ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,002
    ค่าพลัง:
    +97,153
    FB_IMG_1777610215337.jpg

    #ข่าวใหม่ สมาชิกของนิกายอิสลามกลุ่มหนึ่งถูกจับกุมในข้อหาค้ามนุษย์ การล่วงละเมิดทางเพศ การข่มขืน การบังคับแต่งงาน และการใช้แรงงานเยี่ยงทาสในยุคปัจจุบัน
    #อังกฤษ
    การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 500 นายเข้าจู่โจมสถานที่ของกลุ่ม "Ahmadi Religion of Peace and Light" (AROPL) ในประเทศอังกฤษ
    AROPL เป็นนิกายทางศาสนาที่แตกแขนงมาจากศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ และมีสถานะเป็นองค์กรการกุศลที่ได้รับการรับรองอย่างถูกต้องในสหราชอาณาจักร
    #อิสลาม
    มีรายงานว่าผู้คนจำนวน 150 คน ซึ่งในจำนวนนี้เป็นเด็กถึง 56 คน อาศัยอยู่ร่วมกันภายในพื้นที่ปิดล้อมของสถานที่แห่งนี้
    #มุสลิม
    ผู้นำของกลุ่มคือ Abdullah Hashem Aba Al-Sadiq ผู้ซึ่งอ้างตนว่าเป็น "พระมะฮ์ดี" (Mahdi) และเป็น "อับดุลเลาะห์" ผู้ได้รับแต่งตั้งโดยท่านศาสดามุฮัมมัด
    #พระมะฮ์ดี
    เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าดำเนินการตามหมายจับในสถานที่ 3 แห่ง และทำการจับกุมผู้ต้องหาได้ 9 คน ประกอบด้วยชาย 6 คน และหญิง 3 คน
    การเข้าจู่โจมตรวจค้นครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่อดีตสมาชิกรายหนึ่งได้เข้าแจ้งความร้องเรียนเกี่ยวกับกลุ่มดังกล่าวเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
    มีรายงานว่าเหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆ เหล่านั้นเกิดขึ้นย้อนหลังไปในช่วงปี 2023 ขณะที่อดีตสมาชิกรายดังกล่าวยังคงอาศัยอยู่ภายในสถานที่ของกลุ่ม
    Chief Superintendent Gareth Wrigley ได้กล่าวว่า:
    “ปฏิบัติการในวันนี้เป็นผลลัพธ์จากการสืบสวนสอบสวนอย่างละเอียดและเข้มข้นต่อรายงานเรื่องการกระทำผิดทางเพศอย่างร้ายแรง การบังคับแต่งงาน และการใช้แรงงานเยี่ยงทาสในยุคปัจจุบัน ซึ่งเกี่ยวข้องกับสมาชิกของกลุ่มศาสนาที่ชื่อว่า ‘Ahmadi Religion of Peace and Light’ ในเมือง Crewe”
    นอกจากนี้ ยังมีบุคคลอื่นอีก 13 คนที่ถูกจับกุมในข้อหาซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับคดีข้างต้น
    ขณะเดียวกัน เหล่าผู้วิจารณ์ต่างกำลังออกมาเตือนสหรัฐอเมริกาถึงความเสี่ยงในการปล่อยให้กลุ่มอิสลามเข้ามามีอิทธิพลครอบงำ โดยหลายฝ่ายได้ชี้ให้เห็นถึงกรณีการก่อสร้างสถานที่รวมตัวของกลุ่มศาสนาที่กำลังผุดขึ้นในรัฐเท็กซัส เช่นกรณีของกลุ่ม "The East Plano Islamic Community" (EPIC) ซึ่งปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อเป็น "The Meadow" โดยล่าสุดศาลเพิ่งมีคำพิพากษาเข้าข้างฝ่ายผู้พัฒนาโครงการในคดีความที่กำลังดำเนินอยู่
    #เท็กซัส
    #ChristinaAguayoNews

    https://www.facebook.com/share/p/19eLkgiFcm/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,002
    ค่าพลัง:
    +97,153
    สหรัฐฯ เร่งขนส่งอาวุธและยุทโธปกรณ์กว่า 6,500 ตัน ให้แก่อิสราเอลภายใน 24 ชั่วโมง
    อาวุธและอุปกรณ์ทางการทหารน้ำหนักรวมประมาณ 6,500 ตัน ถูกส่งถึงที่หมายภายในเวลาเพียง 24 ชั่วโมง ผ่านทางเรือขนส่งและเครื่องบินลำเลียง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการเติมเสบียงครั้งใหญ่ของสหรัฐอเมริกาให้แก่ประเทศอิสราเอล
    รายการยุทโธปกรณ์ที่มีการส่งมอบ:
    • คลังกระสุนและวัตถุระเบิด
    • รถบรรทุกทางทหาร
    • รถหุ้มเกราะ JLTV
    Source: Clash Report

    https://www.facebook.com/share/p/1Cnio52Wji/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,002
    ค่าพลัง:
    +97,153
    FB_IMG_1777612639509.jpg

