รวมวัตถุมงคลทั่วทุกภูมิภาคประเทศไทย

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย Jumbo A, 17 สิงหาคม 2022.

  1. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,366
    ค่าพลัง:
    +21,468
    FB_IMG_1775412018003.jpg

    พระสมเด็จหลังรูปเหมือน หลวงพ่อแดง สงฺฆรกฺขิโต วัดทุ่งคอก จ.สุพรรณบุรี
    ปี ๒๕๑๖

    ท่านเป็นศิษย์หลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดันถือเป็นเกจิอาจารย์อีกรูปหนึ่งที่มีพุทธคุณเข้มขลังแห่งเมืองสุพรรณบุรี
    พระเครื่องของหลวงพ่อแดงนั้น ประสบการณ์มีมากมายเป็นที่กล่าวขานกัน ว่ายอดเยี่ยมด้านหนังเหนียวคงกะพันชาตรี แคล้วคลาดปลอดภัยเป็นเลิศนัก ขนาดหลวงพ่อเปิ่น วัดบางพระ จ.นครปฐม ยังเดินธุดงค์ไปกับศิษย์ผู้พี่ คือ หลวงพ่อปา วัดประดู่ ตลิ่งชัน เพื่อไปศึกษาวิชาอาคมคงกะพันชาตรีกับหลวงพ่อแดงเลยทีเดียว

    “แดง ไม้ใหญ่” เป็นสมญานาม ที่หลวงพ่อเต๋ ตั้งให้หลวงพ่อแดง เพราะหลวงพ่อแดง ท่านเก่งเรื่องหาไม้ในป่า มักได้ไม้สวยๆ ไม้ต้นใหญ่อยู่เสมอ หลวงพ่อแดง อายุน้อยกว่าหลวงพ่อเต๋ 6ปี เกียรติคุณในด้านวิทยาคม ท่านเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน,หลวงพ่อเหนี่ยง วัดสองพี่น้อง และมีเกจิดังๆหลายรูป มาฝากตัวเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อแดง อาทิเช่นหลวงพ่อเปิ่น วัดบางพระ นครปฐม ฯลฯ เป็นต้น วัตถุมงคลทุกรุ่นที่ท่านสร้างมีความเข้มขลังด้วยอิทธิมงคล ท่านเป็นพระนักพัฒนา ผู้พลิกฟื้นตำบลทุ่งคอกจากป่าให้กลายเป็นเมืองที่มีความเจริญ ท่านเป็นที่เคารพเลื่อมใสศรัทธาของชาวบ้านทุ่งคอกอย่างยิ่ง ยกเชิดชูท่านให้เป็น “เทพเจ้าแห่งทุ่งคอก” เล่ากันว่า หลังงานบูชาครูวัดสามง่าม ปี2510 ได้ประมาณ10กว่าวัน มีข่าวแจ้งมาจากวัดทุ่งคอก ว่า หลวงพ่อแดง มรณภาพแล้ว หลวงพ่อเต๋ ทราบข่าวนี้แล้วก็ถอนหายใจนิ่งเงียบ ด้วยความอาลัยพระเพื่อนของท่าน รูปนี้ยิ่งนัก ทุกวันนี้กิตติคุณของหลวงพ่อแดง ก็ไม่เสื่อมคลายไปจากความรู้สึกของชาวเมืองสุพรรณบุรี ฯ
    ประวัติ หลวงพ่อแดง วัดทุ่งคอก
    ผู้สืบสายพุทธาคม หลวงพ่อเหนี่ยง วัดสองพี่น้อง
    และหลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน สุพรรณบุรี
    หลวงพ่อแดง วัดทุ่งคอก เกจิอาจารย์
    ผู้มีความขลังด้วยอิทธิมงคลวัตถุทุกรุ่นที่สร้าง
    พระเถระผู้มีงานพัฒนาจนตำบลทุ่งคอกจากป่า
    กลายเป็นเมืองมีความเจริญเป็นที่เลื่อมใส
    ศรัทธาของชาวบ้าน
    ซึ่งให้ความเคารพนับถือท่านเหมือนพ่อ
    เรียกท่านว่า “หลวงพ่อ”
    ด้วยความรู้สึกเหมือนพ่อแท้ๆ ของเขา
    พระผู้มากด้วยเมตตาบารมี
    ถึงวันนี้กิตติคุณของท่านก็ไม่เสื่อมคลายไป
    จากความรู้สึกของชาวเมืองสุพรรณบุรี
    พระครูสุวรรณสาธุกิจ (แดง สงฺฆรกฺขิโต)อดีตเจ้าอาวาสวัดทุ่งคอก เจ้าคณะตำบลทุ่งคอกอำเภอสองพี่น้องจังหวัดสุพรรณบุรีพระเกจิอาจารย์ผู้ทรงศีลาจารวัตรงดงาม
    เป็นที่ศรัทธาของชาวบ้านในยุคอดีตแม้ท่านจะมรณภาพไปแล้วถึง 38 ปี ก็ตามแต่ผลงานและสิ่งที่ท่านสรรค์สร้างเอาไว้ยังคงอยู่จากหนังสืองานพระราชทานเพลิงศพของท่านบันทึกประวัติของท่านไว้น่าสนใจยิ่ง ดังนี้
    พระครูสุวรรณสาธุกิจ (แดง ใจกล้า)เป็นบุตรนายบุญ-นางในใจกล้าเกิดวันศุกร์ที่11มิถุนายนพ.ศ.2440 ตรงกับวันขึ้น 12 ค่ำ เดือน 7 ปีระกา เวลา 19.00 น.เศษ
    ณ บ้านทุ่งคอก ตำบลทุ่งคอกอำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรีมีพี่น้องร่วมบิดา-มารดาเดียวกัน 11 คน คือ
    1. นางเหมือน (ถึงแก่กรรม)
    2. นางเมือ (ถึงแก่กรรม)
    3. นางล้วน
    4. นางนัว (ถึงแก่กรรม)
    5. นางฟุก (ถึงแก่กรรม)
    6. นางเฮ้ย (ถึงแก่กรรม)
    7. พระครูสุวรรณสาธุกิจ
    8. นางโต้ (ถึงแก่กรรม)
    9. นางเค้า (ถึงแก่กรรม)
    10. นายจ่วน (ถึงแก่กรรม)
    11. นางพลบ (ถึงแก่กรรม)
    พระครูสุวรรณสาธุกิจ
    สมัยเป็นเด็กได้ช่วยบิดา-มารดาประกอบอาชีในการทำนาเมื่ออายุประมาณ 13-14 ปีบิดาได้นำไปฝากไว้กับพระอธิการโหน่ง(หลวงพ่อโหน่ง) เจ้าอาวาสวัดอัมพวันตำบลเนินพระปรางค์ อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อศึกษาอักษรสมัยและอบรมจรรยามารยาทในการที่จะให้เป็นพลเมืองดีต่อไปได้เรียนภาษาไทยจากครูโพย (ไม่ทราบนามสกุล)ส่วนมากเรียนมูลบทบรรพกิจ
    การเรียนมุ่งให้อ่านออกเขียนได้และเพื่อให้มีความรู้อย่างเดียวไม่มีการสอบและเลื่อนชั้นท่านมีความรู้ภาษาไทยอยู่ในขั้นอ่านออกเขียนได้พออายุประมาณ 16 ปี
    บิดาให้ลาออกจากวัดกลับไปอยู่ที่บ้านเพื่อเป็นกำลังในการประกอบอาชีพ ต่อไป
    เมื่อท่านกลับไปอยู่บ้านแล้วได้เป็นกำลังสำคัญในการประกอบอาชีพสร้างฐานะของครอบครัวให้ดีขึ้น
    อาชีพหลักคือการทำนา
    ครั้นอายุครบอุปสมบท
    จึงได้อุปสมบทในพระพุทธศาสนาเมื่อวันศุกร์ที่1มิถุนายน 2460
    ตรงกับวันขึ้น 12 ค่ำ เดือน 7 ปีมะเส็งณ พัทธสีมาวัดทุ่งคอก ตำบลทุ่งคอก
    อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรีโดยมี
    1. พระครูวินยานุโยค (หลวงพ่อเหนี่ยง)
    อดีตเจ้าคณะอำเภอสองพี่น้อง วัดสองพี่น้อง
    เป็นพระอุปัชฌาย์
    2.พระอธิการโหน่ง (หลวงพ่อโหน่ง)
    อดีตเจ้าอาวาสวัดอัมพวัน เป็นพระกรรมวาจาจารย์
    3.เจ้าอธิการเหลื่อน อดีตเจ้าคณะตำบลศรีสำราญ
    วัดอัมพวัน เป็นพระอนุสาวนาจารย์เมื่ออุปสมบทแล้วได้ไปจำพรรษาและศึกษาพระธรรมวินัย ณ วัดอัมพวัน
    ในความอุปการะของหลวงพ่อโหน่ง ในด้านคันถธุระ
    ได้ศึกษาพระธรรมวินัยจากพระอาจารย์ต่วนซึ่งเดิมอยู่ที่วัดสองพี่น้องได้เรียนพระธรรมวินัยกับพระอาจารย์ต่วนประมาณ 2 พรรษา
    แต่ไม่ได้สอบในสนามหลวง
    การเรียนของท่านมุ่งเพื่อให้รู้ เข้าใจและปฏิบัติเป็นหลักใหญ่ท่านเป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษาเป็นพิเศษนอกจากตั้งใจศึกษาเล่าเรียนคันถธุระและวิปัสสนาธุระด้วยวิริยะอุตสาหะ เป็นอย่างดีแล้วได้ทำวัตรปฏิบัติอุปัชฌาย์อาจารย์ตามหน้าที่ของศิษย์ทุกประการได้จำพรรษาอยู่ที่วัดอัมพวัน 4 พรรษาเมื่ออุปสมบทได้ 5 พรรษาพระอาจารย์อินทร์ เจ้าอาวาสวัดทุ่งคอก ลาสิกขาทางการคณะสงฆ์
    จึงตั้งให้ท่านเป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดทุ่งคอก
    สืบต่อไป ท่านได้รักษาการเจ้าอาวาสมาหลายปี
    ตลอดเวลาที่รักษาการนั้น ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัดพ.ศ.2476 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดทุ่งคอก(ขณะนั้นอายุ 37 พรรษา 17)พ.ศ.2478 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลทุ่งคอกพ.ศ.2496 ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์5 ธันวาคม 2499 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรที่ “พระครูสุวรรณสาธุกิจ”พระครูสุวรรณสาธุกิจ (หลวงพ่อแดง)ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดทุ่งคอกนานกว่าเจ้าอาวาสองค์อื่นๆและเป็นเจ้าอาวาสวัดทุ่งคอกองค์แรกที่ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะตำบลด้วย
    ทั้งเป็นพระครูสัญญาบัตรองค์แรกในตำบลทุ่งคอก
    พระครูสุวรรณสาธุกิจแม้จะได้รับพระราชทาสมณศักดิ์
    เป็นพระครูสัญญาบัตรแล้วก็ตามแต่พวกศิษยานุศิษย์
    และท่านที่เคารพนับถือก็เรียกกันจนติดปากว่า ”หลวงพ่อแดง”ไม่นิยมเรียกชื่อสมณศักดิ์บางคนได้ยินชื่อสมณศักดิ์เข้ารู้สึกงง
    แต่ถ้าเอ่ยชื่อหลวงพ่อแดงแล้วจะรู้จักทันที พระครูสุวรรณสาธุกิจเป็นพระนักพัฒนาและเสียสละอย่างยอดเยี่ยมรูปหนึ่งและเป็นพระที่ทำมากกว่าพูดจึงไม่ค่อยเป็นที่รู้จักของคนภายนอกมากนัก
    วัดทุ่งคอกแต่เดิมนั้นเป็นป่าส่วนมากห่างไกล ความเจริญ ไม่ค่อยมีใครอยากไป
    ในเขตตำบลนี้ เพราะเป็นท้องถิ่นทุรกันดารน้ำการคมนาคมก็ไม่สะดวก การเดินทางมีแต่เกวียนและเรือ ส่วนรถยนต์และรถไฟยังไม่มีจึงเป็นท้องถิ่นที่ไกลความเจริญเพราะการคมนาคมเป็นดุจเส้นโลหิตใหญ่เชื่อมโยงความเจริญก้าวหน้าหลวงพ่อแดงได้ทุ่มเทกำลังทุกอย่างเอาชีวิตเข้าแลกกับการทำงาน
    ทั้งยังเสี่ยงต่อภัยซึ่งเกิดจากสัตว์ร้ายและคนพาลทุนทรัพย์มีน้อย ประชาชนส่วนมากยากจนและหลวงพ่อไม่ใช่เป็นพระนักเรี่ยไร
    จึงต้องเข้าป่าเพื่อนำสัมภาระมาก่อสร้างชีวิตหลวงพ่อส่วนมากชินกับการอยู่ป่ามากกว่าอยู่ในบ้านเมือง
    พอถึงฤดูแล้งท่านจะเข้าป่าเพื่อหาไม้มาก่อสร้าง
    แทบทุกปี น้อยปีที่ท่านไม่ได้ไปอาศัยเหตุที่ท่านเข้าป่าหาไม้บ่อยๆและหาได้เก่งนั้นเอง
    ชาวบ้านจึงขนานนามท่านว่า “หลวงพ่อแดงไม้ใหญ่”
    แม้แต่ หลวงพ่อเต๋ คงทอง วัดสามง่าม จังหวัดนครปฐม
    ในสมัยที่ยังเข้าป่าหาไม้มาสร้างวัดด้วยกันท่านยอมยกให้หลวงพ่อแดงเป็นคนเก่งและเป็นใหญ่ในเรื่องหาไม้ในป่าเพราะหลวงพ่อแดงมีเกวียนเทียมด้วยควาย
    บรรทุกไม้ได้ท่อนใหญ่และมากกว่าส่วนหลวงพ่อเต๋ มีเกวียนเทียมด้วยวัวบรรทุกไม้ท่อนเล็กและได้น้อยกว่า
    จึงได้พากันเรียกจนติดปากว่า “แดงไม้ใหญ่”ท่านได้หยุดพักการเข้าป่าก่อนมรณภาพไม่กี่นี้เอง
    ทั้งนี้ เพราะท่านได้ตรากตรำต่อการงานหนักมานาน
    สุขภาพจึงไม่ค่อยดี มีโรคเบียดเบียนเสมอประกอบกับเข้าสู่วัยชราด้วยแพทย์เคยแนะนำให้พักผ่อนมากๆ
    ไม่ให้ออกกำลังกายมากเหมือนเดิมท่านจึงได้หยุดพักไม่เข้าป่าในสมัยที่ท่านกครองวัดทุ่งคอกได้สร้างอุโบสถขึ้นหลังหนึ่งต่อมาชำรุดทรุดโทรม จึงได้สร้างขึ้นใหม่อีกหลังหนึ่ง
    และได้ผูกพัทธสีมา เมื่อ พ.ศ.2511หลังจากท่านมรณภาพแล้วได้สร้างศาลาการเปรียญขึ้นเพื่อใช้บำเพ็ญกุศล และใช้เป็นที่เรียนหนังสือของเด็กๆ ด้วย เพราะในสมัยนั้นอาคารเรียนยังไม่มีต้องอาศัยศาลาการเปรียญเป็นโรงเรียน
    ต่อมาได้สร้างอาคารเรียนเป็นโรงเรียนประชาบาล
    หลังใหม่ขึ้น โดยเอกเทศ แต่เมื่อมีนักเรียนมากขึ้น
    อาคารเรียนไม่เพียงพอ
    ประจวบกับทางกระทรวงศึกษาธิการได้ขยายหลักสูตรการศึกษาออกไปอีกอาคารเรียนจึงไม่พอยิ่งขึ้นจึงได้สร้างอาคารเรียนเพิ่มขึ้นอีก เป็นอาคาร 2 ชั้น
    เปิดสอนถึงชั้น ป.7 และได้เปิดสอนก่อนหลวงพ่อมรณภาพต่อมาได้สร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรม
    เพื่อให้พระภิกษุ-สามเณรศึกษาพระธรรมวินัย
    ซึ่งโรงเรียนประชาบาลและ
    โรงเรียนพระปริยัติธรรมทั้ง 2 ประเภทนี้นับได้ว่า เกิดขึ้นเป็นแห่งแรกในตำบลทุ่งคอก
    ในสมัยของหลวงพ่อแดงนี้
    นอกจากนี้ หลวงพ่อแดงยังบำเพ็ญสาธารณประโยชน์อีกมาก เช่น
    1. สร้างกุฎีสงฆ์หลายหลัง
    ทั้งได้จัดให้เข้าแถวเป็นระเบียบน่าดู น่าอยู่
    2. สร้างหอสวดมนต์
    3. ขุดสระน้ำใหญ่ 2 สระ เพื่อใช้น้ำในฤดูแล้ง
    เพราะวัดนี้กันดารน้ำ
    ชาวบ้านใกล้เคียงตลอดจนชาวตลาดทุ่งคอก
    ก็ได้มาอาศัยน้ำในสระนี้
    4. สร้างตลาดให้เป็นสมบัติของวัด
    5. ได้ขยายเขตวัดให้กว้างออกไปกว่าเดิม
    6. ได้ช่วยเหลือกิจการต่างๆ ของวัด
    ในเขตปกครองที่มาขอให้ช่วยเหลือ
    ในด้านสวัสดิภาพของประชาชน
    หลวงพ่อได้ช่วยชีวิตชาวบ้านไว้เป็นจำนวนมาก
    เนื่องจากท่านมีความรู้และเชี่ยวชาญ
    ในการแพทย์แผนโบราณ
    ในสมัยท้องถิ่นยังเป็นป่าขาดความเจริญ
    การแพทย์แผนปัจจุบันยังไม่แพร่หลาย
    และประชาชนยังไม่นิยมรักษา
    อีกทั้งการคมนาคมก็ยังไม่สะดวก
    ชาวบ้านทุ่งคอกและตำบลใกล้เคียง
    ได้ฝากชีวิตไว้กับหลวงพ่อ
    ถึงแม้ในระยะที่การแพทย์แผนปัจจุบันแพร่หลาย
    และคมนาคมสะดวกแล้ว
    ประชาชนก็ยังเชื่อมั่นในยาของหลวงพ่ออยู่จนตลอดชีวิต โดยยึดถือหลวงพ่อเป็นที่พึ่งและหลวงพ่อไม่เคยต้องการอามิสตอบแทน
    ท่านให้ยาด้วยจิตเมตตาอย่างเดียวแม้คนป่วยด้วยโรคจิต เป็นคนพิการ และคนยากคนจนเมื่อไปพบท่านแล้ว ท่านจะให้ความเมตตากรุณาต่อทุกคนด้านการพระศาสนาได้อบรมพระภิกษุ-สามเณรและประชาชน
    ให้ตั้งมั่น เป็นการช่วยลดจำนวนอาชญากรลงได้มาก
    เป็นพระอุปัชฌายะให้การบรรพชาอุปสมบทกุลบุตรไว้เป็นจำนวนมากเป็นกรรมการสอบพระปริยัติธรรมสนามหลวงแผนกธรรมได้อุปถัมภ์ศาสนศึกษาทั้งนักธรรมและบาลีเป็นอย่างดีและได้ส่งศิษย์ของท่านไปศึกษาทั้งทางโลกทางธรรมเป็นจำนวนมากอนึ่ง หลวงพ่อเป็นพระคณาจารย์ผู้ทรงวิทยาคุณด้วยรูปหนึ่ง ได้ร่วมพิธีปลุกเสกพระเครื่องครั้งสำคัญๆ มาหลายจังหวัด เกียรติคุณในด้านวิทยาคมของท่านเป็นที่รู้จักกันได้ดี รวมความว่าหลวงพ่อได้บำเพ็ญศาสนกิจและสาธารณประโยชน์นานาประการ ท่านได้ประกอบแต่กุศลกรรมตลอดมาด้วยดีทุกประการหลวงพ่อท่านได้ป่วยเป็นโรคริดสีดวงทวารเรื้อรัง
    มาก่อนเป็นเวลานานแล้ว
    ต่อมาเป็นโรคปอดเรื้อรังอีก
    ประกอบกับท่านได้ตรากตรำทำงานมาก
    แต่ท่านมีความอดทนเป็นเยี่ยมไม่บ่นไม่แสดงออกให้คนภายนอกรู้ได้ง่ายๆ
    บางคนจึงไม่ทราบอาการอาพาธท่านได้รับกาเยียวยาทั้งแผนโบราณและแผนปัจจุบันตลอดมาอย่างดีที่สุด
    ในที่สุดก็มรณภาพ
    เมื่อวันที่ 12 เมษายน พ.ศ.2510เวลา 04.00 น.เศษณ กุฏิของท่าน โดยอาการสงบหลวงพ่อท่านได้ทิ้งความดีให้สถิตอยู่กับโลก
    และความอาลัยรักตลอดถึงความเคารพนับถือของปวงมิตรศิษยานุศิษย์ และท่านที่คุ้นเคยอย่างไม่มีวันกลับมาอีกสิริรวมอายุ 70 ปีโดยปี และได้ 50 โดยพรรษา

