล้ว เมื่อได้ถ่ายรูปร่วมกันและมอบของที่ระลึกให้แก่ผู้จบการศึกษา โดยเฉพาะปลัดตั้ม (พระปลัดอาทิตย์ ชุตินฺธโร) อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดท่าขนุน ปัจจุบันเป็นเจ้าสำนักสงฆ์ห้วยน้ำริน จังหวัดเชียงใหม่ เสร็จแล้วก็ได้เข้าไปทางด้านในหอประชุมใหญ่ มวก. ๔๘ พรรษา เพื่อที่จะถวายมุทิตาสักการะท่านเจ้าคุณอาจารย์ประสาร - พระเทพวัชรสารบัณฑิต, รศ., ดร. (ประสาร จนฺทสาโร) ซึ่งท่านได้รับพระราชเลื่อนสมณศักดิ์จากพระราชวัชรสารบัณฑิต ขึ้นมาเป็นพระเทพวัชรสารบัณฑิต แต่ว่าท่านเจ้าคุณอาจารย์ประสารไม่ยอมให้กระผม/อาตมภาพมอบของที่ระลึกให้ง่าย ๆ ได้พาไปยังที่นั่งอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย แล้วค่อยกราบขออนุญาตรับของที่ระลึก ซึ่งบุคคลที่เห็นบางท่านที่ยังสงสัยอยู่ว่ากระผม/อาตมภาพเป็นใคร ? ทำไมรองอธิการบดีที่ใคร ๆ เขาเรียกกันว่า "อธิการบดีน้อย" ถึงได้ต้องเคารพนบไหว้กันขนาดนั้น..!? ต้องบอกว่าความจริงแล้วเป็นคุณงามความดีของท่านเจ้าคุณอาจารย์ประสาร ซึ่งประกอบไปด้วยอปจายนมัย ก็คือ มีความอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นปกติ เป็นคุณสมบัติประจำองค์ของท่านอยู่แล้ว จึงเป็นเรื่องของคุณงามความดีและการใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาในชีวิตอย่างแท้จริง เป็นตัวอย่างแก่ผู้คนได้เป็นอย่างดียิ่ง
เมื่อเดินไปให้กำลังใจแก่ฝ่ายจัดการจราจรและโรงทานต่าง ๆ แล้ว กระผม/อาตมภาพก็ขออนุญาตฝ่ารถติดกลับมา เพื่อจะไปเยี่ยมพระวิปัสสนาจารย์ ซึ่งเข้าโครงการพัฒนาศักยภาพพระวิปัสสนาจารย์ ในเขตปกครองคณะสงฆ์ภาค ๑๔ ที่วัดไร่ขิง (พระอารามหลวง) แต่ปรากฏว่าเส้นทางอยุธยา - บางบัวทองนั้น ขาเข้ารถติดนิ่ง ๆ ไม่กระดิกกระเดี้ย ไม่ขยับเลย กระผม/อาตมภาพจึงลงไปทำหน้าที่จราจร โบกรถให้น้องเล็ก (นางสาวจิราพร ซื่อตรงต่อการ) ขับรถตะแคงข้างลงไปข้างทาง โดยที่ใช้วิธีตะแคงข้างวิ่งไปจนกระทั่งถึงทางแยก แล้วเลี้ยวซ้ายวิ่งมาทางด้านเชียงรากน้อย ปทุมธานี ด้านนี้รถค่อยติดน้อยลง กว่าที่จะฝ่าฟันออกมาถึงกาญจนาภิเษก และถนนปิ่นเกล้าฯ - พุทธมณฑล ก็แทบจะล้มประดาตาย..! เมื่อไปถึง ปรากฏว่าพระวิปัสสนาจารย์ ก็คือพระสมุห์ชยุตม์ อธิปญฺโญ, ดร. วัดบางพระ จังหวัดฉะเชิงเทรา กำลังคุมการฝึกภาคปฏิบัติอย่างเข้มข้น เพราะว่าเป็นการเดินจงกรมแบบสติปัฏฐาน ๖ ระยะ ในระยะที่ ๕ และระยะที่ ๖ กระผม/อาตมภาพก็เข้าไปร่วมเดินจงกรมด้วยเป็นระยะเวลาหนึ่ง แล้วก็ขอตัวออกมา เซ็นสมุดเยี่ยม จากนั้นก็ขอตัวเพื่อเดินทางกลับ โดยมีพี่กวง (พระครูสังฆกิจจารักษ์, ดร.) วัดสิงห์ อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่นเรียนมากับกระผม/อาตมภาพ ตั้งแต่สมัยประกาศนียบัตรบริหารกิจการคณะสงฆ์ ปริญญาตรี ปริญญาโท ครั้นมาถึงปริญญาเอก ท่านบอกว่าไม่มีทุนเรียนต่อ จึงมีกระผม/อาตมภาพกับเพื่อนฝูงแค่ไม่กี่คน ซึ่งประกอบไปด้วยพระครูไพโรจน์ภัทรคุณ, ดร. วัดสระพัง พระครูสุตกาญจนวัฒน์, ดร. วัดวังปะโท่ และพระครูปลัดไพฑูรย์ เมธิโก, ดร. วัดเทียนดัด ไปเรียนด้วยกันอยู่แค่ ๔ ใน ๔๐ รูปของปริญญาโทรุ่นนั้น ภายหลังพระมหาสมนึก วรธมฺโม, ดร. วัดกระโจมทอง ไปเรียนทีหลัง แต่ว่าเป็นสาขาพระพุทธศาสนา ไม่ใช่สาขาการจัดการเชิงพุทธเหมือนที่พวกกระผม/อาตมภาพเรียน เมื่อหมดภาระในการเรียนแล้ว กระผม/อาตมภาพก็มาส่งพรรคพวกเพื่อนฝูงอีกหลายรูปเข้าเรียน จนกระทั่งถามถึงความประสงค์ของพี่กวงแล้ว ท่านเองบอกว่า "ถ้าหากว่าหลวงพ่อส่ง ผมก็จะเรียน" เรื่องนี้ต้องขอบอกว่าพี่กวงนั้น ท่านแม้ว่าจะอายุมากกว่า พรรษามากกว่า แต่ท่านฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของกระผม/อาตมภาพไปนานแล้ว ก่อนหน้านี้ท่านเป็นประเภทปะฉะดะ พร้อมชนทุกรูปแบบ..! แต่พอเรียนด้วยกันมาจนถึงปริญญาตรี ท่านก็ค่อย ๆ ปรับตัวมา ท่านบอกว่า "ผมได้พี่เล็กเป็นตัวอย่าง ทำให้เห็นว่าพระเถระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอย่างแท้จริงนั้นยังมีอยู่ ผมถือว่ายังไม่สายที่จะกลับตัวมาเลียนแบบปฏิปทาตามพี่เล็กบ้าง" ตั้งแต่นั้นมา ท่านก็ยกให้กระผม/อาตมภาพเป็นครูบาอาจารย์ของท่านรูปหนึ่ง เจอหน้าเมื่อไรก็ขอกราบขอไหว้ในฐานะครูบาอาจารย์ โดยที่ไม่ได้คำนึงเรื่องของอายุกาลพรรษาของท่านที่มีมากกว่า ทำเอาเพื่อนฝูงเก่า ๆ ที่รู้นิสัยหัวร้อน พร้อมชนทุกรูปแบบของท่าน เกิดความทึ่งไปตาม ๆ กัน ว่า "อาจารย์เล็กใช้คาถาบทไหนเป่าหัวให้วะ ? ตากวงถึงได้กลายเป็นอย่างนั้น..!"