    พีต เฮกเซท รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงครามของสหรัฐฯ กล่าวคำให้การต่อวุฒิสภาเมื่อวันพฤหัสบดี (30 เม.ย.) ที่ผ่านมาว่า “ไม่จำเป็นต้องได้รับอนุมัติจากสภาคองเกรส” สำหรับการใช้กำลังทางทหารต่ออิหร่านในขณะนี้ โดยให้เหตุผลว่า การหยุดยิง (ceasefire) มีผลก่อนเส้นตาย 60 วันภายใต้ War Powers Resolution
    .
    ภายใต้กฎหมาย War Powers Resolution ปี 1973 รัฐบาลสหรัฐฯ จะต้องยุติการใช้กำลังทหารภายใน 60 วัน หลังจากแจ้งต่อสภาคองเกรส เว้นแต่ฝ่ายนิติบัญญัติจะอนุมัติปฏิบัติการ ขยายระยะเวลา (เส้นตายครบวันที่ 1 พฤษภาคม)
    .
    ในการให้การต่อคณะกรรมาธิการด้านบริการทหารของวุฒิสภา (Senate Armed Services Committee) เฮกเซธกล่าวว่า การหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน หมายความว่า รัฐบาลยังไม่จำเป็นต้องขอความเห็นชอบจากสภาคองเกรสในระยะนี้ แม้ว่าการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ จะยังคงดำเนินอยู่ก็ตาม
    .
    “ท้ายที่สุดแล้ว ผมขอให้ทำเนียบขาวและที่ปรึกษากฎหมายของทำเนียบขาวเป็นผู้พิจารณาเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เราอยู่ในภาวะหยุดยิง ซึ่งตามความเข้าใจของเรา หมายความว่านาฬิกานับถอยหลัง 60 วันจะถูก ‘หยุด’ หรือ ‘พักไว้’ ในช่วงที่มีการหยุดยิง”


    https://www.facebook.com/share/p/1Af5qifVDc/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,002
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ตลาดรถอีวีถดถอย นิสสัน มอเตอร์เลิกผลิตรถไฟฟ้า(อีวี)ในโรงงานผลิตรถที่สหรัฐ หันกลับไปผลิตรถน้ำมันขายแทน ปธน.ทรัมป์เลิกนโยบายอุดหนุนรถอีวี BTimes

    https://www.facebook.com/1000444135...v56mBL4mLq4sJoEN4C9WNLbKDc2l/?mibextid=NOb6eG
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,002
    ค่าพลัง:
    +97,153
    วิเคราะห์: พรุ่งนี้สงคราม Iran "ผิดกฎหมาย" อย่างเป็นทางการ — แต่ Congress หยุดมันไม่ได้

    วันนี้ 1 พฤษภาคม 2026 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ควรถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศและกฎหมายความมั่นคงของสหรัฐฯ เพราะนี่คือช่วงเวลาสุดท้ายของกรอบเวลา 60 วัน ตามกฎหมาย War Powers Resolution หลังจากกองทัพสหรัฐฯ เริ่มปฏิบัติการโจมตีอิหร่านอย่างรุนแรงตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ และมีการรายงานต่อสภาคองเกรสอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 2 มีนาคม ที่ผ่านมา

    ต่อเนื่องจากบทวิเคราะห์ของทันข่าวลงทุนเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2026 ซึ่งเคยเตือนถึงเส้นตายนี้ไว้ วันนี้สถานการณ์ได้ขยับเข้าใกล้จุดวิกฤตทางกฎหมายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตั้งแต่วันพรุ่งนี้คือวันที่ 2 พฤษภาคม 2026 เป็นต้นไป ทุกความเคลื่อนไหวของกองทัพและการปฏิบัติการทางทหารในอิหร่านจะถูกเปลี่ยนสถานะเป็นปฏิบัติการที่ "ไม่ได้รับอนุญาตและผิดกฎหมาย" (unauthorized and illegal) ตามตัวบทกฎหมายทันที

    อย่างไรก็ตาม ทีมวิเคราะห์ทันข่าวลงทุนมองว่า แม้ภาพทางกฎหมายจะดูเลวร้าย แต่ในทางปฏิบัติกลับมีกลไกซับซ้อนหลายชั้นที่ทำให้ฝ่ายบริหารยังสามารถเดินหน้าสงครามต่อไปได้ ขณะที่ฝ่ายค้านแทบไม่มีเครื่องมือใดที่จะหยุดยั้งได้ในระยะสั้น

    Stopwatch vs Hourglass — เกมตีความกฎหมายระหว่าง Hegseth กับ Kaine

    ประเด็นที่แหลมคมที่สุดในขณะนี้คือการปะทะกันทางความคิดเรื่องการนับเวลา 60 วัน ซึ่งเปรียบเสมือนการต่อสู้ระหว่างแนวคิด "นาฬิกาจับเวลา" (Stopwatch) ของฝ่ายบริหาร กับ "นาฬิกาทราย" (Hourglass) ของฝ่ายนิติบัญญัติ

    Pete Hegseth รัฐมนตรีกลาโหม ได้วางหมากทางกฎหมายไว้อย่างแยบยล โดยยืนยันว่าเงื่อนไขของ War Powers Resolution จะทำงานเฉพาะในช่วงที่มีการสู้รบจริง หรือที่เรียกว่า hostilities เท่านั้น ดังนั้น เมื่อมีการประกาศหยุดยิง (ceasefire) หรือหยุดยิงชั่วคราว นาฬิกา 60 วันจึงควรถูกกด "พัก" ไว้ชั่วคราว และหากการสู้รบกลับมาอีกครั้ง นาฬิกาก็จะเดินต่อจากจุดเดิม (resume) การตีความเช่นนี้เปิดทางให้ฝ่ายบริหารสามารถยืดระยะเวลาปฏิบัติการออกไปได้แทบไม่มีกำหนด