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระสมเด็จหลวงพ่อแดงวัดทุ่งคอก ปี ๒๕๑๖ สภาพสวยเดิมๆ

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260406_010730.jpg IMG_20260406_010801.jpg
     
  2. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,366
    ค่าพลัง:
    +21,468
    พระพุทธนิมิตรมงคลวัดพระปฐมเจดีย์ ปี ๒๕๑๔

    พิธีมหาพุทธาภิเษก : จัดเป็นพิธีมหาพุทธาภิเษกที่ยิ่งใหญ่ในงานนมัสการพระปฐมเจดีย์ มีพระคณาจารย์ที่เข้าร่วมพิธีมหาพุทธาภิเษกนั้นล้วนแล้วแต่เอกอุระบือนาม กว่า 108 รูป อาทิเช่น
    หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี
    หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม
    หลวงพ่อเพิ่ม วัดกลางบางแก้ว
    หลวงพ่อเต๋ วัดสามง่าม
    หลวงพ่อมุ่ย วัดดอนไร่
    หลวงพ่ออุตตมะ วัดวังก์วิเวการาม
    หลวงพ่อน้อย วัดธรรมศาลา
    หลวงพ่อเนื่อง วัดจุฬามณี
    หลวงพ่อเส่ง วัดกัลยาณมิตร
    พระอาจารย์นำ วัดดอนศาลา
    หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง
    พ่อท่านคลิ้ง วัดถลุงทอง
    หลวงพ่อดำ วัดตุยง
    หลวงพ่อคง วัดบ้านสวน
    หลวงพ่อน้อย วัดธรรมศาลา
    หลวงปู่เทียม วัดกษัตราธิราช
    ท่านเจ้าคุณชิต วัดพระปฐมเจดีย์ฯ เป็นต้น

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระพุทธนิมิตรมงคล วัดพระปฐมเจดีย์พิธีพุทธาภิเษกปี ๒๕๑๔ ไม่มีกล่องนะครับ

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งถึง 30 บาทครับ


    IMG_20260406_132857.jpg IMG_20260406_132927.jpg
     
  3. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,366
    ค่าพลัง:
    +21,468
    FB_IMG_1775457697818.jpg

    วิชา “เสือสมิง” หลวงพ่อคงมีความเชี่ยวชาญชำนาญเป็นพิเศษ ดังจะเห็นได้ว่า วัตถุมงคลของท่านแทบทุกรุ่นจะต้องมีรูปเสือสมิงปรากฏอยู่ด้วย วัตถุมงคลของหลวงพ่อคงแต่ละรุ่นล้วนมีประสบการณ์มากมายในทุกด้าน

    พระสมเด็จปรกโพธิ์ นั่งเสือ " หลวงพ่อคง วัดวังสรรพรส " หลังเทพพนมสะกดเสือ เทพเจ้าแห่งเขาสมิง จ.จันทบุรี ปี ๒๕๒๗

    “พระครูอาคมวิสุทธิ์” หรือ “หลวงพ่อคง สุวณฺโณ” อดีตเจ้าอาวาสวัดวังสรรพรส ต.บ่อ อ.ขลุง จ.จันทบุรี ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดรูปหนึ่งของภาคตะวันออก และเป็นพระเกจิอาจารย์ร่วมสมัย หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ แม้ท่านอาจจะอายุน้อยกว่า แต่เรื่องอาคมนั้นท่านไม่เป็นรองใครเลยทีเดียว ท่านได้รับนิมนต์ไปร่วมพิธีพุทธาภิเษกในพิธีใหญ่ๆ พร้อมๆ กับพระเกจิอาจารย์ร่วมสมัยอยู่หลายครั้ง เมื่อคราวปลุกเสกครั้งยิ่งใหญ่ที่ท้องสนามหลวง พ.ศ.2500 ท่านก็ได้ร่วมในพิธีครั้งนั้นด้วย

    หลวงพ่อคงออกเดินธุดงค์ไปทั่วประเทศ ตลอดจนข้ามไปทางฝั่งประเทศพม่า กัมพูชา ท่านได้ศึกษาธรรมะและวิชาคาถาอาคมขลัง อักขระเลขยันต์จากโยมตาชื่อ หลวงคีรีเขตุ ซึ่งเป็นผู้มีวิชาทางคงกระพันเป็นเลิศ ตลอดจนพระคณาจารย์ที่มีชื่อเสียงอีกหลายท่าน อาทิ หลวงพ่อเม วัดมาบไผ่ ต.มาบไพ อ.ขลุง จ.จันทบุรี หลวงพ่ออ่ำ วัดสะตอน้อย ต.ตกพรม อ.ขลุง จ.จันทบุรี หลวงพ่ออุก หลวงพ่อเจาะ วัดโป่งโรงเซ็น ต.โป่งโรงเซ็น อ.มะขาม จ.จันทบุรี หลวงปู่วง (ปู่ของท่าน) หลวงพ่อหริ่ง ครูเต๋า และครูตาสด ฯลฯ

    โดยเฉพาะวิชา “เสือสมิง” หลวงพ่อคงมีความเชี่ยวชาญชำนาญเป็นพิเศษ ดังจะเห็นได้ว่า วัตถุมงคลของท่านแทบทุกรุ่นจะต้องมีรูปเสือสมิงปรากฏอยู่ด้วย วัตถุมงคลของหลวงพ่อคงแต่ละรุ่นล้วนมีประสบการณ์มากมายในทุกด้าน

    "ประวัติ" หลวงพ่อคง สุวัณโณ วัดวังสรรพรส ตำบลบ่อ อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี
    ชาติกำเนิดและชีวิตปฐมวัย
    "หลวงพ่อคง" เป็นชาวหมู่บ้านตาพราย ต.สะตอ อ.เขาสมิง จ.ตราด (เขตติดต่อต.วังสรรพรส อ.ขลุง จ.จันทบุรี) เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ ๒๐ ก.ย. ๒๔๔๕ ตรงกับปีที่ ๓๔ ในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โยมบิดาชื่อ นายส้อง โยมมารดาชื่อ นางโอง นามสกุล "ฑีฆายุ" ท่านเป็นบุตรคนหัวปี มีพี่น้องชายหญิงอีก ๑๑ คน ครอบครัวประกอบอาชีพเกษตรกรรม
    ท่านได้เกิดมาในแวดวงของผู้มีวิชาอาคมเป็นที่เลื่องลือ โดย ปู่ของท่าน คือ หลวงปู่วง ซึ่งเป็นพระผู้มีวิชาอาคมเป็นที่เลื่องลือในสมัยนั้น และตาของท่าน คือ หลวงคีรีเขตต์ รับราชการดูแลหัวเมืองตราด-จันทบุรี ผู้มีคาถาอาคมขลัง เป็นผู้มีวิชาทางคงกระพันเป็นเลิศ

    การศึกษา
    วัยเด็กเข้าเรียนชั้นประถมที่โรงเรียนวัดชมพูทราย จบชั้นประถมปีที่ ๓ เมื่อพ.ศ.๒๔๖๒ และช่วยทางบ้านหาสมุนไพรของป่าออกมาขาย

    ออกบวช

    อุปสมบทครั้งแรก พ.ศ.๒๔๖๖ อายุได้ ๒๑ ปี อุปสมบทครั้งที่ ๒ เมื่อวันอังคารที่ ๕ มีนาคม ๒๔๗๗ หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสละราชสมบัติมาแล้ว ๓ วัน ขณะอายุได้ ๓๒ ปี ณ พัทธสีมาวัดชมพูทราย อ.เขาสมิง จ.ตราด มีพระอธิการผูก วัดสลัก จ.ตราด เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาธรรมว่า "สุวัณโณ" แปลว่า "ผู้มีผิวพรรณงามดุจทองคำ" หลังจากบวชแล้วได้ขยันหมั่นเพียรเล่าเรียนพระธรรมวินัย พระไตรปิฎก ประเพณีทางศาสนา ๑๒ เดือน หลวงพ่อคงนั้นนับเป็นผู้คงแก่เรียนรูปหนึ่ง ท่านได้ศึกษาวิชาไสยศาสตร์โบราณต่างๆ ที่ตกทอดกันมาจากครูบาอาจารย์ชาวเขมร และจากพระภิกษุผู้คงแก่เรียนชาวพื้นบ้าน โดยมีครูบาอาจารย์ที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้มากมาย ทั้งพระสงฆ์และฆราวาส นอกจาก หลวงปู่วง และ หลวงคีรีเขตต์ ผู้เป็นปู่ และ ตาแท้ ๆ ของท่านแล้ว ครูบาอาจารย์ท่านอื่นก็เช่น หลวงพ่อเม วัดมาบไผ่ ต.มาบไผ่ อ.ขลุง จ.จันทบุรี (หลวงพ่อเม ท่านมีวิชาขนาดเหาะเหินเดินอากาศได้), หลวงพ่ออุก-หลวงพ่อเจาะ วัดโป่งโรงเซ็น ต.โป่งโรงเซ็น อ.มะขาม จ.จันทบุรี, หลวงพ่ออ่ำ วัดสะตอน้อย, หลวงพ่อหริ่ง พ่อครูเต๋า ฆราวาสจอมคาถา, พ่อครูตาสด ฆราวาสจอมขมังเวท เป็นต้น วิชาที่ได้ร่ำเรียนมีหลายแขนง ทั้งคาถาหัวใจ ๑๐๘ คาถาคงกระพันชาตรีต่างๆ การเขียนอักขระเลขยันต์ภาษาขอม การเขียนลบผงอิทธิเจ ปถมัง การปลุกเสกเครื่องรางของขลัง วิชาแพทย์แผนโบราณ วิชาการหาสมุนไพรของป่า การหาว่านคงกระพัน การสักยันต์ วิชาย่นระยะทาง การเดินจงกรม และการฝึกจิตฝึกสมาธิ วิปัสสนากรรมฐาน เข้านิโรธสมาบัติ ซึ่งปฏิบัติไปตามขั้นตอนตามที่พระอาจารย์หลายรูปได้สั่งสอนมา
    หลวงพ่อคงได้ออกเดินธุดงค์ไปทั่วประเทศ ตลอดจนข้ามไปทางฝั่งประเทศพม่า กัมพูชา เพื่อฝึกฝนวิชาที่ท่านได้ร่ำเรียนมา โดยเฉพาะวิชา เสือสมิง ท่านมีความเชี่ยวชาญชำนาญเป็นพิเศษ ดังจะเห็นได้ว่า วัตถุมงคลของท่านแทบทุกรุ่น จะต้องมีรูปเสือสมิง ปรากฏอยู่ด้วย
    หลังจากที่ได้เดินธุดงค์จนเป็นที่พอใจแล้ว ท่านได้กลับมาอยู่ที่วัดวังสรรพรส และได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสตั้งแต่พ.ศ.๒๕๐๘ อายุ ๖๓ ปี (ข้อมูลบางแหล่งว่าเป็นเจ้าอาวาสในปี ๒๔๙๒ อายุ ๔๗ปี บางแหล่งว่าเป็นเจ้าอาวาสในปี ๒๕๐๓ อายุ ๕๘ ปี ) เป็นต้นมา
    ทางด้านการเล่าเรียนพระปริยัติธรรม ท่านก็ได้เข้าเรียนนักธรรมที่สำนักเรียนวัดสลัก กระทั่งสอบได้นักธรรมตรี นักธรรมโท และนักธรรมเอก ตามลำดับ