กระผม/อาตมภาพก็ได้แต่ยิ้มให้เพื่อนฝูงอย่างเดียว เนื่องเพราะว่าบุคคลที่จะรู้ตัวและแก้ไขปรับปรุงตัวเองได้นั้น ต้องเกิดมีอะไรกระทบใจตนเองอย่างแท้จริง ถ้าหากว่าใช้คำพูดง่าย ๆ แบบชาวบ้านก็คือ "คิดได้" ในเมื่อคิดได้ แล้วยินดีที่จะแก้ไขปรับปรุงตัวเอง ก็ถือว่าเป็นคุณงามความดีเฉพาะตัวของท่านเอง ตอนนี้ท่านเรียนจบปริญญาเอกแล้ว พรุ่งนี้จะเป็นเวลาที่ท่านไปรับปริญญาบัตร กลายเป็นพระครูสังฆกิจจารักษ์, ดร. อย่างเต็มตัว แต่ว่ายังขาดการดูงานต่างประเทศที่ต้องสรุปส่งครูบาอาจารย์ ซึ่งท่านบอกว่า "ปลายเดือนนี้จะแจ้งให้หลวงพ่อทราบว่า จะไปดูงานที่ประเทศไหน ?" เนื่องเพราะกระผม/อาตมภาพปวารณาไว้ว่า จะจ่ายค่าเดินทางให้กับท่านเอง เมื่อฝ่าฟันรถติดกลับมาจนถึงที่พักแล้ว ก็มีผู้ชักชวนให้ไปกราบสักการะพระบรมธาตุเขี้ยวแก้ว วัดหลิงกวง ที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง กระผม/อาตมภาพที่ท้อใจรถติด ก็ใช้วิธีน้อมจิตไปกราบแทน พร้อมกับรู้สึกแปลก ๆ คำว่า "รู้สึกแปลก ๆ" ในที่นี้ก็คือ ผู้ที่ไปกราบสักการะพระบรมธาตุเขี้ยวแก้วนั้น ส่วนใหญ่แล้วไปกราบขอพรอย่างโน้นอย่างนี้ กระผม/อาตมภาพก็ได้แต่มองด้วยความรู้สึกว่า "การบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา คล้ายการบูชาเทพเจ้าของฮินดูเข้าไปทุกทีแล้ว..!" องค์สมเด็จพระประทีปแก้วบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานั้น เราควรที่จะบูชาระลึกถึงคุณงามความดีของพระองค์ท่าน ไม่ว่าจะเป็นพระเมตตาคุณ พระปัญญาคุณ และพระบริสุทธิคุณ บูชาในลักษณะที่ว่า พระองค์ท่านเป็นแบบอย่างที่เราควรจะประพฤติปฏิบัติ เพื่อให้เป็นอย่างพระองค์ท่านบ้าง คำว่า "เป็นอย่างพระองค์ท่าน" ไม่ใช่หมายถึงการเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หากแต่เป็นการชำระกิเลสให้หมดสิ้นไปจากขันธสันดานเหมือนกับพระองค์ท่าน จึงจะเป็นการบูชาที่ถูกต้อง ดังนั้น..การบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ในปัจจุบันของพุทธศาสนิกชนของเรานั้น กลายเป็นการบูชาในลักษณะบูชาเทพของศาสนาฮินดูไปแล้ว ก็คือเป็นการร้องขอ แทนที่จะระลึกถึงคุณงามความดีอย่างแท้จริง..! ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ถ้าหากว่าใครได้ฟังเสียงธรรมจากวัดท่าขนุนในวันนี้ ขอให้รู้ว่า การสักการะพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ก็ดี การถวายสักการะต่อสังเวชนียสถานทั้ง ๔ แห่งก็ดี การถวายสักการะต้นพระศรีมหาโพธิ์ หรือว่าพระบรมสารีริกธาตุเขี้ยวแก้ว ตลอดจนกระทั่งพระบรมสารีริกธาตุส่วนอื่น ๆ ก็ดี ขอให้ทุกท่านสักการะในลักษณะของการระลึกถึงคุณงามความดีที่เป็นนามธรรมอย่างแท้จริง ว่าอะไรทำให้พระองค์ท่านเป็นพระพุทธ ? ว่าอะไรคือพระธรรม ? และอะไรคือคุณงามความดีของพระสงฆ์ ? ไม่ใช่การระลึกถึงในลักษณะของการยึดติดวัตถุ หรือว่าตัวบุคคล ในขณะเดียวกัน ก็ระลึกถึงอยู่ในลักษณะที่พร้อมจะกระทำตามหลักธรรมทุกอย่าง เพื่อให้ตัวเราเข้าถึงความบริสุทธิ์สิ้นเชิงแบบนั้นบ้าง ไม่ใช่ไปที่ไหนก็ไปกราบอธิษฐานขอโน่นขอนี่ ต้องบอกว่าถ้าอยู่ในลักษณะนั้นแล้ว กลายเป็นว่าเราบูชาผิดไปจากที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องการ..! สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้ พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันเสาร์ที่ ๗ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๗ (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)