    ในทางตรงกันข้าม วุฒิสมาชิก Tim Kaine จากพรรคเดโมแครต ซึ่งเป็นหัวหอกในการคัดค้านสงครามครั้งนี้ มองว่ากฎหมายดังกล่าวทำงานเหมือน "นาฬิกาทราย" เมื่อเริ่มนับเวลาแล้ว เม็ดทรายจะไหลต่อเนื่องจนหมด โดยไม่มีปุ่มหยุดชั่วคราว

    Kaine แสดงความกังวลอย่างรุนแรงว่า หากศาลหรือสังคมยอมรับการตีความของ Hegseth นี่จะกลายเป็นบรรทัดฐานที่อันตราย เพราะประธานาธิบดีอาจสามารถคงประเทศไว้ในสภาวะสงครามได้ตลอดกาล เพียงแค่สั่งหยุดยิงเดือนละหนึ่งวันเพื่อหยุดหรือรีเซ็ตนาฬิกา

    ทันข่าวลงทุนประเมินว่า แม้ตามตัวอักษรของกฎหมาย Kaine จะมีน้ำหนักมากกว่า เนื่องจาก War Powers Resolution ไม่ได้ระบุถึงการหยุดพักเวลา แต่ในประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐฯ ฝ่ายบริหารมักประสบความสำเร็จในการ "ตีความอย่างสร้างสรรค์" เพื่อรักษาอำนาจบัญชาการกองทัพไว้เสมอ

    Vote Nullification — เมื่อเสียงโหวตของวุฒิสมาชิกถูกทำให้ไร้ผล

    หัวใจสำคัญของความขัดแย้งนี้ลามไปถึงหลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญ ภายใต้บทบัญญัติปกติ วุฒิสมาชิกมีหน้าที่โดยตรงในการลงมติ "เห็นชอบ" หรือ "ไม่เห็นชอบ" ต่อสถานะสงคราม หาก Tim Kaine และสมาชิกคนอื่นๆ ลงมติ "ไม่เห็นชอบ" กฎหมายระบุชัดเจนว่าประธานาธิบดีต้องสั่งถอนกำลังทหารออกไป

    แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้คือสภาวะที่เรียกว่า Vote Nullification หรือการทำให้ผลการลงมติไร้ผล หากฝ่ายบริหารเพิกเฉยต่อมติของสภา และยังคงเดินหน้าสู้รบในอิหร่านต่อไปหลังวันที่ 2 พฤษภาคม มติ "ไม่เห็นชอบ" ของวุฒิสมาชิกก็แทบไม่มีความหมายใดๆ ในทางปฏิบัติ

    Tim Kaine เตรียมนำประเด็นนี้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม โดยจะยื่นฟ้องต่อศาลว่าประธานาธิบดีกำลังละเมิดอำนาจตามรัฐธรรมนูญ และปฏิบัติต่อวุฒิสมาชิกราวกับเป็นเพียง "คนดู" (spectator) ไม่ใช่ "ผู้บัญญัติกฎหมาย" (legislator) ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

    การทำให้เสียงโหวตของตัวแทนประชาชนกลายเป็นโมฆะเช่นนี้ ถือเป็นวิกฤตเชิงสถาบันที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายทศวรรษ อย่างไรก็ตาม เส้นทางในชั้นศาลไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะยังมีอุปสรรคทางเทคนิคกฎหมายอีกมากรออยู่

    บันไดศาล 3 ขั้น — ทำไมศาลอาจไม่ใช่ทางออกในระยะสั้น

    หากมีการยื่นฟ้องจริง กระบวนการจะถูกแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอนใหญ่ ซึ่งทีมวิเคราะห์ทันข่าวลงทุนมองว่า แต่ละขั้นล้วนมีกับดักที่เอื้อประโยชน์ต่อฝ่ายบริหารทั้งสิ้น

    ขั้นที่ 1: U.S. District Court

    ในระดับศาลชั้นต้น ฝ่ายค้านจะยื่นขอ injunction หรือคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว เพื่อให้กองทัพหยุดปฏิบัติการจนกว่าจะมีคำตัดสิน แต่ปัญหาใหญ่คือหลักการ standing หรือสิทธิในการฟ้องร้อง ผู้ฟ้องต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าตนได้รับความเสียหายเป็นการส่วนตัว

    ในอดีต ผู้พิพากษามักยกฟ้องหรือไม่รับพิจารณาคดีลักษณะนี้ โดยให้เหตุผลว่า "การพ่ายแพ้ในการต่อสู้ทางการเมือง" ไม่ถือเป็นความเสียหายส่วนตัวที่เพียงพอสำหรับการฟ้องร้อง กระบวนการนี้อาจใช้เวลาประมาณ 2-4 สัปดาห์

    ขั้นที่ 2: U.S. Court of Appeals

    เมื่อมีการอุทธรณ์ คดีจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะผู้พิพากษา 3 คนในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อวินิจฉัยว่าทฤษฎี "ceasefire pause" ของ Hegseth ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ขั้นตอนนี้อาจกินเวลา 3-6 เดือน ซึ่งนานพอที่จะทำให้สถานการณ์ในสนามรบเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

    ขั้นที่ 3: U.S. Supreme Court

    แม้ผลการตัดสินของศาลสูงสุดอาจกลายเป็นบรรทัดฐานถาวร แต่ศาลมักหลีกเลี่ยงการวินิจฉัยประเด็นลักษณะนี้โดยอาศัยหลัก mootness หากสงครามในอิหร่านยุติลงก่อนที่ศาลจะมีคำวินิจฉัย ศาลอาจถือว่าคดี "ไม่มีประเด็นให้ตัดสินแล้ว" และยกฟ้องไป