    ผลงานและเกียรติคุณ

    ปีพ.ศ.๒๕๐๓ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดวังสรรพรส อ.ขลุง จ.จันทบุรี
    พ.ศ.๒๕๑๓ รับตำแหน่งพระอธิการ พ.ศ.๒๕๒๒ รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นโทที่ "พระครูอาคมวิสุทธิ์"
    ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดรูปหนึ่งของภาคตะวันออก ร่วมสมัยเดียวกับ หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี หลวงปู่คร่ำ วัดวังหว้า และหลวงพ่อศรีนวล วัดเกวียนหัก หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ และ หลวงพ่อพรหม วัดช่องแค เป็นต้น
    ปีพ.ศ.๒๕๐๐ ชื่อเสียงของท่านเริ่มเป็นที่รู้จักกันทั่วไป พิธีพุทธาภิเษกตามวัดต่างๆ ทั่วประเทศต่างๆ จะต้องนิมนต์ไปร่วมนั่งปรกแทบทุกงาน เมื่อได้รับนิมนต์ท่านก็มักจะไปร่วมทุกครั้ง ไม่ว่าจะวัดใกล้วัดไกลแค่ไหนก็ตาม เมื่อคราวพิธีพุทธาภิเษกพระ ๒๕ พุทธศตวรรษ ครั้งยิ่งใหญ่ที่ท้องสนามหลวง ในพ.ศ.๒๕๐๐ ท่านก็ได้ร่วมในพิธีครั้งนั้นด้วย นอกจากนี้ในส่วนตัวของท่านเองก็ได้สร้างวัตถุมงคลออกมาหลายรุ่น เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของวัตถุมงคลของท่านคือ จะมีรูป เสือสมิง อยู่ด้านหลัง หรือไม่ก็เป็น รูปพระปิดตา ซึ่งเป็นฝีมือการเขียนโดยตัวท่านเอง
    วัตถุมงคลของหลวงพ่อคงทุกรุ่นล้วนมีพุทธคุณเป็นเลิศในทุกๆ ด้าน เป็นที่เลื่องลือกันอย่างกว้างไกล นอกจากนี้ท่านยังมีความเชี่ยวชาญด้านรักษาโรคด้วยสมุนไพรอีกด้วย จนเป็นที่พึ่งพาอาศัยของชาวบ้านตลอดมา

    การสร้างวัตถุมงคล

    หลวงพ่อคงเริ่มเป็นที่รู้จักของประชาชนทั้งไกลและใกล้เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่านได้เริ่มทำธง เสื้อยันต์ ตะกรุด และปลัดแจกเรื่อยมา
    นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2500 อันเป็นปีกึ่งพุทธกาล เพื่อสมนาคุณแก่ผู้ที่มีส่วนร่วมสร้างพระอุโบสถ ดังนั้นในปีนั้นท่านจึงได้จัดทำเหรียญรูปเหมือนของท่านเป็นครั้งแรก ท่านได้นำเหรียญของท่านมาเข้าพิธีที่ท้องสนามหลวงด้วย ภายหลังท่านก็นำเหรียญของท่านปลุกเสกในวาระอื่นๆด้วย เช่นงานทอดกฐิน งานทอดผ้าป่า และงานวันเกิดของหลวงพ่อ จำนวนสร้างทั้งหมด 15,000 เหรียญ ผิวเหรียญสีขาวเนื้ออัลปาก้าทั้งหมด เหรียญรุ่นนี้เคยมีอภินิหารเป็นที่เลื่องลือกันมาก
    วัตถุมงคลหลวงพ่อมีประสบการณ์มากมาย โดยเฉพาะด้านคงกระพันชาตรี เมตตามหานิยม ค้าขายดี แคล้วคลาดปลอดภัย เป็นที่เลื่องลือไปทั่ว จนกระทั่งบัดนี้ก็ยังกล่าวถึงตลอด หลวงพ่อคงมีจริยาวัตรงดงามมาก บุคคลต่างๆรวมทั้งลูกศิษย์ลูกหาจากทั่วประเทศเดินทางมากราบไหว้ท่าน ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า หลวงพ่อคงใจดี มีเมตตา ช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนมาโดยตลอด ไม่ลำเอียง ใครเจ็บป่วยมาหาท่าน ท่านจะเมตตาช่วยเหลือตลอดทุกคนเสมอไป หลวงพ่อคงมีแต่ให้กับให้ ใครมาขออะไรก็ให้ทั้งนั้น แม้กระทั่งเงินและวัตถุมงคล ตลอดระยะเวลาในการอุปสมบทของท่าน ท่านได้ปฏิบัติตามกฏของสงฆ์อย่างเคร่งครัดมีการครองผ้าสวดมนต์ ทำวัตรเช้า เย็น ตลอดมามิได้ขาด จนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระครูอาคมวิสุทธิ์ ซึ่งแปลว่า พระผู้ซึ่งมีอาคมขลังเป็นที่สุด
    หลวงพ่อคงได้อนุญาตให้ลูกศิษย์สร้างวัตถุมงคลทั้งที่เป็นประเภท เหรียญ รูปหล่อ และพระเนื้อผง มากมายหลายสิบรุ่น ส่วนวัตถุมงคลประเภทเครื่องราง อาทิ ผ้ายันต์ ตะกรุด รวมทั้งปลัดขิก และเขี้ยวเสือต่างๆ หลวงพ่อคงได้สร้างเองก็มีหลายแบบ ล้วนแล้วต่างมีประสบการณ์มากมายและส่วนมากวัตถุมงคลของท่านจะทำการปลุกเสกเดี่ยวจนครบไตรมาส จึงจะเอามาออกแจกใครได้รับต่างก็หวงแหน

    ประสบการณ์วัตถุมงคล

    วัตถุมงคลของหลวงพ่อคงแต่ละรุ่นล้วนมีประสบการณ์มากมายในทุกด้าน มีลูกศิษย์ลูกหาทั่วประเทศ นับตั้งแต่สามัญชนจนถึงพระบรมวงศานุวงศ์ อาทิ พลตรีพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมพลฑิฆัมพร พลเรือเอกสงัด ชลอ อยู่ พล.ต.ต.ม.ร.ว.พงศ์สระ เทวกุล ฯลฯ
    วัตถุมงคลของหลวงพ่อคง แต่ละรุ่นล้วนมีประสบการณ์มากมายในทุกด้าน ตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ เช่น เมื่อ พ.ศ.๒๕๒๘ เรือเอกรังสรรค์ โตอรุณ ได้นำเรือรบมาจอดที่คลองใหญ่ (สารสิน) โดยได้รับคำบอกเล่าจากจ่าเอกพรหมมา หิรัญ คนพื้นเพ อ.ขลุง จ.จันทบุรี ได้ชวนท่านไปกราบหลวงพ่อคง เมื่อได้พบกับหลวงพ่อคง ท่านได้ขอให้หลวงพ่อคงลง นะ หน้าทองให้ โดยทำพิธีและปิดทองที่หน้าผาก ๘ แผ่น และที่ลิ้นอีก ๑ แผ่น รวมทั้งให้ลงเหล็กจารบนหน้าผาก พร้อมกับเป่าที่หน้าผาก ระหว่างนั้น เรือเอกรังสรรค์มีความรู้สึกเหมือนมีลมร้อนปะทะที่หน้าผากและลิ้น โดยแผ่นทองคำเปลวหายไปอย่างอัศจรรย์
    หลังจากลง นะ หน้าทองเสร็จแล้ว หลวงพ่อคงได้บอกให้เรือเอกรังสรรค์กลับไปที่เรือรบโดยเร็ว เพราะว่าเรือกำลังจะจม โดยท่านคิดแย้งอยู่ในใจว่า เรือรบลำใหญ่จะจมได้อย่างไร แต่หลวงพ่อคงได้กำชับให้รีบกลับไปเร็วๆ เมื่อ เรือเอกรังสรรค์ มาถึงเรือรบ ได้รับรายงานว่า น้ำเข้าทางวาล์วเปิดปิดน้ำ เพราะวาล์วน้ำเกิดขัดข้อง น้ำกำลังท่วมถึงห้องเครื่องเรือ และจะถึงเครื่องแปลงไฟ เรือเอกรังสรรค์สั่งให้แก้ไขได้ทันท่วงที่เรือเอกรังสรรค์ได้รับราชการต่อมาจนได้เลื่อนยศเป็น พล.ร.ต.รังสรรค์ โตอรุณ ร.น. ส่วนจ่าเอกพรหมา มียศเป็นนาวาตรี ประสบการณ์เกี่ยวกับหลวงพ่อคง
    “พ่อผมเป็นคนหนึ่งที่ได้เป็นศิษย์ของท่านครับเพราะพ่อผมเป็นคนอ.ขลุง จ.จันทบุรีครับ สมัยนั้นพ่อผมได้ทำเหมืองพลอย อยู่จังหวัดจันทบุรี เลยได้มีโอกาสได้อุปัฏฐากท่าน นำรถยนต์รับส่งท่านอยู่บ่อยครั้งครับ (ในสมัยพ.ศ.2520 ต้นๆครับ สมัยนั้นรถยนต์มีน้อยมากครับ) ตอนพ่อผมบวช และไปขอลาสิกขากับท่าน ท่านได้นำน้ำลายทาที่หน้าอกของพ่อผมด้วยมือของท่านเอง แล้วให้ลูกศิษย์มาสักเสือสมิงให้ครับ
    พ่อผมเล่าให้ฟังว่า เวลาท่านปลุกเสกปลัดขิก ต้องใช้โซ่มาล่าม เพราะไม่ฉะนั้นกระโดดหนีไปหมด บางตัวก็กระโดดชนหลังคาสังกะสีดังบ้าง บางครั้งกระโดดทะลุหลังคากระเบื้องก็มีครับ
    ย่าผมเล่าให้ฟังว่า หลวงพ่อเม ที่เป็นอาจารย์หลวงพ่อคง นั้น ท่านรูปร่างสูงใหญ่มาก ตอนย่าผมเป็นเด็กหลวงพ่อเมก็ชราภาพแล้ว (ย่าผมเกิดพ.ศ. ๒๔๖๔) ท่านพ่อเม เป็นพระอุปัชฌาย์ที่ดังมาก มีพระมาบวชกับท่านมากครับ มีทั้งพระเขมร พระต่างจังหวัดมาเรียนวิชากับท่านเป็นจำนวนมาก ปาฏิหาริย์ของหลวงพ่อเมที่ชาวบ้านแถวนั้นทราบดีก็คือ วิชาส่งของทางอากาศครับ คือท่านจะนำของโยนขึ้นบนฟ้า และสั่งให้ไปหาใคร หรือไปถวายเจ้าอาวาสวัดนั้นวัดนี้ครับ อีกวิชาที่ชาวบ้านมักเห็นกันบ่อยๆ คือตอนพลบค่ำ ท่านจะเหาะไปเรียนวิชากับโยมพ่อท่าน ที่เป็นชาวลับแล อยู่ในเทือกเขาสระบาป จ.จันทบุรี ชาวจังหวัดจันทบุรีเชื่อว่าคนลับแล คือคนบริสุทธิ์ด้วยศีล ๕ ปฏิบัติธรรม เป็นคนกึ่งเทวดาครับ”

    อาพาธและมรณภาพ
    ในช่วงท้ายของชีวิตหลวงพ่อคง ได้อาพาธเป็นไข้หวัดใหญ่ และปอดบวม มีโรคแทรกซ้อน เมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๓๒ ลูกศิษย์ได้ส่งหลวงพ่อคงไปรักษาที่โรงพยาบาลตากสิน จันทบุรี จนพอทุเลา ท่านก็ขอกลับวัดวังสรรพรส ต่อมาอีกไม่กี่วัน ท่านก็ได้มรณภาพลงอย่างสงบ ณ วัดวังสรรพรส เมื่อวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๓๒ รวมสิริอายุได้ ๘๗ ปี พรรษา ๕๕
    ก่อนที่จะท่านมรณภาพ ได้ปรารภกับศิษย์ว่า "ให้เก็บร่างท่านไว้ มิฉะนั้นต่อไปจะไม่มีคนมาวัด" ทางวัดจึงเก็บร่างของท่านมาถึงทุกวันนี้ และมีเรื่องแปลกเกี่ยวกับร่างของท่านคือ หลังจากที่ท่านมรณภาพไปแล้ว เล็บมือ เล็บเท้า เส้นผมของท่านจะยังคงยาวออกมาตลอด

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระผงมงคลลาภ พุทธคุณทั้งเก้า ปี ๒๕๒๗ พิมพ์ปรกโพธิ์

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260406_134338.jpg IMG_20260406_134404.jpg
     
  4. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,366
    ค่าพลัง:
    +21,468
    1775409967529.jpg

    ทำไมต้องเป็นเนื้อตะกั่ว
    โบราณาจารย์ นิยมสร้างพระเครื่อง เครื่องรางต่างๆ ด้วยโลหะเนื้อตะกั่ว อาทิเช่นพระปิดตา พระพุทธพิมพ์ รวมถึงตะกรุดต่างๆ เนื่องจากมีความเชื่อว่า ตะกั่วนั้นมีน้ำหนักพอเท่ากับน้ำหนักเนื้อทองคำ มีคุณวิเศษเฉกเช่นเดียวกัน วัตถุมงคลชนิดใดก็ตามที่สร้างขึ้นจากเนื้อทองคำ หรือเนื้อตะกั่วนั้น จะเก็บกักรักษาพระพุทธคุณได้กว่าเนื้อโลหะชนิดอื่นๆ ไม่เสื่อมถอยได้โดยง่าย ผู้มีวิชาต่างๆก็ไม่สามารถมาคัดคุณวิเศษออกจากโลหะทั้ง ๒ ชนิดนี้ได้ ผู้ที่ต้องการความคงกระพันชาตรี ในสมัยโบราณจึงนิยมใช้โลหะนี้มาจัดทำเป็นตะกรุด เพื่อไม่ให้ศรัตรู ฝ่ายตรงกันข้ามหักหาญคัดความคงกระพันออกจากตัวได้ แม้พระคณาจารย์บางสำนัก ระบุชัดเจนถึงขั้นว่า จะสร้างเครื่องรางเพียงแต่ทองคำ และตะกั่วเท่านั้นฯ

    พระปางลีลาวัดพลับพลาชัย เนื้อชินตะกั่ว บล็อควงเดือน(นิยม) กรุงเทพฯ"" พ่อท่านคล้าย ได้ตั้งจิตอธิษฐานปลุกเสกวัตถุมงคล ณ วัดพลับพลาชัย รุ่นสุดท้าย ปี ๒๕๑๓""และ เป็นการจัดพิธีกรรมปลุกเสกที่ยิ่งใหญ่ เหล่าเกจิอาจารย์ร่วมยุคร่วมสมัยร่วมปลุกเสกมากมาย สภาพสวยๆ เดิมๆ ไม่ผ่านการใช้
    พิธีพุทธาภิเษก วัดพลับพลาชัย 2513 อาทิ
    1. พ่อท่านคล้าย วัดสวนขัน
    2. หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี
    3. หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม
    4. หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง
    5. หลวงพ่อคำมี วัดถ้ำคูหาสวรรค์ ลพบุรี
    6. หลวงพ่อพริ้ง วัดโบสถ์ ลพบุรี
    7. หลวงพ่อคล้าม วัดกุ่มหัก สระบุรี
    8. หลวงพ่อเทียม วัดกษัตราธิราช อยุธยา
    9. หลวงพ่อถิร วัดป่าเลไลย์
    10. หลวงพ่อชื่น วัดตำหนักเหนือ นนทบุรี
    11. หลวงพ่อแก้ว วัดปทุมวนาราม อยุธยา
    12. หลวงพ่อสนิท วัดศีลขันธาราม อ่างทอง
    13. หลวงพ่อเส็ง วัดบางนา ปทุมธานี
    14. หลวงพ่อหอม วัดซากหมาก ระยอง
    15. หลวงพ่อเนื่อง วัดจุฬามณี สมุทรสงคราม
    16. หลวงพ่อเส่ง วัดกัลยาณ์ กทม.
    17. หลวงพ่อกี๋ วัดหูช้าง นนทบุรี
    18. หลวงพ่อพระโพธิวรคุณ วัดโพธินิมิต กทม.
    19. หลวงพ่อแช่ม วัดดอนยายหอม นครปฐม
    20. หลวงพ่อเจริญ วัดทองนพคุณ เพชรบุรี
    21. หลวงพ่อจ้วน วัดเขาลูกช้าง เพชรบุรี
    22. หลวงพ่อพยนต์ วัดเกตุมวดีย์ สมุทรสาคร
    23. หลวงพ่อพระพุทธมนต์วราจารย์ วัดสุทัศน์ฯ กทม.
    24. หลวงพ่อสนิท วัดศีลขันธาราม อ่างทอง
    25. หลวงพ่อสุด วัดกาหลง สมุทรสาคร
    26. หลวงพ่อเก๋ วัดปากน้ำ นนทบุรี

    27. หลวงพ่อสะอาด วัดฝาง นนทบุรี....
    ฯลฯ
    สุดยอดเกจิระดับแนวหน้าของเมืองไทย

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับทุกๆข้อมูล

    พระลีลาวัดพลับพลาเนื้อตะกั่วบล็อกวงเดือนพิมพ์ใหญ่ ปี ๒๕๑๓ สภาพสวยเดิมขนาดประมาณ 2*5.5 ซม.