    นี่คือช่องโหว่ที่ทำให้ฝ่ายบริหารสามารถเอาชนะระบบกฎหมายได้ ด้วยการทำสงครามให้จบเร็วกว่ากระบวนการยุติธรรม

    Power of the Purse — คณิตศาสตร์ที่พรรคเดโมแครตทำไม่ได้

    เมื่อพิจารณากลไกการคลัง หรือ "อำนาจแห่งถุงเงิน" (Power of the Purse) ซึ่งเป็นเครื่องมือสุดท้ายในการตัดงบประมาณสงคราม ทันข่าวลงทุนประเมินว่า ตัวเลขในสภาคองเกรสชุดที่ 119 ณ เดือนพฤษภาคม 2026 ยังไม่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงใดๆ

    ในวุฒิสภาซึ่งมี 100 ที่นั่ง การจะล้มการยับยั้งของประธานาธิบดี หรือ override veto ต้องใช้เสียงถึง 67 เสียง แต่ในความเป็นจริง พรรคเดโมแครตและสมาชิกอิสระที่อยู่ฝั่งเดียวกันมีเพียง 47 เสียง ขณะที่พรรครีพับลิกันครองอยู่ 53 เสียง

    เมื่อวานนี้ 30 เมษายน 2026 วุฒิสภาลงมติ War Powers Resolution ที่ร่างโดยวุฒิสมาชิก Adam Schiff เพื่อบังคับให้ฝ่ายบริหารถอนกำลังออกจากอิหร่าน ผลออกมาที่ 47 ต่อ 50 เสียง — ฝั่งสนับสนุนการหยุดสงครามแพ้ ทำให้ร่างมติดังกล่าวตกไป นี่คือ ครั้งที่ 6 ในปีนี้ ที่พรรคเดโมแครตพยายามลงมติเพื่อหยุดสงคราม และทุกครั้งที่ผ่านมาก็ล้มเหลวในลักษณะเดียวกัน

    มีเพียง Susan Collins และ Rand Paul เท่านั้นที่เป็นสมาชิกพรรครีพับลิกันซึ่งยอมโหวตข้ามเส้นพรรคมาอยู่ฝั่งสนับสนุนการหยุดสงคราม ขณะที่ John Fetterman วุฒิสมาชิกจากเพนซิลเวเนียกลับเป็นสมาชิกพรรคเดโมแครตเพียงคนเดียวที่โหวตสวนพรรค ไปอยู่ฝั่งที่ปฏิเสธมติดังกล่าว ภาพการแตกแถวจากทั้งสองทิศทางนี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้แต่การจะรวบรวมเสียงข้างมากธรรมดาเพื่อผ่านมติ ฝ่ายค้านก็ยังทำไม่ได้ ทำให้เป้าหมาย 67 เสียงเพื่อล้ม veto ของประธานาธิบดีดูห่างไกลออกไปอีก

    ในฝั่งสภาผู้แทนราษฎรเมื่อช่วงต้นเดือนเมษายน ก็มีการลงมติ War Powers Resolution อีกฉบับที่ร่างโดย Greg Meeks สมาชิกอาวุโสจากพรรคเดโมแครตในคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ ผลก็ตกไปอย่างฉิวเฉียดที่ 213 ต่อ 214 เสียง โดยมีสมาชิกพรรครีพับลิกัน 1 คนเลือกโหวต "งดออกเสียง" (present) ซึ่งหากการลงมติเสมอกัน ในสภาผู้แทนราษฎรถือว่ามติตกไปโดยอัตโนมัติ

    ตัวเลขทั้งสองสภานี้สะท้อนภาพเดียวกัน นั่นคือพรรคเดโมแครตยังขาดทั้งเสียงข้างมากของแต่ละสภา และยังห่างไกลจากเกณฑ์ 67 เสียงในวุฒิสภา หรือ 290 เสียง ในสภาผู้แทนราษฎรที่จำเป็นสำหรับการล้ม veto ของประธานาธิบดี

    Legal Gray Zone — โลกที่สงครามผิดกฎหมาย แต่ยังเดินหน้าด้วยงบประมาณเดิม

    สถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นตั้งแต่วันพรุ่งนี้ จึงเป็นสภาวะ Legal Gray Zone ที่น่าสนใจทั้งในเชิงนิติศาสตร์และเศรษฐศาสตร์การเมือง กล่าวคือ พรรคเดโมแครตอาจประสบความสำเร็จในการผ่านร่างกฎหมายตัดงบประมาณสงครามในขั้นต้น แต่ประธานาธิบดีจะใช้สิทธิ veto ทันที โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ

    เมื่อร่างกฎหมายถูกส่งกลับมายังวุฒิสภา ฝ่ายค้านน่าจะรวบรวมเสียงได้เพียงประมาณ 50-51 เสียง ซึ่งยังขาดอีก 16-17 เสียง จึงจะครบเกณฑ์ 67 เสียงสำหรับการล้ม veto

    ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ ร่างกฎหมายคัดค้านสงครามจะตกไป และงบประมาณเดิมยังคงถูกนำมาใช้จ่ายในปฏิบัติการทางทหารได้ต่อไป

    ทีมวิเคราะห์ทันข่าวลงทุนมองว่า นี่คือช่องว่างสำคัญที่ทำให้สงครามสามารถดำรงอยู่ในลักษณะที่ "ขัดต่อรัฐธรรมนูญ" ตามตัวอักษรของ War Powers Resolution แต่กลับยัง "ดำเนินต่อไปได้" ในความเป็นจริง เพราะฝ่ายค้านไม่มีเสียงเพียงพอที่จะหยุดกลไกของฝ่ายบริหาร

    ในทางปฏิบัติแล้ว ฝ่ายนิติบัญญัติของสหรัฐฯ จึงไม่มีช่องทางใดเหลืออยู่ที่จะหยุดสงครามที่ผิดกฎหมายฉบับนี้ได้

    บทสรุป — ผลกระทบต่อตลาด และเหตุใดความไม่แน่นอนนี้จะยืดเยื้อ

    ทันข่าวลงทุนสรุปสถานการณ์อย่างชัดเจนได้เป็น 5 ข้อ

    หนึ่ง สงครามจะกลายเป็นปฏิบัติการที่ผิดกฎหมาย ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป ตามตัวบทของ War Powers Resolution

    สอง ฝ่ายบริหารเลือกที่จะเพิกเฉยต่อกฎหมาย ผ่านการตีความว่านาฬิกา 60 วันถูกพักไว้ในช่วงหยุดยิง

    สาม กระบวนการในชั้นศาลที่จะยับยั้งสงครามได้ใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือน และในระหว่างนั้นยังมีกับดักทางเทคนิคทั้งเรื่อง standing และ mootness รออยู่

    สี่ ฝ่ายค้านในสภาไม่มีเสียงเพียงพอ ที่จะหยุดสงครามได้ ทั้งในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร

    ห้า สงครามจึงจะดำเนินต่อไป และราคาน้ำมันดิบโลกน่าจะเคลื่อนไหวอยู่ในช่วง 100-130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในระยะข้างหน้า

    เพราะเส้นตายวันที่ 2 พฤษภาคม นี้ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของสงคราม แต่เป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตกฎหมายรัฐธรรมนูญที่จะลากยาวไปพร้อมกับความเจ็บปวดของผู้บริโภคทั่วโลกที่ต้องแบกราคาน้ำมันในระดับสูง

    บทวิเคราะห์นี้เป็นความเห็นของทีมงานทันข่าวลงทุน ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการซื้อขายหลักทรัพย์ ผู้อ่านควรใช้วิจารณญาณและตัดสินใจลงทุนด้วยตนเอง

    ถ้าชอบเนื้อหานี้ ช่วยกดไลก์และแชร์บทความนี้ด้วยนะครับ แล้วกดติดตาม Facebook Page "ทันข่าวลงทุน" เพื่อรับข่าวอัปเดตทุกวัน

    https://m.facebook.com/story.php?st...mRKM63kFWpl&id=61575839016824&mibextid=NOb6eG
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,002
    ค่าพลัง:
    +97,153
    นายกฯ สิงคโปร์เตือนวิกฤตโลกไม่จบง่ายๆ แม้ช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดอีกครั้ง แนะปชช. เตรียมรับมือ #Nippononline

    นายกรัฐมนตรีลอว์เรนซ์ หว่อง ได้กล่าวเรื่องนี้ในงานวันแรงงาน โดยระบุว่า สถานการณ์ปัจจุบันอาจต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะเริ่มทรงตัว โดยเตือนว่าแรงกดดันต่างๆ มีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงขึ้น และชาวสิงคโปร์จะเริ่มรู้สึกถึงผลกระทบโดยตรงมากขึ้น
    .
    อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ยืนยันว่าประเทศเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นใจ เพราะสิงคโปร์เผชิญวิกฤตนี้จากตำแหน่งที่แข็งแกร่งซึ่งสั่งสมมานานหลายทศวรรษ
    .
    นายกฯ หว่องแนะนำให้ประชาชนเตรียมตัวให้พร้อม และเตรียมรับมือกับช่วงเวลาที่ยากลำบากที่รออยู่ข้างหน้า
    .
    นอกจากนี้ นายกฯ สิงคโปร์ยังกล่าวถึงผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซมาแล้วประมาณ 2 เดือนว่า “ในเอเชีย เราได้รับผลกระทบหนักเป็นพิเศษเพราะเราต้องพึ่งพาพลังงานและทรัพยากรที่สำคัญจากอ่าวเปอร์เซียสูงมาก บางประเทศในภูมิภาคของเราเริ่มเผชิญกับภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิงแล้ว” พร้อมนิยามสถานการณ์นี้ว่าเป็น "พายุที่รุนแรงกว่า" วิกฤตใดๆ ที่สิงคโปร์เคยเผชิญมาในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
    .
    เขายังย้ำว่า แม้ช่องแคบจะกลับมาเปิดใหม่ ความปกติก็จะไม่กลับคืนมาในทันที เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่เสียหาย ทุ่นระเบิดที่ยังหลงเหลืออยู่ในเส้นทางเดินเรือ และความจำเป็นในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยในการเดินเรือ
    .
    อย่างไรก็ตาม นายกฯ หว่องได้สร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่า สิงคโปร์จะไม่เผชิญกับพายุลูกนี้ด้วยความอ่อนแอ เนื่องจากรัฐบาลมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน, คลังสำรองพลังงาน, และวินัยทางการเงินที่ดีเยี่ยม
    .
    และเพื่อบรรเทาภาระของประชาชน รัฐบาลสิงคโปร์ได้ประกาศแพ็กเกจช่วยเหลือมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 25,000 ล้านบาท) ซึ่งประกอบด้วย การมอบเงินช่วยเหลือค่าครองชีพพิเศษ, เงินช่วยเหลือเงินสดสำหรับกลุ่มแรงงานแพลตฟอร์ม (คนทำงานที่ให้บริการรับส่งของ, รับส่งผู้โดยสาร, หรือบริการอื่นๆ ผ่านแอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์มออนไลน์), การเพิ่มสิทธิประโยชน์การคืนภาษีเงินได้นิติบุคคล, และการขยายโครงการเงินอุดหนุนด้านประสิทธิภาพพลังงานจนถึงปี 2571
    .
    ที่มา Channel News Asia
    .
    #Nippononline