    ให้บูชา 400 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ

    IMG_20260406_003355.jpg IMG_20260406_003434.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 6 เมษายน 2026
  5. SIR2010

    SIR2010 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    3,248
    ค่าพลัง:
    +5,936
    จองครับ
     
  6. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,366
    ค่าพลัง:
    +21,468
    1775398775612.jpg

    วันนี้จะขอกล่าวถึงตำนานการสร้างมีดฟ้าฟื้น ที่เป็นตำนานในอดีต ทุกท่านเคยได้ยินดาบฟ้าฟื้นในตำนานของขุนช้างขุนแผน ที่เป็นหนึ่งในของวิเศษของขุนแผน นั้นเอง และได้มีการสร้างอีกทีในสำนักของสายวัดประดู่ทรงธรรม จ.อยุธยา หลังจากนั้นวิชาการสร้างดาบฟ้าฟื้น มีดฟ้าฟื้นก็ได้หายไปยาวนานแทบจะสาบสูญ เลยก็ว่าได้ แล้วมาสร้างอีกที่ สมัยของหลวงปู่อวน แห่งวัดหนองพลับ จ.สระบุรี

    ท่านเป็นเกจิผู้ทรงคุณด้านมหาเวทและสรรพวิชาต่างๆและเป็นผู้สำเร็จวิชาการสร้างมีดฟ้าฟื้น และวิชาครูเฒ่า ครูปรอท รักษาโรค กันของคุณไสยเวท คุณผี คุณคนต่างๆ เป็นที่ประจักษมากมาย จะขอกล่าวถึงประวัติของหลวงปู่ อวน อัจจาทโร แห่งวัดหนองพลับ จ.สระบุรี ผู้สร้างตำนานแห่งมีดฟ้าฟื้น และวิชาสูบปรอท หลวงปู่อวนนามเดิม ชื่อ อวน นามสกุล ปุเนติ เกิดวันอ้งคาร แรม4 ค่ำแดือน 6 ปีเถาะ ตรงกับวันที่ 3 พฤษภาคม 2446 บิดาชื่อจันทร มารดาชื่อสิม อ.ยางตลาด จ.มหาสารคาม มีพี่น้องทั้งหมด 7 คน หลวงปู่อวนท่านเป็นคนที่5 ท่านบวชเป็นสามเณร ตอนอายุ9ขวบ ที่วัดบ้านโพนสว่าง จ.มหาสารคาม เมื่ออายุได้10 ขวบ พอออกพรรษาแล้วได้เดินทางไปกราบหลวงพ่อคำทีวัด บ้านโพนสว่าง จ.สุรินทร์ เพื่อศึกษาวิปัสสนากรรมฐานในป่าช้าผีดิบ

    ในเวลาต่อมาได้มาจำพรรษาอยู่กับ พระจันทร์ ที่วัดเหล่า แล้วได้ศึกษาธรรมอยู่นานถึง 2ปี โดยศึกษาจากหนังสือขอมลาว จนสำเร็จเข้าใจดี แล้วได้กราบลาพระครูจันทร์ ไปจำพรรษาที่วัดบ้านกุดปลาดุก อ.วาปีปทุม จ.มหาสารคาม ต่อมาหลวงปู่ได้เดินทางไปกราบหลวงพ่อคำ ซึ่งเป็นอาจารย์องค์แรก ของหลวงปู่อวน หลวงพ่อคำได้พาเดิน ธุดงค์ ซึ่งในขนาดนั้นท่านเป็นสัมเณรอยู่ ได้พาธุดงค์ หลายจังหวัด เช่น อุบล.สกลนคร และยังไปถึงประเทศ ลาว พม่า เขมร ท่านกล่าวว่าช่วงที่ท่านไปลาวได้ศึกษาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานกับอาจารย์ที่อยู่ภูเขาควาย และวิชาเจริญกสินไฟ และวิชาอาคมต่างๆกับอาจารย์ที่ภูเขาควายหลายท่าน หลวงปู่อวนได้กล่าวอีกว่า มีอาจารย์ท่านหนึ่งอายุท่านมากแล้ว แต่ท่านไม่แก่เลย หลวงปู่ก็เลยถาม พระอาจารย์ท่านนั้นว่าทำไมท่านอาจารย์ถึงไม่แก่เลย ทำยังไงครับ อาจารย์ท่านนั้นตอบว่า ถ้าอยากเรียนให้มาอยู่ด้วยกันที่ภูเขาควายจึงจะให้เรียน และเมื่อปี พ.ศ.2540 ท่านบอกว่าอาจารย์ของท่านยังไม่ตาย แสดงว่าอาจารย์ของท่านองค์นี้น่าจะอายุ สองร้อยกว่าปีแล้ว

    เมื่ออายุครบ20ปี บริบูรณ์ท่านได้ทำการบวชบรรพชาอุปสมบท ณ วัดเหนือ อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด โดยมีพระเทพเมธี เจ้าคณะมณฑล เป็นพระอุปัชฌาย์ และพระศาสนดิลก เป็นพระกรรมวาจาจารย์ เมื่อปี 2466 เมื่อบวชแล้วท่านได้เดินทางไปอยู่กับหลวงปู่คำอีกที่วัดท่าตูม จ.มหาสารคาม และท่านได้ศึกษาธรรมจนจบนักธรรมตรี แล้วท่านได้เดินมายัง กทม.เพื่อศึกษาธรรมแล้วได้ไปพักยังวัดปากน้ำ แต่ท่านก็ไม่ได้เรียน ได้แต่สวดมนต์ เมื่อครั้งอยู่วัดปากน้ำได้มีคนไข้ทับระดู มาหาท่านแล้วถามท่านว่ามียารักษาใหม หลวงปู่อวนจึงบอกตัวยาให้ไปซื้อมาต้มกินแล้วก็หายเป็นปรกติ แล้วก็ได้บอกกันต่อๆ ครั้งนั้นมีคนมาให้ท่านรักษามากขึ้น ชื่อเสียงของหลวงปู่อวนได้แพร่ขยายจนเป็นเหตุให้ท่าน ต้องออกจากวัดปากน้ำ ท่านได้เดินทางเพื่อหาที่เรียนหนังสือแล้วท่านได้ย้ายออกจากวัดปากน้ำ ไปอยู่ที่ วัดหนองน้ำสร้าง แล้วได้ข่าวว่าที่ วัดหนองพลับมีการเรียนการสอนนักธรรมท่านจึงอยากย้ายวัด แล้วท่านก็ย้ายวัดไปอยู่ที่วัดหนองพลับ

    สมัยนั้นหลวงพ่อบัว เป็นเจ้าอาวาส ท่านเรียนจนสอบนักธรรมโทและเอก แล้วเมื่อจบแล้วท่านก็ได้เป็นครูสอนพระปริยัติธรรมประจำวัดหนองพลับเรื่อยมา หลวงปู่อวน ท่านได้ติดตาม หาผู้ที่สืบวิชาปรอทของ พ่อเสือรอด จากวัดประดู่ทรงธรรม สืบอยู่หลายปีพอสมควร จึงได้ทราบว่ามีอยู่ท่านหนึ่งชื่อ ปู่ทรัพย์ จึงได้ไปขอเรียนวิชาปรอทจากปู่ทรัพย์ อยู่นานถึง8ปี เจ้าของวิชาจึงประสิทธิ์ให้ แล้วบอกวิธีและขั้นตอนในการฝึกจากนั้นจึงได้นำมาฝึกเองติดต่อกันอยู่ 8 เดือน จึงได้เข้าใจวิชาครูเฒ่าผู้ที่สืบทอดเหลืออยู่เพียงท่านเดียวแล้ว คือปู่ทรัพย์ ปู่ทรัพย์ก็ได้ถ่ายทอดวิชาให้ จนท่านสำเร็จวิชาปรอท แล้วได้นำวิชานี้มาสงเคราะห์คนจนถึงทุกวันนี้ หลวงปู่อวนท่านทำงานเพื่อพระศาสนา และผู้มากด้วยเมตตาต่อบรรดาศิษยานุศิษย์จน

    วาระสุดท้ายก่อนที่หลวงปู่จะมรณภาพ ช่วงเวลาเช้าท่านได้เรียกหลานที่และพระอุปถากเข้าไปหา แล้วก็สั่งไว้ว่า ให้จัดงาน ให้เรียบร้อย ท่านย้ำถึงสองครั้ง จนเมื่อเวลา 19.00 น. โยมที่คอยอุปถากท่านอยู่ เห็นท่านนอนเงียบผิดปกติจึงได้ตามพระและหลานชายท่านเข้ามาดูอาการ จึงได้ไปตามแพทย์ที่โรงพยาบาลหนองแซง มาตรวจดูอาการ แล้วแพทย์ได้บอกว่าท่านได้มรณภาพแล้วประมาณ หนึ่งชั่วโมง ด้วยอาการสงบในกุฎิของท่านเอง ด้วยอิริยาบถนอนตะแคงซ้าย หันศรีษะไปทางทิศเหนือ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ตรงกับวัน เสาร์ แรม๙ เดือน๙ ปีเถาะ พศ.๒๕๔๒ รวมศิริอายุได้ ๙๖ ปี ๔เดือน
    รูปภาพและเรื่องราวต่างๆ เหล่านี้ มีไว้เพื่อศึกษาและเป็นวิทยาทาน เกี่ยวกับเรื่องราววัตถุมงคลของประเทศไทยเท่านั้น

    ทั้งนี้ ขอขอบคุณ ข้อมูลและภาพพระจากหนังสือ
    "พระลึกลับ กินตับ ทั่วไทย เล่ม2"
    โดย อ.วิรัตน์ ท่าพระจันทร์ อ.นิ่มเหงือก และ ทีมงาน รวมทั้ง ข้อมูลจากแฟนเพจ มหาพุทธานุภาพ มา ณ โอกาศนี้ครับ

    ประวัติหลวงปู่อวนวัดหนองพลับ

    นามเดิมชื่ออวน นามสกุลปุเนติ เกิดวันอังคาร แรม 4 ค่ำ เดือน 6 ปีเถาะ ตรงกับวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2446 บิดาชื่อจันทร์ มารดาชื่อสิม บ้านเลขที่ 12 ตำบลหนองกุง อำเภอตลาด จังหวัดมหาสารคาม มีพี่น้องร่วมบิดามารดาด้วยกัน 7 คน เด็กชายอวน ปุเนติ เมื่อเยาว์วัยได้รับเข้าการศึกษาชั้นประถมศึกษา ณ โรงเรียนวัดวัดท่าตูม ตำบลเขวา อำเภอตลาด จังหวัดมหาสารคาม (ปัจจุบันจังหวัดกาฬสินธุ์) จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 แล้วในสมัยนั้นบิดามารดาก็อยากให้ลูกได้ศึกษาต่อแต่ไม่มีโรงเรียนเหมือนในปัจจุบัน จึงนิยมส่งลูกหลานเล่าเรียนพระที่วัด จึงให้บวชเป็นสามเณรดั้งแต่อายุ 9 ขวบ ที่วัดบ้านโพนสว่าง ตำบลหนองกุง จังหวัดมหาสารคาม เมื่ออายุ 10 ขวบ ออกพรรษาแล้วได้เดินทางไปกราบนมัสการหลวงพ่อคำที่วัด บ้านโนนสวาย จังหวัดสุรินทร์ เพื่อศึกษา ปฎิบัติวิปัสสนากรรมฐานในป่าช้าผีดิบ ในเวลาต่อมาได้มาจำพรรษาอยู่กับ พระจันทร์ที่วันเหล่าพอหาได้ศึกษาหลักธรรมอยู่นานถึง 2 ปี โดยศึกษาหนังสือธรรม (ขอมลาว) จนสำเร็จเข้าใจดีแล้ว ได้กรอบลาพระครูจันทร์ ไปอยู่จำพรรษาที่วัดบ้านกุดปลาดุก ตำบลหนองผักแซว อำเภอปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม ต่อมาได้เดินทางกลับไปกราบนมัสการหลวงพ่อคำซึ่งเป็นอาจารย์องค์แรก หลวงพ่อก็พาเดิน ธุดงค์โดยมีพระ 2 รูป สามเณร 2 รูป ซึ่งในขณะนั้นหลวงปู่ก็เป็นสามเณรอยู่ในคณะนั้นด้วยได้ออกเดินธุดงค์ไปสถานที่สำคัญต่าง ๆ ทางพระพุทธศาสนาตามจังหวัดต่าง ๆ เช่น จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดสกลนคร เป็นต้น และยังได้ธุดงค์ไปถึงประเทศลาว พม่า เขมร ตามคำบอกเล่าของท่านเอง
    มีตอนหนึ่งท่านเล่าว่าขณะเดินธุดงค์ไปประเทศพม่าพบคนป่าจะเอาหอกแทงท่านหลวงปู่ก็พูดว่า “อนิจจา” ด้วยกำลังจิตของหลวงปู่คนป่าเลยหนีเข้าป่าไปและได้เรียนถามท่านว่าระหว่างทางที่เดินธุดงค์ในป่าดงดิบเช่นนั้นหลวงปู่ได้พบเห็น สัตว์ป่า ช้าง เสือ หมี งูจงอาง บ้างไหม ท่านก็เล่าว่าไม่พบเห็นพบแต่ร่องรอยเท้า อุจจาระ ปัสสาวะท่านเดินธุดงค์เดินเลาะไปตามตีนเขา หยุดพักตามหมู่บ้าน ชาวอีก้อ แม้ว ออกบิณฑบาตพอมีฉัน หลวงปู่ได้เดินธุดงค์ได้ แรมเดือน และเวลาหลาย ๆ ปีแล้วได้ย้อนกลับมายังวดหลวงพ่อคำอีก
    อุปสมบท
    เมื่ออายุครบ 20 ปี บริบูรณ์ได้ทำการบรรพชาอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดเหนือ ตำบลร้อยเอ็ด อำเภอร้อยเอ็ด (อำเภอเมือง) จังหวัดร้อยเอ็ด โดยมี พระเทพเมธี เจ้าคณะมณฑล เป็นพระอุปัชฌาย์และพระศาสนดิลก เป็นพระกรรมวาจาจารย์ เมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2466 เวลา 18.05 (โดยการอุปสมบทหมู่มีนาค 200คน หลวงปู่เป็นนาคเอก) พออุปสมบทแล้วได้เดินทางไปอยู่กับหลวงพ่อคำอีก และได้ไปจำพรรษาอยู่ที่วัดท่าตูม จังหวัดมหาสารคาม และได้อยู่ที่วัดร้อยเอ็ดอีกเพื่อเข้ามาศึกษานักธรรมจนจบได้นักธรรมชั้นตรี ท่านตั้งใจศึกษาธรรมธอีก จึงมุ่งมั่นที่จะมาศึกษาธรรมที่กรุงเทพฯ จึงได้เดินทางเข้ากรุงเทพฯแต่เนื่องจาก หลวงปู่ไม่มีที่พัก ญาติโยมเลยพาไปฝากวัดปากน้ำแต่ก็ไม่ได้เรียนหนังสือได้แต่สวดมนต์ เมื่อครั้งที่อยู่วัดปากน้ำได้มีคนเป็นไข้ทับระดูมาหาหลวงปู่และถามหลวงปู่ว่ามียารักษาไหม หลวงปู่จึงบอกยาให้ไปซื้อยามาต้มกิน แล้วก็หายเป็นปกติ ครั้นต่อมามีคนมาให้รักษามากขึ้น ชื่อเสียงของหลวงปู่ได้แพร่ขยายจนเป็นเหตุให้ หลวงปู่ออกจากวัดปากน้ำ เพื่อหาที่เรียนหนังสือแล้วได้ขั้นรถไฟมาลงที่สถานีหนองแซง และได้อยู่ที่วัดหนองน้ำสร้าง มีอยู่วันหนึ่งที่ วัดหนองน้ำสร้างมีงานศพ เจ้าภาพได้นิมนต์พระวัดเหนือ (วัดหนองพลับ) ไปสวดพระอภิธรรม 1 รูป หลวงปู่ได้พูดคุยกับพระรูปนั้น และได้ทราบว่าวัดหนองพลับมีการเรียนการสอนนักธรรม หลวงปู่จึงได้ย้ายมาจำพรรษา ที่วัดหนองพลับสมัยที่หลวงพ่อบัวเป็นเจ้าอาวาส จนสอบได้นักธรรมชั้นโท – เอก ในนามสำนักศาสนศึกษา วัดสมุหประดิษฐาราม อำเภอเสาไห้ เมื่อจบนัก ธรรมชั้นเอก หลวงปู่ได้เป็นครูสอนพระปริยัติธรรมประจำวัดหนองพลับ เรื่อยมา
    วิทยฐานะ
    พ.ศ. 2466 สอบได้ น.ธ.ตรี ที่วัดร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด
    พ.ศ. 2472 สอบได้ น.ธ.โท ที่วัดสมุหประดิษฐ์ อำเภอเสาไห้
    พ.ศ. 2489 สอบได้ น.ธ.เอก ที่วัดสมุหประดิษฐ์ อำเภอเสาไห้
    งานปกครอง
    พ.ศ.2470 เป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านโพนสว่าง
    พ.ศ.2476 เป็นครูสอบพระปริยัติธรรมวัดหนองพลับ
    พ.ศ.2489 เป็นองค์การศึกษาเขตอำเภอหนองแซง
    พ.ศ.2490 เป็นเจ้าคณะตำบลหนอง ควายโซ
    พ.ศ.2540 เป็นเจ้าคณะตำบลกิตติมศักดิ์
    งานการศึกษา
    พ.ศ.2488 เป็นครูใหญ่สอบพระปริยัติธรรมวัดหนองพลับ
    พ.ศ.2489 เป็นองค์การศึกษาเขต อำเภอหนองแซง
    งานการเผยแพร่
    พ.ศ.2485 ได้ติดตามเจ้าคณะจังหวัดออกอบรมศีลธรรมประชาชน
    งานสาธารณูปการ
    พ.ศ.2474 เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างอุโบสถบ้านท่าสีสะอาด อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น
    พ.ศ.2474 ซ่อมแซมกุฏิสงฆ์ 1 หลัง
    พ.ศ.2499 ซ่อมแซมกุฏิสงฆ์ 1 หลัง
    งานสาธารณะประโยชน์
    พ.ศ.2534 บริจาคสร้างอาคารผู้ป่วยใน พร้อมครุภัณฑ์การแพทย์ โรงพยาบาลหนองแซง
    พ.ศ.2535 บริจาควัสดุอุปกรณ์กั้นสำนักงานพร้อมค่าแรง สำนักงานการประถมศึกษา อำเภอหนองแซง
    งานศึกษาสงเคราะห์
    พ.ศ.2538 ได้แจกทุกการศึกษา ให้โรงเรียนอนุบาลหนองแซง ศีลวุฒาจารย์ จำนวน 25 ทุนๆ ละ 400 บาท
    พ.ศ.2538 ได้แจกทุนการศึกษา ให้โรงเรียนอนุบาลหนองแซง ศีลวุฒาจารย์ จำนวน 40 ทุนๆ ละ 500 บาท
    พ.ศ.2540 บริจาควัสดุอุปกรณ์ ค่าแรงในการต่อเติมอาคารเรียนแบบ อง 7 จำนวน 5 ห้องเรียน โรงเรียนชุมชนวัดหนองพลับ (ปัจจุบันเป็นโรงเรียนอนุบาลหนองแซง ศีลวุฒาจารย์) และแจกทุนการศึกษาจำนวน 40 ทุน ๆ ละ 500 บาท
    พ.ศ. 2540 ได้แจกทุนการศึกษาโรงเรียนอนุบาลหนองแซง ศีลวุฒาจารย์ จำนวน 40 ทุน ๆ ละ 500 บาท
    มรณภาพ
    วันเสาร์ แรม 8 ค่ำ เดือน 9 ปีเถาะ พ.ศ. 2542 ตรงกับวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2542 รวมศิริอายุ 96 ปี 5เดือน 7 วัน 76 พรรษา
    เป็นที่น่าเสียดายที่ หลวงปู่ ซึ่งเป็นผู้มากด้วยเมตตาต่อบรรดาศิษยานุศิษย์ จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ศิษยานศิษย์ตลอดทั้งหน่วยงานราชการที่มาขอความอนุเคราะห์ตลอดมา
    คณะศิษยานุศิษย์ตลอดทั้งหน่วยงานราชการได้ร่วมกันจัดงานศพหลวงปู่ตั้งบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรม 100 วัน และทำบุญครบ 7 วัน ครบ 50 วัน และครบ 100 วัน ทางการคณะสงฆ์และหน่วยงานราชการเห็นสมควรขอพระราชทานเพลิงศพเพื่อเป็นเกียรติให้แก่หลวงปู่ก็ได้รับพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษในวันเสาร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2542 เวลา 16.00 น. ณ ฌาชณสถาน วัดหนองพลับ อำเภอหนองแซง จังหวัดสระบุรี