    https://www.facebook.com/share/1EF1shLNRj/
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,002
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ทรัมป์เตรียมฟังบรีฟ “แผนรบใหม่ในอิหร่าน” จากผู้บัญชาการทหาร ในวันพฤหัสบดีนี้ จับตาตัวเลือกยึดฮอร์มุซ-ชิงยูเรเนียม หากการปิดล้อมยังไม่จบเกม
    Axios เปิดเผยโดยอ้างแหล่งข่าวในทำเนียบขาวว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีกำหนดรับฟังการบรรยายสรุปสำคัญจากพลเรือเอกแบรด คูเปอร์ ผู้บัญชาการกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ในวันพฤหัสบดีนี้ เนื้อหาว่าด้วย “แผนการทหารใหม่ต่ออิหร่าน” ชุดใหญ่ที่อาจถูกหยิบมาใช้ หากการปิดล้อมทางทะเลและการกดดันบนโต๊ะเจรจายังไม่สามารถบีบเตหะรานให้ยืดหยุ่นเรื่องนิวเคลียร์ได้ แหล่งข่าว 2 รายระบุว่าการบรีฟครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นสัญญาณว่าทรัมป์กำลัง “พิจารณาอย่างจริงจัง” ถึงการกลับมาเปิดปฏิบัติการรบขนาดใหญ่ ทั้งเพื่อทะลวงทางตันการเจรจา หรือแม้แต่ส่ง “หมัดเด็ดปิดฉากสงคราม”

    รายงานระบุว่า CENTCOM เตรียมวาง “เมนูตัวเลือก” อย่างน้อย 3 แนวทางให้ทรัมป์พิจารณา แนวทางแรกคือ “การโจมตีแบบสั้นและทรงพลัง” (short and powerful strikes) ต่ออิหร่าน ที่คาดว่าจะมุ่งเป้าไปยังโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น โรงไฟฟ้า เครือข่ายขนส่ง และฐานทัพบางแห่ง โดยหวังใช้แรงกระแทกสั้น ๆ แต่รุนแรงเพื่อบีบให้อิหร่านยอมกลับสู่โต๊ะเจรจาและอ่อนข้อในประเด็นโครงการนิวเคลียร์ แนวทางที่สองคือการ “ยึดครองบางส่วนของช่องแคบฮอร์มุซ” เพื่อเปิดเส้นทางเรือพาณิชย์ให้กลับมาดำเนินการได้ตามปกติ ซึ่งแหล่งข่าวหนึ่งระบุว่าปฏิบัติการประเภทนี้จะไม่ใช่เพียงการยิงจากระยะไกล แต่มีความเป็นไปได้ที่ต้องใช้กำลังภาคพื้นดินเข้าไปยืนในพื้นที่คอขวดยุทธศาสตร์แห่งนี้จริง ๆ

    อีกทางเลือกหนึ่งที่ถูกหยิบมาพูดถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า และมีโอกาสถูกเสนออย่างเป็นทางการในห้องบรีฟ คือ “ปฏิบัติการหน่วยรบพิเศษ” เพื่อเข้าไปควบคุมหรือเคลื่อนย้ายคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะของอิหร่าน ซึ่งเป็นหัวใจความกังวลของสหรัฐฯ ต่อศักยภาพด้านอาวุธนิวเคลียร์ของเตหะราน แตกต่างจากแผนทิ้งระเบิดถล่มกว้าง ๆ ทั่วประเทศ แนวทางนี้ถูกออกแบบให้เป็น “การผ่าตัดจุดเดียว” ที่หวังปิดล็อกขีดความสามารถนิวเคลียร์เชิงทหาร โดยไม่ต้องขยายสงครามไปทั่วอิหร่านในทันที ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวเตือนว่าผู้วางแผนทหารของสหรัฐฯ ก็กำลังประเมินความเสี่ยงว่าหากเลือกใช้ทางเลือกเหล่านี้ อิหร่านอาจตอบโต้กลับด้วยการโจมตีกองกำลังสหรัฐฯ และผลประโยชน์ในภูมิภาคอย่างไรบ้าง