    ข้อมูลจากศิษย์หลวงปู่บางหลวงปู่อวน คุณ Mango online

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับทุกๆที่มา
    ๑.เหรียญหลวงปู่อวนหลังหลวงปู่จันทร์อาจารย์ของท่าน
    ๒.เหรียญเสมาหลวงปู่อวนา
    อายุ ๙๐ปี

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260405_212522.jpg IMG_20260405_212545.jpg IMG_20260405_212608.jpg IMG_20260405_212635.jpg IMG_20260405_212704.jpg IMG_20260405_212727.jpg
     
  7. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,366
    ค่าพลัง:
    +21,468
    เหรียญพระพุทธสิหิงค์ หลังลายเซ็นต์จอมพล ป.พิบูลสงคราม ปี ๒๔๙๔ จัดสร้างโดยจอมพล ป.พิบูลสงคราม เพื่อเป็นการบูชาและรำลึกถึงพระกฤตยาภินิหารของพระพุทธสิหิงค์ เชียงแสนสิงห์หนึ่งที่ประดิษฐานอยู่บนเรือหลวง"ศรีอยุธยา" ที่ได้ช่วยคุ้มครองท่านจอมพล ป.ที่ถูกควบคุมตัว จากฝ่ายกบฏแมนฮัตตัน ที่โจมตีด้วยเครื่องบินทิ้งระเบิd และอาวุhต่างๆ ให้แคล้วคลาดปลอดภัยและได้ชัยชนะในที่สุด ปลุกเสกโดยท่านเจ้าคุณศรี(สนธิ์) วัดสุทัศน์ และพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในยุคนั้นอย่างมากมาย
    อาทิเช่น -

    ท่านเจ้าคุณศรี(สนธิ์) วัดสุทัศน์ ศิษย์เอกของสมเด็จสังฆราชแพ
    หลวงพ่อจาด วัดบางกระเบา
    หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก
    หลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม
    หลวงปู่เผือก วัดกิ่งแก้ว
    หลวงพ่อรุ่ง วัดท่ากระบือ
    หลวงพ่ออั้น วัดพระญาติ
    หลวงเส่ง วัดกัลยา
    หลวงพ่อลี วัดอโศการาม
    หลวงพ่อเต๋ วัดสามง่าม
    หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม
    หลวงพ่อแดง วัดเขาบันไดอิฐ
    หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ
    หลวงพ่อแฉ่ง วัดบางพัง
    หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี
    พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร
    และพระสายกรรมฐาน พระอาจารย์มั่นอีกหลายรูป เป็นต้น
    เหรียญดีมีประสบการณ์คลาดแคล้วปลอดภัยจากสรรพภัย และศาตราวุธทั้งปวงได้ดีนักแล
    เป็นเหรียญห้าเหลี่ยมเนื้อทองแดง ด้านหน้าเป็นพระพุทธสิหิงค์ ด้านหลังเป็นลายเซ็นต์จอมพล ป. ขนาดประมาณ 2 x 3 ซม.

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260405_220910.jpg IMG_20260405_220937.jpg
     
  8. นายสุดจินดา

    นายสุดจินดา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    148
    ค่าพลัง:
    +127
    ขอจองบูชาครับ
     
  9. นายสุดจินดา

    นายสุดจินดา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    148
    ค่าพลัง:
    +127
    ขอจองบูชาครับ
     
  10. นายสุดจินดา

    นายสุดจินดา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    148
    ค่าพลัง:
    +127
    ขอจองบูชาครับ
     
  11. นายสุดจินดา

    นายสุดจินดา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    148
    ค่าพลัง:
    +127
    ขอจองบูชาครับ
     
  12. นายสุดจินดา

    นายสุดจินดา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    148
    ค่าพลัง:
    +127
    ขอจองบูชาครับ
     
  13. นายสุดจินดา

    นายสุดจินดา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    148
    ค่าพลัง:
    +127
    ขอจองบูชาครับ
     
  14. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,366
    ค่าพลัง:
    +21,468
    1775459510458.jpg

    เหรียญหลวงพ่อโอภาสีที่ระลึกในการสร้างวัดโอภาสี ปี ๒๕๑๔ จ.ระยอง
    หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ได้ร่วมปลุกเสก

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260406_141903.jpg IMG_20260406_142010.jpg
     
  15. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,366
    ค่าพลัง:
    +21,468
    FB_IMG_1775460701332.jpg

    คนเฒ่าคนแก่เคยบอกว่า หลวงพ่อกลั่น ท่านขลังขนาดเคยนั่งปรกปลุกเสก จนปลัดสั่นเขยื้อน กระโดดในบาตรไปมาเลยที

    หลวงปู่กลั่น คุณวโร แห่งวัดอินทราวาส อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง แรกเริ่มเดิมที ท่านเป็นชาวโพธิ์พระยา จ.สุพรรณบุรี สมัยยังเป็นฆราวาส ก็มีชีวิตเหมือนลูกผู้ชายไทยในอดีต คือ.เสือเก่า ท่านมีความสนิทสนม กันมากกับ อดีตเสือใหญ่แห่งเมืองสุพรรณฯ (เสือฝ้าย เพ็ชนะ)

    ท่านขลังมาตั้งแต่ก่อนบวชเสียอีก เพราะยามว่างท่านก็ไปรับจ้างลงใบลานในวัด และ เล่าเรียนวิชาจาก
    พระอาจารย์ (หลวงปู่อ่อน อุตโม วัดชีสุขเกษม เป็นพระอาจารย์ที่ถ่ายทอดวิชาหลักๆของท่านเป็นส่วนใหญ่-ต้นตำหรับพระยันต์ที่ท่านใช้เป็นตัวหลักคือ."น.ทอทรหด")
    หลวงปู่คำ วัดหน่อพุทธางกูล (อยู่ตรงกันข้าม) ท่านแสวงหาวิชา-พระอาจารย์ผู้ทรงคุณมากมายหลายท่าน ไม่ว่าจะเป็น
    หลวงพ่ออี๋(ไปเอา"กันหะ เนหะ"),
    หลวงพ่อภักต์ วักโบสถ์,
    หลวงพ่อภู วัดดอนรัก (เอาการสร้างตะกรุด),
    หลวงพ่อคำ วัดโพธิ์ปล้ำ,
    พ่อท่านคล้าย สวนขัน (เอา ฤ ฤามา-ฦ ฦาไป ใช้เวลา.6 เดือนกว่าจะได้.ใช้เวลาเรียนมาที่สุดในเท่าที่เรียนมาทุกๆ พระอาจารย์ฯ) และ ฆราวาส(อิสลาม) จ.ปัตตานี (เอาวิชาดูตูดจาน"เปิด3โลก")
    ส่วนที่ว่า ท่านเป็นลูกศิษย์ ลพ.ดิ่ง วัดบางวัวนั้นไม่จริง ท่านไม่เคยไปเรียนกับ ลพ.ดิ่ง บางวัวเลย วิชา.ลิง(หนุมาน) และปลักขิก ท่านเรียนมาจาก ลป.อ่อน อุตโม ทั้งสิ้น เพราะ ลป.อ่อน อุตโม ท่านสร้างปลัดขิก และ ลิงไม้แกะ ด้วย ส่วนพระยันต์ (สัพวิชาต่างๆ) ลป.กลั่น คุณวโรท่านนำมาใส่เสริมลงไปในวัตถุมงคลท่าน (เปรียบเสมือนยาหม้อใหญ่) วัตถุมงคลของท่านที่ทุกท่านรู้จักเสียส่วนใหญ่ ก็คือ.ปลัดขิก แต่จริงๆท่านสร้างไว้มากมาย ล้วนแล้วแต่มากประสบการณ์มากมาย วัตถุมงคลท่านๆท่านเสกเอง องค์เดียว ไม่นิมนต์ท่านใดมาร่วมเสก

    ท่านเคยบอกว่า (สมัยสร้างพระประธานในโบสถ์"หลวงพ่อในโบสถ์"พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์")ว่า.
    (ลูกศิษย์): ลป.ครับ จะนิมนต์พระอาจารย์รูปใดบ้าง มาฉลองโบสถหลังใหม่และพระประธาน
    (ลป.กลั่น คุณวโร): จะเชิญท่านมาทำไม เราก็สร้างเอง-เสกเองได้ ดั่งที่ที่โบราณท่านว่าไว้.ชาติเสือ ไม่ขอเนื้อใครกิน
    วัตถุมงคลของท่านก่อนที่จะให้ใครไป ท่านจะต้องมั่นใจดีแล้วจึงให้ไป ท่านว่า.มันจะเป็นบาป-เป็นกรรม แต่ท่านก็ไม่เคยบอกกล่าวใครนะว่า.ของท่านดีอย่างไร-กันอะไร ท่านก็แค่กล่าวว่า.ของดี-ของมงคล จะเอาไว้ที่บ้านก็ดี เป็นมงคลบ้าน ไว้ที่ตัวก็ดี เป็นมงคลตัว ใครจะมาบอกว่า.พอเอาของท่านไปๆพบเจออะไรบ้างท่านก็เฉย กล่าวแต่ว่า.ก็ดี เป็นของมงคล แล้วก็ยิ้ม /

    พระผู้ที่ชาวอ่างทองให้ความเคารพนับถือมาก ท่านดังทางด้านปลัดขิกครับ วัตถุมงคลท่านมีประสบการณ์มาก โดยเฉพะด้านเมตตา และมหาอุตม์ นั้นเป็นที่เลื่องลือมาก คนเฒ่าคนแก่เคยบอกว่า หลวงพ่อกลั่น ท่านขลังขนาดเคยนั่งปรกปลุกเสก จนปลัดสั่นเขยื้อน กระโดดในบาตรไปมาเลยที

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระสมเด็จ ๘๐ปี หลวงพ่อกลั่นวัดอินทราวาส ด้านหลังมีลิงอุ้มปลัด วิชาถนัดขลังเด่นดังของหลวงพ่อ

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260406_143024.jpg IMG_20260406_143051.jpg
     
  16. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,366
    ค่าพลัง:
    +21,468
    FB_IMG_1775397259521.jpg FB_IMG_1775397187256.jpg FB_IMG_1775397190065.jpg FB_IMG_1775397196533.jpg

    พระคาถามหาปทุมเสริมชะตาโชคลาภ(ของสมเด็จพระสังฆราชแพ)

    นะโมสามจบ

    ' สุกิตติมา สุภาจาโร

    สุสีละวา สุปากะโต

    ยัสสะสีมา วะเจธีโร

    เกสะโรวา อะสัมภิโต ฯ

    คนชอบมาขอพรเรื่องหน้าที่การงาน ความเจริญทางโลกสมเด็จพระสังฆราชแพท่านก็จัดให้สวดคาถาบทนี้ครับ

    คาถาสุกิตติมา เป็นคาถาที่หลวงพ่อสมเด็จพระสังฆราช(แพ) วัดสุทัศน์เทพวรารามท่านจะใช้ลงในขันน้ำมนต์ของท่านเป็นประจำ คาถาใช้ว่า "สุกิตติมา สุภาจาโร สุสีละวา สุปากะโต" เป็นเมตตามหานิยม ถ้าใครอยู่กับเจ้านายแล้วเจ้านายกัดบ่อย ให้ใช้คาถาบทนี้นึกถึงหน้าเขาแล้วก็ภาวนาจนอารมณ์ใจทรงตัว
    เจ้าประคุณสมเด็จพระสังฆราช(แพ) วัดสุทัศน์เทพวรารามท่านจะใช้ยันต์สุกิตติมากับยันต์บารมี๓๐ทัศน์คู่กันลักษณะทำเป็นกลีบบัวบานแล้วเขียนตัวอักขระ ด้านหนึ่งจะอยู่ก้นขันน้ำมนต์ ด้านหนึ่งจะอยู่ที่ฝา ถ้าเป็นภาษาของนักเล่นคาถา เขาจะเรียกว่า ยันต์ประทับหน้ากับยันต์ประทับหลัง
    เหตุที่เรียกว่ายันต์ดวงนี้เพราะด้านหลังองค์พระปิดตาจะมียันต์สุกิติมาซึ่งเป็นยันต์โบราณมีที่มาจากคาถาดังนี้ สุกิติมา สุภาจาโร สุปากโต ยัสสสีมา วเจติโร เกสโรวา อสมภิโต เป็นคาถาที่พระสังกัจจายน์ใช้อธิษฐานปิดตาเข้าอภิญญาอธิษฐานลาภ หลวงปู่โต๊ะท่านได้เล่าเรียนคาถานี้มาจากหลวงพ่อโหน่งวัดอัมพวันสุพรรณบุรีท่านจึงได้นำมาลงไว้ในหลังพระปิดตาของท่านพระปิดตารุ่นนี้เมื่อได้มีผู้บูชาไปแล้วปรากฏว่ามีลาภเป็นเสน่ห์เมตตามหานิยมมากเงินทองไม่ขาดสายชีวิตดีขึ้นชาวบ้านเลยเรียกพระปิดตารุ่นหลังยันต์คุ้มดวงคือหมายความว่าพระปิดตารุ่นนี้คุ้มดวงชะตากลับร้ายกลายดีได้ต่อมาก็เรียกกร่อนเป็นยันต์ดวงนี่เอง

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญพระเจ้าห้าพระองค์ หลังยันต์สุกิติมา

    นิตยสารลานโพธิ์ เพื่อเป็นที่ระลึกครบรอบ 5 ปี เนื้อทองแดง ดำเนินการจัดสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๒

    ลานโพธิ์ยุคนั้นบุกตลาด สร้างพระดีๆ เหรียญดีๆ หลายรุ่นน่ะครับ แจกมากับนิตยสารลานโพธิ์ ที่จำได้ชัดเจน หรือเหรียญหลวงพ่อทวด ปลุกเสกโดยหลวงปู่ ดู่ รุ่นกระโดดบาตร เป็นที่นิยมมาก เหรียญหลวงพ่อวัดมะขามเฒ่า พิธีสายวัดมะขามเฒ่า เนื่องจากเขาเป็นสื่อทำให้ อิทธิพล เส้นสาย ด้านวัตถุมงคลพอสมควรและ รู้ข่าวคราววงใน วัดไหนดี มีพิธีดี จะเอาไปขอพระ ไปขอหลวงปู่ หลวงพ่อ เมตตา เป็นที่ราบรื่น เป็นของที่ สร้างมาปลุกเสกอย่างดี
    วาระพิธีอธิษฐานจิตปลุกเสก
    วาระที่ : 1
    - หลวงพ่อสงฆ์ วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย จังหวัดชุมพร อธิษฐานจิตปลุกเสกเดี่ยว
    วาระที่ : 2
    - หลวงพ่อดำ วัดตุยง จังหวัดปัตตานี อธิษฐานจิตปลุกเสกเดี่ยว
    วาระที่ : 3
    - พระอาจารย์แอบ วัดปากน้ำ หาดใหญ่ อธิษฐานจิตปลุกเสกเดี่ยว
    วาระที่ : 4
    - หลวงพ่อขวัญ วัดปากอ่าว จังหวัดสุราษฏร์ธานี อธิษฐานจิตปลุกเสกเดี่ยว
    วาระที่ : 5
    - พ่อท่านคลิ้ง วัดถลุงทอง อธิษฐานจิตปลุกเสกเดี่ยว
    วาระที่ : 6
    - พ่อท่านแก่น วัดทุ่งหล่อ อธิษฐานจิตปลุกเสกเดี่ยว
    วาระที่ : 7
    - หลวงพ่อหงษ์ วัดชลคราม จังหวัดสุราษฏร์ธานี อธิษฐานจิตปลุกเสกเดี่ยว
    วาระที่ : 8
    - หลวงพ่อจ้อย วัดเขาสุวรรณประดิษฐ์ จังหวัดสุราษฏร์ธานี อธิษฐานจิตปลุกเสกเดี่ยว
    วาระที่ : 9
    - พ่อท่านจันทร์ วัดทุ่งเฟื้อง จังหวัดนครศรีธรรมราช อธิษฐานจิตปลุกเสกเดี่ยว
    วาระที่ : 10
    - หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี กทม. อธิษฐานจิตปลุกเสกเดี่ยว
    วาระที่ : 11
    - หลวงปู่ทองอยู่ วัดใหม่หนองพะอง อธิษฐานจิตปลุกเสกเดี่ยว
    วาระที่ : 12
    - พระอาจารย์สมชาย วัดเขาสุกิม อธิษฐานจิตปลุกเสกเดี่ยว
    วาระที่ : 13
    - พิธีพุทธาภิเษก ณ วัดเวฬุราชิน ตลาดพลู ธนบุรี เมื่อ 9 ธันวาคม พ.ศ.2522 โดยมีพระเกจอาจารย์ดังนี้
    1.) หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี,
    2.) หลวงพ่ออุตตมะ วัดวังวิเวการาม,
    3.) หลวงปู่เส่ง วัดกัลยา,
    4.) หลวงปู่สาม วัดไตรวิเวก,
    5.) หลวงปู่คำมี วัดถ้ำคูหาสวรรค์,
    6.) หลวงพ่อสมชาย วัดเขาสุกิม,
    7.) หลวงพ่อพริ้ง วัดโบสถ์โก่งธนู,
    8.) หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง,
    9.) หลวงพ่อทองอยู่ วัดใหม่หนองพะอง,
    10.) หลวงพ่อทองสุข วัดสะพานสูง,
    11.) หลวงพ่อทองดำ วัดถ้ำตะเพียนทอง,
    12.) หลวงพ่อสุด วัดกาหลง,
    13.) หลวงพ่อทองสุข วัดสพานสูง,
    14.) หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง เป็นต้น
    วาระที่ : 14
    - พิธีพุทธาภิเษก ณ วัดเวฬุราชิน วันที่ 22 ธันวาคม 2522
    1.) สมเด็จพระธีรญาณมุนี วัดจักรวรรดิ์ราชาวาส
    2.) พระวิสิทธาธิบดี วัดไตรมิตรวิทยาราม
    3.) พระเทพคุณาภรณ์ วัดเทพธิดาราม
    4.) พระราชโมลี วัดราชโอรสาราม
    5.) พระวิสุทธิวราภรณ์ วัดจันทาราม
    6.) พระศรีกิตติโสภณ วัดจักรวรรดิ์ราชาวาส
    7.) พระธีรสารมุนี วัดอัปสรสวรรค์
    8.) พระครูสังฆวิสุทธิคุณ วัดเวฬุราชิน
    9.) พระครูประสาทวรคุณ (หลวงพ่อพริ้ง) วัดโบสถ์โก่งธนู ลพบุรี
    10.) พระครูสมุห์กลั่น คุณวโร วัดอินทราวาส อ่างทอง
    11.) หลวงปู่วัน เขมโก วัดสิทธาราม อ่างทอง
    12.) พระสุนทรธรรมภาณี (หลวงพ่อแพ) วัดพิกุลทอง สิงห์บุรี
    13.) พระวิสุทธิ์สารเถร (หลวงพ่อถิร) วัดป่าเลไลยก์ สุพรรณบุรี
    14.) พระครูอุดมสิทธาจารย์ (หลวงพ่ออุตมะ) วัดวังวิเวการาม กาญจนบุรี
    15.) พระครูไห (หลวงพ่อไห) วัดบางทะลุ เพชรบุรี
    16.) พระครูสมุทรธรรมสุนทร (หลวงพ่อสุด) วัดกาหลง สมุทรสาคร
    17.) พระครูสุตาธิการี (หลวงพ่อทองอยู่) วัดหนองพระอง สมุทรสาคร
    18.) พระโพธิสังวรเถร (หลวงพ่อไพฑูรณ์) วัดโพธินิมิตร กรุงเทพ
    19.) พระอาจารย์สมบัติ ปิยธมํโม วัดทองศาลางาม กรุงเทพ
    20.) พระอดุลธรรมเวที (หลวงพ่อไวย์) วัดบรมวงศ์ อยุธยา
    21.) พระครูภาวนารังสี (หลวงพ่อเปลื่อง) วัดใหญ่ชัยมงคล อยุธยา
    22.) พระญาณนายก (หลวงพ่อผา) วัดอุดมธานี นครนายก
    23.) พระครูนนทกิจโสภณ (หลวงพ่อทองสุข) วัดสะพานสูง นนทบุรี
    24.) พระอาจารย์ทองคำ อินฺทวังโส สำนักสงฆ์ถ้ำตะเพียนทอง ลพบุรี
    ก่อนจะนำไปหากมีเวลาจะนำไปให้ หลวงปู่หลุย วัดถ้ำผาปิ้ง ปลุกเสกหากติดขัดด้วยเวลาจะนำให้พระคณาจารย์อื่นปลุกเสกแทน
    อ้างอิง : ข้อมูลจากนิตยสารพระเครื่องลานโพธิ์ ฉบับ ปี 2522

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญพระเจ้าห้าพระองค์หลังยันต์ดวงสุกิตติมาดังนี้เป็นยันต์ที่อยู่ในหลังพระปิดตารุ่นแพงๆหลวงปู่โต๊ะและเหรียญหลวงปู่โต๊ะและเหรียญนี้ยังได้รับการปลุกเสกจากหลวงปู่โต๊ะอีกหลายวาระ

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260405_205158.jpg IMG_20260405_205223.jpg
     
  17. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,366
    ค่าพลัง:
    +21,468
    "น้ำทะเลไม่แห้งใครก็ฆ่าศิษย์หลวงปู่ไม่ตาย แผ่นดินพลิกได้ศิษย์หลวงปู่ถึงรู้จักจน"

    ส่วน “นะเมติ” นั้นถือเป็นคาถาหลักของหลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญเลยก็ว่าได้ เพราะพระแม่ธรณีนั้นเป็นเทพนารีที่ผูกพันธ์กับหลวงปู่มาตั้งแต่สมัยเด็กๆ หลวงปู่เล่าว่าเจอผู้หญิงร่างกายกำยำผิวคล้ำ มาดักไล่จับท่านที่ยังเด็ก ที่หน้าป่าช้า พอจับได้ก็จะให้ดื่มนมจากอก ตั้งแต่นั้นมาท่านก็ได้วิชาจากพระแม่ธรณีอยู่เสมอๆ ไม่ว่าจะเป็น ตะกรุดพระแม่ธรณี ตะกรุดกันโรค เป็นต้น

    “นะเมติ” นั้น แปลว่า “ยอดน้ำนมของแม่พระธรนี” เป็นคาถาแทนความเมตตาอันไม่มีประมาณของมารดาต่อบุตร และต่อสรรพสัตว์ทั้งหลายในโลก เมื่อภาวนาเยอะๆ ก็จะเป็นเมตตามหานิยม เป็นที่รักของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ให้เรานั้นมีใจเหมือนแม่ธรณีที่ไม่เลือกว่าแม้จะเป็นใคร เป็นคนดี เป็นคนเลว เป็นพระราชา เป็นโจร ก็มีสิทธิ์อาศัยบนพื้นธรณีนี้เช่นเดียวกัน

    คาถาบูชา หลวงปู่หงษ์

    นะโม อวโล โพธิสัตโต มะมะ พรหมะคุณา กิตติ ยะศา มหาลาภา นะมามิหัง

    สีผึ้งสาริกาของท่านยังสามารถใช้รักษาโรคกันภัยได้อีกด้วย เช่น เริม งูสวัด ฝี ถูกน้ำร้อนลวก ถูกไฟไหม้ รำมะนาดใช้ทา ภาวนา นะเมติ 12 จบ

    หลวงปู่หงษ์จะมาช่วยศิษย์ครั้งละ 200 กายทิพย์

    หลวงปู่หงษ์เมตตาเล่าไว้…..วันหน้าถ้าศิษย์ ลูกหลานนึกถึงหลวงปู่หงษ์ หลวงปู่จะมาช่วยทีละ 200 กายทิพย์ เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผู้เขียนเห็นว่าจะเป็นการส่งเสริม ศรัทธาในคุณพระรัตนะตรัยที่มั่นคง เป็นขวัญกำลังใจ เป็นอนุสติ เป็นสัญญาระหว่างครูและศิษย์ คำกล่าวนี้หลวงปู่เล่าไว้เมื่อครั้งหลวงปู่หงษ์ ท่านอาพาธหนักเมื่อปี 52 เมื่อหลวงปู่หงษ์หายจากอาพาธหนักในครั้งนั้น หลวงปู่ได้เล่าให้หลานชายที่ช่วยหลวงปู่ดูแลด้านการปลูกป่า สร้างวัดสาขาต่าง ๆ คือ คุณไพบูรณ์ บุญสวัสดิ์ฟัง หลวงปู่เล่าว่า ขณะป่วยนั้น…ได้ขึ้นไปเบื้องบนและครูบาอาจารย์หลวงปู่หงษ์ได้พยากรณ์หลวงปู่ว่า บุญกุศลที่บำเพ็ญพุทธภูมิได้เต็มเปี่ยม สมบูรณ์ด้วยบารมี 30 ทัศแล้ว ครูบาอาจารย์ เทพ-พรหม จึงทำพิธีพร้อมกับยกหลวงปู่หงษ์ขึ้นเป็นบรมโพธิสัตว์ และพยากรณ์หลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญไว้ว่า…หากละขันธ์ 5 กลับขึ้นมาเบื้องบน สามารถช่วยศิษย์ได้พร้อม ๆ กันทีละ 2,000 คน ช่วยศิษย์ 1 คนทีละ 200 กายทิพย์

    ถ้าวันหน้าศิษย์ลูกหลานหลวงปู่ทุกข์ร้อนมีภัย ให้นึกถึงหลวงปู่..หลวงปู่จะมาช่วยทีละ 200 กายทิพย์ ช่วยศิษย์พร้อม ๆ กันคราวละ 2,000 คน เรื่องนี้มีพยานยืนยัน มีผู้ที่ได้ฟังจากหลวงปู่หงษ์ อีกคนคืออาจารย์ยุทธนันท์ ประวงษ์ (กองทุนปลูกป่า)

    ซึ่งผู้เขียนหวังให้ท่านผู้อ่านใช้วิจารณญาณ พิจารณา มิได้มีเจตนาสร้างกระแสหรือ มอมเมาบั่นทอนสติปัญญาท่านผู้อ่าน แต่ได้นำเสนอเรื่องราวตามที่ไดสดับฟังมา จากบุคคลที่เชื่อถือได้ แม้มีความใดที่เจตนามุสาโกหก ขอตกนรกหมกไหม้ได้ มิหวั่นเลย…ขอเจริญพร

    ตัวอย่างธรรมะข้อคิดจากหลวงปู่

    – หลวงปู่สอนว่า คนเรานั้นไม่ได้ดีกันมาตั้งแต่เกิด เปรียบเหมือนเสื้อผ้าที่เปื้อนโคลน เปื้อนยางกล้วย ก็ต้องค่อยๆขัด ค่อยๆถูออกไป ถึงจะสะอาดได้ คนเราเองก็เช่นกัน ต้องค่อยๆทำความดีสะสมไป วันนึงก็จะดีเอง ไม่ใช่ว่าเกิดมาแล้วจะดีเลย

    – หลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญ –

    – หลวงปู่บอกว่า ท่านนั้นจะสร้างน้ำ สร้างป่า ไปจนตายเพื่อถวายพระเจ้าอยู่หัว ท่านจะทำให้ลูกให้หลานดูเป็นตัวอย่าง วันหนึ่งๆ นั้นหลวงปู่มีความคิดเพียงแต่ว่า จะทำอย่างไรให้ชาวบ้าน ได้มีน้ำกินน้ำใช้ ได้มีถนนหนทางให้เดิน มีบ้านให้อยู่อาศัย จะสร้างคนอย่างไรให้เป็นคนดีของสังคม คิดก็แต่จะให้คนและสัตว์ทั้งหลายได้มีความสุข


    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    รูปถ่ายสีหลวงปู่หงษ์หลังจารยันต์ นะเมติ ด้วยปากกา รูปยุค ต้น ราวๆปี ๒๕๔๑ ครับ

    ให้บูชา 450 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260403_202741.jpg IMG_20260403_202833.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 6 เมษายน 2026
  18. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,366
    ค่าพลัง:
    +21,468
    เหรียญพระพุทโธวัดอาวุธ ปี ๒๕๔๓ พิธีใหญ่

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260403_155033.jpg IMG_20260403_155125.jpg
     
  19. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,366
    ค่าพลัง:
    +21,468
    FB_IMG_1775476888417.jpg