    ด้านทรัมป์เองเคยให้สัมภาษณ์กับ Axios เมื่อวันพุธว่า เขามอง “การปิดล้อมทางทะเล” ว่ามีประสิทธิภาพมากกว่าการทิ้งระเบิดเล็กน้อย และแหล่งข่าว 2 รายยืนยันว่า ณ ขณะนี้เขายังมองการปิดล้อมเป็น “เครื่องมืออำนาจหลัก” ที่ทำให้สหรัฐฯ กดดันอิหร่านได้โดยไม่ต้องเสี่ยงเปิดศึกเต็มรูปแบบ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ทรัมป์ก็ถูกมองว่า “เปิดกว้าง” ต่อการใช้กำลังทหาร หากอิหร่านยังไม่ยอมอ่อนข้อหรือยกระดับการท้าทายมากขึ้น การบรรยายสรุปในวันพฤหัสบดีจึงมีน้ำหนักในเชิงตัดสินใจสูงเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่าครั้งก่อนที่พลเรือเอกคูเปอร์บรีฟแผนคล้ายกันเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ก็เป็นเพียงสองวันก่อนที่สหรัฐฯ และอิสราเอลจะเริ่มเปิดสงครามกับอิหร่าน และแหล่งข่าวใกล้ชิดกับทรัมป์ยอมรับว่าการบรีฟครั้งนั้น “มีส่วนสำคัญ” ต่อการตัดสินใจเปิดฉากรบในรอบที่ผ่านมา #imctnews รายงาน

    https://www.facebook.com/share/1B58Q5ZqLq/
     
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,002
    ค่าพลัง:
    +97,153
    CENTCOM เตรียมเสนอ 3 แผนโจมตีอิหร่านต่อ "ทรัมป์" เกมเสี่ยง “ศึกใหญ่กับอิหร่าน” ขยับอีกขั้น กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ทั้งถล่มโครงสร้างพื้นฐาน ส่งหน่วยรบพิเศษชิงแร่ยูเรเนียม ไปจนถึงบุกยึดชายฝั่งฮอร์มุซ
    สำนักข่าว Sputnik เปิดเผยโดยอ้างแหล่งข่าวของ Axios ว่า กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) กำลังเตรียมนำเสนอ “ชุดตัวเลือกทางทหาร” ต่อประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพื่อตอบสนองต่อวิกฤตอิหร่านที่กำลังเดินหน้าเข้าสู่จุดตัดสิน โดยทางเลือกเหล่านี้ครอบคลุมระดับความรุนแรงแตกต่างกัน ตั้งแต่การโจมตีจากระยะไกลไปจนถึงการส่งทหารเข้าเหยียบแผ่นดินอิหร่านเป็นครั้งแรกในรอบเกือบครึ่งศตวรรษ

    ตามข้อมูลที่ Axios รายงาน เจ้าหน้าที่ระดับสูงระบุว่าทางเลือกแรกคือ “ปฏิบัติการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ” ด้วยการใช้อาวุธปล่อยจากอากาศในระยะสั้นแต่ความรุนแรงสูง มุ่งเป้าถล่มสะพาน โรงไฟฟ้า โรงกลั่นน้ำมัน และจุดยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจอื่นๆ ของอิหร่าน เพื่อสร้างแรงกดดันสูงสุดโดยไม่ต้องส่งทหารภาคพื้นเข้าไปทันที ในขณะที่แผนที่สองยกระดับขึ้นไปอีกขั้น ด้วยข้อเสนอ “ปฏิบัติการภาคพื้นดินยึดครองพื้นที่ชายฝั่ง” ซึ่งจะส่งกองกำลังสหรัฐฯ เข้าไปยึดพื้นที่บางส่วนบริเวณช่องแคบฮอร์มุซอย่างเป็นทางการ – หากเลือกใช้ทางนี้ นี่จะเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1980 ที่ทหารอเมริกันเคลื่อนกำลังเข้าสู่ดินแดนอิหร่านแบบเปิดหน้า

    อีกหนึ่งแผนที่ละเอียดอ่อนที่สุดคือ “ปฏิบัติการพิเศษชิงยูเรเนียม” โดยใช้หน่วยปฏิบัติการพิเศษ (Special Forces) แทรกซึมเข้าไปในอิหร่านเพื่อค้นหา ควบคุม และเคลื่อนย้ายแร่ยูเรเนียมของเตหะรานออกจากพื้นที่เก็บรักษา แนวทางนี้ถูกพูดถึงมาหลายเดือนในสื่อสหรัฐฯ ในฐานะ “ทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์” ที่พุ่งเป้าไปที่หัวใจของโครงการนิวเคลียร์อิหร่านโดยตรง มากกว่าการถล่มโครงสร้างพื้นฐานทั่วไป แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงสูงทั้งในเชิงการทหารและการเมือง หากปฏิบัติการล้มเหลวหรือสะท้อนภาพว่าเป็นการละเมิดอธิปไตยอย่างหนัก

    ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในบริบทที่ช่องทางการทูตกำลังนับถอยหลังอย่างรวดเร็ว Sputnik ระบุว่าสัปดาห์หน้าจะเป็น “จุดเปลี่ยนชี้เป็นชี้ตาย” ของวิกฤตอิหร่าน – หากการพูดคุยล่มลงอีกครั้ง แรงกดดันจากฝ่ายความมั่นคงจะยิ่งถาโถมให้ทำเนียบขาวเลือกหนึ่งในสามทางเลือกของ CENTCOM บนสมการที่ต้องชั่งระหว่างความเสี่ยงของการขยายสงคราม กับต้นทุนทางการเมืองทั้งในประเทศและบนเวทีโลก ที่สหรัฐฯ จะต้องรับหากตัดสินใจเปลี่ยนจาก “สงครามปิดล้อมและโจมตีทางอากาศ” ไปสู่การยกกำลังภาคพื้นดินเข้าไปยึดชายฝั่งช่องแคบฮอร์มุซจริง #imctnews รายงาน