    เรื่องอดีตชาติของท่านพระอาจารย์เปลี่ยน เจ้ากรรมนายเวรหนีอย่างไรก็ไม่พ้น !!! แม้เกิดใหม่เป็นเดรัจฉานยังข้ามภพข้ามชาติตามผูกพยาบาทไม่สิ้นสุด...พระอาจารย์เปลี่ยนท่านชำนาญกสิณไฟ จนหลวงปู่ชอบสอนให้เจริญเมตตา จึงก่อเกิดความร่มเย็นเผื่อแผ่มาถึงศิษยานุศิษย์ตราบจนท่านละสังขาร

    เรื่อง “อดีตชาติของท่านพระอาจารย์เปลี่ยน ที่เขาวังเพชรบุรี”

    ปี ๒๕๔๖ ผู้เขียน (ครูบากล้วย-พระวีระศักดิ์ ธีรภัทโท) เข้ามาพักที่วัดป่าเชิงเลนหลังมูลนิธิพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ได้พบกับท่านพระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป อีกครั้งที่นี่ ท่านพระอาจารย์ภัลลภ อภิปาโล เจ้าอาวาสวัดป่าเชิงเลน ศิษย์ผู้พี่ชวนไปสรงน้ำท่านพระอาจารย์เปลี่ยนด้วยกัน ระหว่างสรงน้ำอยู่นั้นท่านอาจารย์เปลี่ยนพูดให้ฟังว่า ลูกศิษย์ของท่านนิมนต์ไปเทศน์ที่เพชรบุรี ขากลับลูกศิษย์นิมนต์ท่านไปดูพระตำหนักเขาวัง เพชรบุรี ท่านบอกเราก็ไม่เคยไปเขาวังมาก่อนจึงอยากจะไปดู

    พอไปถึงพระตำหนักเขาวัง ท่านลงจากรถไปนั่งพักอยู่ที่ม้านั่งหินอ่อน ท่านนั่งพักอยู่ที่นี่ประมาณสิบนาที มีลิงตัวผู้สองตัวพยายามจะเข้ามากัดท่าน ลิงสองตัวนี้แสดงกิริยาโกรธเกรี้ยวใส่ท่านตั้งแต่แรกเห็นหน้ากัน เจ้าหน้าที่ดูแลพระตำหนักเขาวังและลูกศิษย์ของท่านพากันไล่ลิงสองตัวนี้ให้ออกไปพ้นจากท่าน พอถูกไล่ลิงสองตัวนี้ก็จะหนีออกไปไม่ไกล ลิงทั้งสองพยายามวนเวียนจะลอบเข้ามากัดท่านให้ได้

    พระอาจารย์เปลี่ยนท่านพิจารณาในลิงสองตัวนี้ทำไมมันจึงมีความอาฆาตมาดร้ายต่อเรานักหนา ท่านทราบด้วยญาณวิถีความรู้ของท่านว่า อดีตชาติในสมัยรัชกาลที่ ๕ ท่านเกิดเป็นทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ เป็นหัวหน้าทหารองครักษ์ของรัชกาลที่ ๕ มียศพันตรี ท่านได้ติดตามมาอารักขาถวายความปลอดภัยพระองค์ท่านที่พระตำหนักเขาวัง

    ลิงสองตัวนี้เคยเป็นทหารลูกน้องเก่าของท่านมาก่อนในชาตินั้น ลิงตัวหนึ่งเป็นอดีตทหารยศนายสิบ ลิงอีกตัวหนึ่งเป็นอดีตพลทหารเกณฑ์

    ทั้งสองคนตอนชาติเป็นทหารพากันหนีเวรยามแอบหลบไปกินเหล้า พอท่านจับได้ท่านจึงสั่งลงโทษและกักขังทหารทั้งสองนาย ทั้งสองเมื่อถูกท่านลงโทษสั่งขังจึงมีใจเคียดแค้นให้กับท่าน พอพ้นจากโทษแล้วทั้งสองก็วางแผนลอบทำร้ายท่าน แต่แผนการไม่สำเร็จ ทหารทั้งสองนายตายจากชาตินั้นก็มาเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานหมุนเวียนเปลี่ยนชาติที่รอบบริเวณเขาวัง ชาติปัจจุบันพากันมาเกิดเป็นลิงที่เขาวังอีก ด้วยจิตใจที่มีความพยาบาทต่อท่านมาก่อน พอมาเจอกันในชาติปัจจุบันลิงทั้งสองตัวจึงมีใจมุ่งที่จะทำร้ายท่านให้ได้

    ชาตินั้นท่านบอกเรามีลูกสาวสองคน ปัจจุบันลูกสาวของเราทั้งสองได้มาเกิดเป็นผู้หญิงอีกเหมือนเดิม ลูกสาวคนหนึ่งเกิดอยู่ที่กรุงเทพฯ ลูกสาวอีกคนหนึ่งเกิดอยู่ที่เชียงใหม่ ลูกสาวของท่านทั้งสองก็ได้มาเจอกันกับท่านอีกในชาติปัจจุบัน แต่เป็นการมาเจอกันในฐานะครูบาอาจารย์ผู้เป็นหลักใจให้กับเขาทั้งสอง

    ชาตินั้นท่านสิ้นอายุขัยเมื่ออายุหกสิบสองย่างหกสิบสาม ตายจากชาตินั้นท่านมาเกิดเป็นรุกขเทวดาในเวลาสั้นๆ ไม่กี่สิบปีของเวลาโลกมนุษย์ พระอาจารย์เปลี่ยนท่านได้รับเมตตาธรรมจากองค์ท่านหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เมื่อครั้งท่านเกิดเป็นรุกขเทวดา บุญเมตตาขององค์ท่านหลวงปู่มั่น และบุญบารมีของตนเองที่สร้างมา ทำให้ท่านได้มาเกิดเป็นมนุษย์ในปัจจุบันโดยเร็ว พอท่านได้มาบวชท่านก็ทำความเพียรปฏิบัติจนรู้ธรรมได้ในปัจจุบัน

    หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ท่านพูดถึงท่านพระอาจารย์เปลี่ยนให้ฟัง “ท่านเปลี่ยนเป็นลูกศิษย์เราที่มีความชำนาญในเรื่องกสิณไฟ เพราะวาสนาเก่าท่านเปลี่ยนเคยเป็นฤษีมาหลายชาติ จิตจึงมีความชำนาญในเรื่องนี้ จริตท่านเปลี่ยนโลดโผนออกรู้ออกเห็นในเรื่องลึกลับเสมอ สมัยท่านเปลี่ยนเป็นพระหนุ่มถ้าตกใจหรือไม่พอใจขึ้นมา ถ้าเพ่งจิตใส่ใครแล้วผู้นั้นจะเป็นอันตรายได้เลย ท่านเปลี่ยนถามเราว่าจะแก้ไขเรื่องนี้ยังไงดี เวลาเพ่งมองใครแล้วมันจะพุ่งออกมาจนห้ามจิตไม่ทัน”

    “เราก็ว่ามันเอาแต่กสิณนำหน้านี่ เอากสิณนำหน้ามันก็เป็นแบบนี้แหละ ให้ฝึกจิตมีเมตตามีความชำนาญในเมตตา เมตตาจะเป็นผู้ประคองจิตให้อ่อนโยน ถ้าไม่มีเมตตามาคุมจิตแล้วเวลากสิณพุ่งออกมา ผู้อื่นจะเป็นอันตรายได้ ตัวอย่างอาจารย์ฝั้น (อาจาโร) ท่านก็เคยเป็นมาก่อน นกเค้ามันร้องอยู่บนต้นไม้ขณะท่านกำลังเดินจงกรม ท่านหันขึ้นไปมองนกเค้าแค่นึกในใจของตนเองว่า โห้...นกเค้านี่ อำนาจกสิณของท่านพุ่งใส่นกเค้าจนตกต้นไม้ตาย อาจารย์ฝั้นเองท่านก็ไม่ได้มีเจตนาที่จะทำร้ายนกเค้า แต่ท่านก็ไม่รู้วิธีควบจิตในตอนนั้น”

    “อาจารย์ใหญ่มั่นท่านจึงแก้ให้อาจารย์ฝั้นให้เจริญเมตตาให้มากๆ เพราะเมตตาจะเป็นตัวควบจิตไม่ให้แสดงฤทธิ์ออกมาโดยพลการ อาการจิตของท่านเปลี่ยนกับอาการจิตของท่านอาจารย์ฝั้นเป็นอาการเดียวกัน เราจึงให้อุบายธรรมไปเป็นยารักษา เราบอกท่านเปลี่ยนให้ใช้วิธีนี้แก้ไขควบคุมจิตของตนเอง ท่านเปลี่ยนจึงแก้ไขจิตตนเองได้ในเรื่องนี้”

    พระผงกลีบบัว รุ่นแรก ปี๒๕๓๖ (โรยเส้นเกศา)
    หลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป วัดอรัญวิเวก จ.เชียงใหม่

    ที่ระลึกอายุครบ๕รอบ๖๐ปี
    เนื้อผงพุทธคุณเมื่อปี ๒๕๓๖ ด้านหลังโรยเส้นเกศา
    และที่สำคัญพระผงรุ่นนี้ เข้าพิธีเดียวกับเหรียญรุ่นแรก
    หลวงปู่เปลี่ยน เมตตาอธิษฐานจิต ๑ ไตรมาส

    พระกลีบบัว รุ่นแรก พระอาจารย์เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป วัดอรัญวิเวก(บ้านปง) จ.เชียงใหม่

    เส้นทางสายแม่ริมถึงอำเภอพร้าวถือว่าเป็นเส้นทางจาริกของพระอริยสงฆ์ หนึ่งในนั้นที่จะกล่าวถึงคือ วัดอรัญญวิเวก (บ้านปง) ต.อินทขิล อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ เดิมเป็นสำนักสงฆ์เก่าแก่มาแต่อดีตกาล ได้มีการจัดตั้งขึ้นจากบุคคลหลายฝ่ายผู้ใฝ่ในทางพระพุทธศาสนา จึงขออาราธนานิมนต์พระคุณท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ มาพักเพื่อเจริญภาวนาและเทศนาพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ ซึ่งหลวงปู่มั่นก็ไม่ขัดศรัทธาแต่ประการใด พร้อมกับให้ชื่อว่า สำนักสงฆ์อรัญญวิเวก เป็นชื่อซึ่งหลวงปู่มั่นตั้งให้ ตั้งแต่นั้นมาในสำนักสงฆ์แห่งนี้ได้มีพระอาจารย์กัมมฏฐานหลายท่านมาจำพรรษา อาทิเช่น หลวงปู่แหวน สุจิณโณ หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม เป็นต้น ต่อมาประมาณปี 2495 หลวงปู่แหวน สุจิณโณ ได้กลับมาจำพรรษาอยู่ที่สำนักนี้อีก ๑๐ ปีติดๆ กัน ก่อนที่จะไปจำพรรษาอยู่ที่วัดดอยแม่ปั๋ง ภายหลังต่อมาพระอาจารย์เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป ท่านเป็นลูกศิษย์หลวงปู่พรหม หลวงปู่แหวน หลวงปู่ตื้อ ท่านได้ธุดงค์ตามรอยครูบาอาจารย์มาพักอยู่องค์เดียว ในปี พ.ศ. 2509 และจำพรรษาอยู่ในสำนักสงฆ์แห่งนี้ พร้อมกันนั้นท่านได้พัฒนาจนกลายเป็นวัดเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน พระอาจารย์เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป ท่านมีลูกศิษย์มากมายที่ติดตามและฝึกปฏิบัติตามแนวทางของท่าน พระอาจารย์เปลี่ยนได้รับการยอมรับในหมู่นักปฏิบัติว่าเป็นพระป่ากรรมฐานผู้เคร่งครัดในธรรมวินัย มีความเพียรอันยิ่งในการปฏิบัติ เป็นพระสุปฏิปันโนและเป็นพระแท้ที่เปี่ยมด้วยความเมตตา ท่านเขียนหนังสือหลายเล่มเพื่อถ่ายทอดธรรมะต่อสาธุชนแบบไม่มีค่าใช้จ่าย ธรรมบรรยายของท่านนั้นล้วนเป็นสิ่งที่ถูกต้องตรงจริตของผู้ฟังและสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาการปฏิบัติของตนเองได้เป็นอย่างดี การสอนของพระอาจารย์เปลี่ยนที่สำคัญนั้นมุ่งเน้นการปฏิบัติที่นำไปสู่นิพพาน ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางของการปฏิบัติในพระพุทธศาสนา พระอาจารย์เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป ได้ละสังขารอย่างสงบ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 เวลา 15.03 น. ส่วนวัตถุมงคลนั้นท่านไม่มุ่งเน้น เพียงแต่มีลูกศิษย์สร้างถวายท่านก็อธิฐานแผ่เมตตาจิตให้ ในภาพที่เห็นคือพระกลีบบัว รุ่นแรก สร้างตอนท่านอายุครบ 5 รอบ 60 ปี เมื่อปี2536 ด้านหลังมีเส้นเกศาของท่าน มีผู้แสวงหาวัตถุมงคลของท่านอย่างเงียบๆ หรือภาษาเซียนพระเรียกว่า “ซุ้มเก็บเงียบ” เพราะประจักษ์ในประสบการณ์และต่อไปจะหายาก จนมีบางคนกล่าวว่า “พระของหลวงพ่อต่อไปราคาจะเท่ากับกฏิหลังหนึ่ง”

    พระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป
    วัดอรัญญวิเวก (บ้านปง)
    ต.อินทขิล อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่
    ...

    พวกเราท่านทั้งหลายตั้งแต่เราเกิดมาตั้งแต่เล็ก
    มาจนใหญ่จนโต จนเฒ่าจนแก่มาเช่นนี้
    จิตใจของพวกเรานั้นไม่ได้ฝึกฝนอบรม
    ไม่ได้ควบคุมดูแล ไม่ได้ประคับประคอง
    ไม่รักษา ไม่ได้เจริญเมตตาภาวนา ฝึกฝนอบรมเขา
    เขาก็ย่อมคิดไปนานาต่างๆ ให้พวกเราท่านทั้งหลาย
    มีความวุ่นวายเกิดขึ้นในการที่เขาคิด
    แล้วก็พอจะพินิจพิจารณาได้นู่นแหล่ะว่า
    บางทีนั้นจิตมันคิดดี คิดแล้วมีความสุขความสบาย
    บางทีมันคิดไม่ดี มันคิดแค่ทำให้มีความเศร้าหมองความทุกข์
    มันก็คิด นี่เป็นเรื่องของจิต

    เหตุฉะนั้นการฝึกฝนอบรมจิตใจจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ
    แม้เขาจะมาอยู่กับรูปร่างกายพวกเราก็ตาม
    เขามาอาศัยอยู่แต่เขามีอำนาจ มีการควบคุมร่างกาย
    ให้เป็นไปตามอำนาจของเขาที่มันยังใช้งานได้อยู่
    เรียกว่า เขาควบคุมดูแล มันเป็นเช่นนี้แหละ

    เมื่อจิตใจของพวกเรา เมื่อมันเกิดคิดไม่ดีขึ้นมา
    ยังโกรธยังเกลียด ยังเคียดยังแค้น ยังผูกพยาบาท
    อาฆาตจองเวรกัน ยังคิดถกเถียงทุบตีกัน คิดฆ่ากัน
    เบียดเบียนกันเกิดขึ้นก็เพราะเรื่องอย่างนี้เอง
    ที่เราจะฝึกฝนอบรมจิตใจของเรามันคิดไม่ดีเป็นไปอย่าง

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระผงกลีบบัวผสมเกษาสภาพสวยสมบูรณ์ วัตถุมงคล ที่พระอรหันต์เมตตาอธิฐานจิต ๑ ไตรมาส

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ


    IMG_20260406_190358.jpg IMG_20260406_190428.jpg
     
  20. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,366
    ค่าพลัง:
    +21,468
    1775479883267.jpg

    เหรียญรุ่นแรก หลวงพ่อเอิบ วัดซุ้มกระต่าย

    หลวงพ่อเอิบ วัดซุ้มกระต่าย (วัดหนองหม้อแกง) อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ได้ชื่อว่าเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงในด้านการปลุกเสกวัตถุมงคลได้เข้มขลังนักหนา เล่ากันว่าท่านสามารถปลุกเสกหัวชะมดให้ตั้งหัว ชูคอขึ้นมากลางฝ่ามือท่านได้

    และวัตถุมงคลของท่านอีกหลายชนิดได้รับความนิยมเลื่อมใสจากศิษย์และผู้นำไปบูชาติดตัวทุกคนว่ามีพุทธคุณสูง
    อัตโนประวัติ หลวงพ่อเอิบ มีนามเดิมว่า เอิบ อินทรประสิทธิ์ ท่านเกิดเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๔๙๐ ส่วนจะเป็นวันที่เท่าไร ท่านจำไม่ได้เสียแล้ว โยมบิดาชื่อนายสีโย่ง อินทรประสิทธิ์ โยมมารดาชื่อนางฉะอ้อน อินทรประสิทธิ์ มีพี่น้องร่วมท้อง ๘ คน โดยท่านเป็นบุตรชายคนที่ ๔ โยมบิดาท่านเข้าใจว่าเป็นคนกว้างขวางพอสมควร เพราะเป็นทั้งศิษย์คนสนิทและญาติหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพธิ์ มีความเป็นนักสู้และคาถาอาคมมากพอตัว ส่วนโยมมารดาท่านก็เป็นญาติกับหลวงพ่อเดิมด้วยเช่นกัน จึงนับว่าหลวงพ่อเอิบ ท่านเป็นหลานของหลวงพ่อเดิม เทพเจ้าของชาวหนองโพธิ์โดยแท้
    ชีวิตสมัยเด็ก บิดาท่านฝากให้ท่านมาเป็นลูกศิษย์ของท่านพระครูสังฆรักษ์วิชิต แห่งวัดเกาะสุวรรณาราม ทุ่งสายไหม ดอนเมือง ตั้งแต่เล็กๆ จึงได้เรียนหนังสือชั้นประถมที่โรงเรียนวัดเกาะฯ และชั้นมัธยมที่โรงเรียนฤทธิ์ยวรรณาลัย ดอนเมือง จากนั้นจึงเดินทางกลับบ้านเกิดที่นครสวรรค์ ท่านมีความสนใจและใฝ่รู้ในคาถาอาคมมาตั้งแต่เป็นเด็กเล็ก ท่านเป็นคนใจเย็น ยิ้มง่าย โกรธยาก ท่านใช้ชีวิตในเพศฆราวาสมาอยากโชกโชน สมัยหนุ่มๆ ก่อนบวช ท่านมีทรัพย์สมบัตินับว่ามากอยู่ทีเดียว คือมีที่นาประมาณ ๑๐๐ กว่าไร่ มีช้าง ๑ เชือก มีม้า ๘ ตัว มีวัว ๓๐๐ ตัว และมีควาย ๑๐๐ ตัว ทั้งๆที่ท่านมีทรัพย์สมบัติมากเช่นนี้ แต่ท่านกลับไม่สนใจในเรื่องการมีครอบครัว เมื่อท่านมีทรัพย์สมบัติมากโดยเฉพาะที่ดิน ที่อยู่ตามช่องแคบ้าง โกรกพระบ้าง ตาคลีบ้าง ท่านจึงต้องเดินทางเพื่อดูแลทรัพย์สินของท่านจึงทำให้ท่านได้สนิทสนมกับพระเกจิอาจารย์ในถิ่นนครสวรรค์เป็นอย่างดี เช่น หลวงพ่อพรหม วัดช่องแค, หลวงพ่อโอน วัดโคกเดื่อ, หลวงพ่อโอด วัดจันเสน และหลวงปู่สี วัดถ้ำเขาบุญนาก ซึ่งแต่ละอาจารย์แต่ละองค์ที่ท่านเข้าไปกราบเพื่อขอเรียนพุทธาคมบ้าง ขอวัตถุมงคลคุ้มครองตนบ้าง ต่างบอกให้ท่านละสมบัติออกบวชทั้งสิ้น คล้ายกับว่าท่านจะมีนิสัยในทางกุศลมาแต่เดิม และเมื่อท่านตัดสินใจออกบวช ท่านก็ละทิ้งทรัพย์สมบัติเหล่านี้ไปอย่างไม่ใยดี ท่านขายทรัพย์สินที่มีอยู่จนเกือบหมด เพื่อนำปัจจัยมาซื้อที่เพื่อสร้างวัด และนำมาพัฒนาวัด
    อุปสมบท
    ท่านใช้ชีวิตในเพศฆราวาสมาจนถึงอายุ ๒๑ ปี จึงได้อุปสมบท ณ. พัทสีมาวัดหางน้ำหนองแขม เมื่อเดือนกรกฏาคม พ.ศ. ๒๕๑๒ โดยมีพระครูนิยุติธรรมกิจ วัดเขาไม้แก้ว เจ้าคณะอำเภอพยุหะคีรีในสมัยนั้นเป็นพระอุปัชณาย์ พระครูปลัดฉุย วัดหางน้ำสาคร เป็นพระอนุสาวนาจารย์ และพระอาจารย์เฉย วัดหางน้ำสาคร เป็นพระกรรมวาจาจารย์
    เมื่อบวชแล้วท่านจึงได้ออกเดินทางไปกราบพระเกจิอาจารย์แถวถิ่นนครสวรรค์ และได้ฝากตัวเป็นศิษย์ศึกษาพุทธาคมหลายต่อหลายพระอาจารย์ เช่น
    หลวงพ่อพรหม ถาวโร วัดช่องแค ท่านขอเรียนวิชารักษาโรค สูญฝี และการปลุกเสกวัตถุมงคล
    หลวงปู่สี ฉันทฺสิริ วัดเขาถ้ำบุญนาก ท่านขอเรียนวิชาทางคงกระพัน ขึ้นกรรมฐาน และการปลุกเสกพระ
    หลวงพ่อโอน วัดโคกเดื่อ และ หลวงพ่อโอด วัดจันเสน ท่านขอเรียนวิชาทางเมตตา เสกเทียน นั่งเทียน
    หลวงพ่อกัน วัดเขาแก้ว ท่านขอเรียนวิชาประจุมีดหมอ ทำของแก้คุณไสย
    พระอาจารย์บุญมี วัดวาปีรัตนาราม ท่านขอเรียนทางใน เรียกคน ค้าขาย
    หลวงปู่คำ วัดสุวรรณาราม ท่านขอเรียนวิชาผูกดวง แก้ดวง
    หลวงพ่อเจ๊ก วัดระนาม ท่านขอเรียนวิชามหาอำนาจ จังงัง ตวาดป่า และการปลุกเสกพระ หลวงพ่อเจ๊ก กับท่านชอบพอสนิทกันดี จะเคยสอนวิชาฝังและถอนอาถรรพ์ให้ท่าน แต่หลวงพ่อเจ๊กมรณภาพเสียก่อน จึงไม่ได้เรียน
    หลวงพ่อบุญมี วัดเขาสมอคอน ท่านไปขอเรียนวิชาทำมีดหมอ และยังได้เคยสร้างมีดหมอไปให้หลวงพ่อบุญมีเสกเพื่อหาทุนสร้างวัดมาแล้ว
    จะเห็นได้ว่าหลวงพ่อเอิบท่านเป็นพระที่ขยันหมั่นเพียรในการศึกษาเป็นอย่าง มาก แต่ที่ท่านได้วิชาสำคัญไว้มากที่สุดคือ หลวงพ่อสด วัดหางน้ำสาคร นครสวรรค์ ซึ่งเป็นศิษย์สายในของหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพธิ์ หลวงพ่อสด ท่านมีวาจาสิทธิ์ มีอาคมขลัง ปากพระร่วง และมีพลังจิตแกร่งกล้ามาก เช่นครั้งหนึ่ง ท่านขึ้นไปก่อสร้างศาลา โดยขณะท่านกำลังตอกตะปูอยู่ ได้ทำลังตะปูตกลงไปในแม่น้ำ ท่านได้ตะโกนบอกพระเณรด้านล่างว่าให้ช่วยกันเก็บตะปูที่ตกน้ำหน่อย พระเรียนท่านว่าตะปูตกน้ำมันก็จมหมดแล้วซิหลวงพ่อ ท่านบอกว่า “มันไม่จมหรอกว๊ะ ไปช่วยกันเก็บหน่อย ช้าไปเดี๋ยวน้ำจะพัดไปไกลเสียหมด” พอพระเดินไปดูริมน้ำ ปรากฏว่าตะปูที่ทำด้วยเหล็ก กลับลอยน้ำได้อย่างน่าอัศจรรย์ พระเณรจึงช่วยกันเก็บใส่ลังได้อย่างครบถ้วน และเมื่อหลวงพ่อสด จะละสังขาร ท่านได้บอกวันเวลาที่จะละสังขารให้ญาติโยมทราบกันทั่ว และเมื่อถึงเวลานั้นจริงๆ ท่านก็นั่งสมาธิถอดจิตละสังขารไปอย่างสงบ
    ต่อมาหลวงพ่อเอิบ ท่านได้ทราบชื่อเสียงของ หลวงพ่อผินะ วัดพระสนมลาว ว่าเป็นพระเคร่งครัดในด้านการพิจารณาอสุภกรรมฐาน ท่านจึงได้ไปขอเรียนวิชากรรมฐาน เสกของ และเสกผงอาถรรพ์ รวมทั้งการสร้างหัวชะมด และดาวยศ จากหลวงพ่อผินะ วัดพระสนมลาว ท่านเล่าให้ฟังว่า ครั้งแรกไปกราบเป็นเวลาใกล้เพลพอดี จึงเห็นหลวงพ่อผินะ ท่านฉันอาหารแบบเทรวม คือ อาหารคาว ผัด ทอด คั่ว แกงกะทิ หรือแกงอะไรก็แล้วแต่ ท่านจะตักมาผสมรวมกันในบาตร จากนั้นจึงตักขนมหวาน ไม่ว่าจะเป็นลอดช่องน้ำกะทิ หรือกล้วยบวชชี หรืออะไรก็แล้วแต่ประดามี เทผสมลงไปด้วย แล้วจะเอาน้ำที่จะดื่มเทผสมลงไปเป็นอันดับสุดท้าย ทำการคนให้เข้ากัน แล้วจึงฉัน การฉันอาหารเช่นนี้เป็นการแสดงให้เห็นว่า หลวงพ่อผินะท่านหลุดพ้นจากเรื่องรูป รส กลิ่น และสัมผัสอย่างแท้จริง เมื่อหลวงพ่อผินะฉันเสร็จแล้ว จึงได้เลื่อนบาตรที่ฉันส่งให้หลวงพ่อเอิบ แล้วพูดว่า “จะมาเรียนวิชาจากพ่อ ก็ต้องกิน ต้องนอนให้เหมือนพ่อนะ” หลวงพ่อเอิบจึงได้ฉันอาหารในบาตรของหลวงพ่อผินะ ตั้งแต่วันแรกที่มากราบแล้ว อันเป็นการปฎิบัติโดยปริยายว่า หลวงพ่อผินะ ได้รับหลวงพ่อเอิบเป็นศิษย์แล้ว
    หลวงพ่อเอิบเล่าให้ฟังถึงความแปลกและบารมีของหลวงพ่อผินะว่า หลวงพ่อผินะ ท่านเขียนธงไว้ ๓ ผืน เรียกว่า ธงสั่งฟ้า คือ ถ้าจะให้ฝนตก ก็ชักธงขึ้น ฝนก็จะตก หรือบางครั้งฝนตกมากไป พอชักธงขึ้น ฝนก็จะหยุด หรือบางทีท่านขลังๆ ขึ้นมาก็ให้ชักธงขึ้นไป เพื่อล่อให้ฟ้าผ่าลงมาที่ธงเป็นแสงสว่างน่ากลัว แต่ที่น่าแปลกคือธงไม่เกิดความเสียหายจากฟ้าผ่าแต่อย่างใด หรือถ้าท่านต้องการให้ใครมาหาท่าน หรือบางทีท่านต้องการหาทุนสร้างวัด ก็จะชักธงขึ้น ก็จะมีคนที่อยากให้มาพบ มาพบจริง ๆ และก็จะมีคนมาทำบุญเป็นจำนวนมากด้วย วิชานี้ท่านบอกว่า ท่านไม่ได้เรียนไว้ เพราะเป็นวิชาเฉพาะตัว คู่บารมีของหลวงพ่อผินะ เพียงองค์เดียว……..กล่าวทิ้งท้ายว่า สมัยก่อน ท่านมีหัวชะมดของหลวงพ่อผินะตกสิบกว่าตัว มีทั้งที่ทำด้วยงา ลิ้นเป็นทองคำ ตาเป็นพลอยสวยงาม และที่เป็นไม้อาถรรพ์ เช่นไม้สัก ไม้มะดัน แต่ปัจจุบันไม่เหลือเลยสักตัวเดียว เพราะท่านออกให้เช่าหาทุนสร้างวัดจนหมด.
    หลวงพ่อเอิบ วัดหนองหม้อแกง องค์นี้สมัยยังไม่บวชก็ขลังไม่ใช่เล่น ชาวบ้านไปทำนา โดนผีตายโหงเข้า กี่หมอ กี่หลวงพ่อ ก็ไล่ไม่ออก ท่านขอลองบ้าง โดยหยิบรองเท้าแตะของตัวเองมาข้างหนึ่ง เสกคาถาเป่าไปที่รองเท้าแตะแล้วเดินไปตบหน้าคนโดนผีเข้าซึ่งแก่คราวลุง ไล่ผีออกทันที จนได้ฉายาว่า หมอผีรองเท้าแตะ เมื่อบวชแล้วไปเป็นศิษย์หลวงพ่อพรหม วัดช่องแค อยู่นาน แถมได้วิชาสายหลวงพ่อรุ่ง วัดหนองสีนวลจากหลวงพ่อโอด จันเสนด้วย เพราะวัดอยู่ใกล้กับหลวงพ่อพรหม เรียกว่าพระดีที่ไหน ไปเรียนมาหมด จนหลวงพ่อนะ วัดหนองบัว ต้องเตือนว่า เรียนอะไรหนักหนา แค่นี้ก็เกินพอแล้ว แม้หลวงพ่อสมควร วัดถือน้ำ ยังชมว่า ท่านเอิบนี่วิชาขลังไม่เบา กินกันไม่ลงเลย ท่านไปเป็นศิษย์หลวงพ่อผินะ มานาน ได้วิชาสำคัญไปหมด เพราะตอนนั้นหลวงพ่อยังไม่ดังมากเพิ่งมาดังเมื่อมรณภาพแล้ว…ท่านเล่าว่า เคล็ดวิชาของหลวงพ่อผินะ คือให้ปลงอสุภะจนจิตสว่าง รู้ถึงตัวกำเนิด ตัวกำหนัด เมื่อทำได้แล้ว ตอนนี้จะเสกถอนตัวกำเนิด วัตถุมงคลก็จะกลายเป็นของศักสิทธิ์ไม่มีเสื่อม คล้ายการอธิฐานจิตของพระอริยะเจ้าแต่กลับกัน หากเสกหนุนตัวกำเนิดวัตถุมงคลก็จะมีฤทธิ์ มีชีวิตเต้นได้ หากินได้ เป็นมหาเสน่ห์ มหาเมตตา อย่างที่สุด หาอะไรเปรียบไม่ได้ นั่นคือหลักการทำหัวชะมด เมื่อท่านเรียนแล้ว รู้หมดสิ้นแล้ว หลวงพ่อผินะ จึงสั่งว่า ไว้ให้หลวงพ่อตายเสียก่อนนะ ค่อยสร้าง มาบัดนี้เป็นโอกาสอันดีที่สาธุชนจะได้ของวิเศษ สุดยอดมหาเมตตา ปลัดหัวชะมด ไว้บูชากัน เพราะหลวงพ่อเอิบท่านสร้างปลัดหัวชะมดขึ้นมาเป็นรุ่นแรก ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อต้องการเชิดชูหลวงพ่อผินะ ครูผู้ประสาทวิชาให้ และเพื่อหาปัจจัยในการบูรณะวัดหนองหม้อแกง ซึ่งเป็นวัดกลางทุ่ง ยากจน โดยท่านตั้งใจสร้างอย่างถูกต้องตรงตามตำรา ใครก็รู้ว่าหลวงพ่อเอิบสร้างของขลังได้ขลังสุดๆ เพราะเรียนรู้หัวใจมาหมด ของจะดีของจะขลัง อยู่ที่หัวใจ หลวงพ่อเอิบนี่แหละ สำเร็จหัวใจอาถรรพณ์ทั้ง ๑๐๘ ดวง ทำอะไรจะหยิบจำอะไรเป็นขลังไปเสียหมด

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญรุ่นแรกหลวงพ่อเอิบ มีรอยจาร อักขระ

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ

    IMG_20260406_195354.jpg IMG_20260406_195418.jpg IMG_20260406_195451.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 15 เมษายน 2026

แชร์หน้านี้

Loading...