    https://www.facebook.com/share/1DwdNabQsu/
     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,002
    ค่าพลัง:
    +97,153
    สหรัฐฯ ซื้อทองคำผิดกฏหมาย? โรงกษาปณ์สหรัฐฯ ถูกกล่าวหาเชื่อมโยงซื้อ "ทองผิดกฎหมาย" จากแก๊งค้ายาโคลอมเบีย! ทองคำมูลค่า 255 ล้านดอลลาร์ ถูกส่งมาถึงเท็กซัสและกลายเป็น "ทองคำสัญชาติอเมริกัน" จบที่โรงกษาปณ์สหรัฐฯ จน รมว.คลังต้องสั่งตรวจสอบและรื้อระบบจัดซื้อ
    Money Metals สรุปรายงานเชิงสืบสวนของ The New York Times ที่เขย่าทั้งวอชิงตันและวงการโลหะมีค่า เมื่อพบร่องรอยเชื่อมโยง “ทองคำของคาร์เทลโคลอมเบีย” กับโรงกษาปณ์สหรัฐฯ (U.S. Mint) ผ่านห่วงโซ่อุปทานอันซับซ้อน กลุ่มคาร์เทลยาเสพติด Clan del Golfo หรือ Gulf Clan ซึ่งรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ มาร์โก รูบิโอ เคยระบุว่าเป็น “องค์กรอาชญากรรมที่รุนแรงและทรงอิทธิพล” และถูกขึ้นบัญชีดำในสหรัฐฯ ถูกพบว่าเป็นผู้ควบคุมเหมืองทองผิดกฎหมายในหลายพื้นที่ของโคลอมเบีย โดยเรียกเก็บ “ค่าคุ้มครอง” รายเดือนจากนักขุดและร้านรับซื้อทองในเมืองต่าง ๆ เช่น กัวกาเซีย (Caucasia) คนงานเหมือง 5 คนต้องจ่ายคาร์เทลราว 400 ดอลลาร์ต่อเดือนเพื่อทำงานในพื้นที่ ขณะที่ร้านรับซื้อทองคำก็ต้องจ่ายส่วยในอัตราเดียวกัน เมื่อทองเข้าสู่ร้าน พนักงานจะหลอมรวมทองจากหลายแหล่งเทลงแม่พิมพ์ ทำให้สายที่มาตั้งต้นจากเหมืองผิดกฎหมายถูก “ลบเลือน” ตั้งแต่ต้นทาง

    แม้รัฐบาลโคลอมเบียจะกำหนดให้ร้านค้าต้องบันทึกบัญชีและอ้างว่าทองมาจากพื้นที่ได้รับอนุญาตและใช้เพียงเครื่องมือพื้นฐาน โดยไม่ใช้สารปรอท แต่รายงานชี้ว่าระบบดังกล่าวเป็นเพียง “ฉากหน้า” เพราะเจ้าหน้าที่แทบไม่ตรวจสอบจริงว่าเหล่า barequero หรือนักขุดอิสระ ขุดทองจากไหน ใช้เทคนิคอะไร หรืออยู่ภายใต้การควบคุมของคาร์เทลหรือไม่ ทองที่หลอมเป็นแท่งแล้วจะถูกขายต่อให้บริษัทส่งออกที่ได้รับการรับรองจากรัฐ ซึ่งอ้างว่าตรวจสอบฐานข้อมูลเดียวกันเพื่อยืนยัน “ความถูกต้องตามกฎหมาย” ก่อนส่งออกไปยังสหรัฐฯ ทองจากแหล่ง La Mandinga ถูกผสมรวมกับทองจากแหล่งอื่นทั่วโคลอมเบีย หลอมเป็นแท่ง dore แล้วส่งออกไปยังรัฐเท็กซัส มูลค่ารวมในช่วงปีที่ผ่านมาอยู่ราว 255 ล้านดอลลาร์ เมื่อข้ามแดนเข้ามา ทองเหล่านี้ถูกปฏิบัติราวกับเป็น “ทองสัญชาติอเมริกัน” และขายต่อให้กับผู้เล่นอย่างโรงกษาปณ์สหรัฐฯ ซึ่งมียอดจำหน่ายเหรียญทองคำเพื่อการลงทุนมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ต่อปี

    ปัญหาหลักอยู่ที่การกำกับดูแลภายในของโรงกษาปณ์และกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เอง จากรายงานของจเรตำรวจกระทรวงการคลังปี 2024 ที่ถูกอ้างในบทความ พบว่าตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา – ซึ่งครอบคลุมช่วงบูมทองคำหลังเหตุการณ์ 11 กันยายน – โรงกษาปณ์สหรัฐฯ “ไม่เคยสอบถามซัพพลายเออร์เลยว่าทองคำที่ซื้อมาจากที่ใด” การตรวจสอบย้อนกลับห่วงโซ่เต็มรูปแบบจึงไม่เคยถูกทำเป็นปกติ ทั้งที่หากทำอย่างจริงจัง ก็อาจพบการปะปนของทองจากเหมืองผิดกฎหมายที่คาร์เทลควบคุมได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เมื่อ The New York Times ส่งข้อมูลการสืบสวนให้กระทรวงการคลัง สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่าจะสั่งตรวจสอบแนวปฏิบัติการจัดซื้อทองคำของโรงกษาปณ์ทันที โดยย้ำว่าการทบทวนครั้งนี้มุ่งให้มั่นใจว่าซัพพลายเออร์ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และโรงกษาปณ์จะดำเนินทุกมาตรการเพื่อปกป้อง “ความมั่นคงแห่งชาติ” และความถูกต้องของตลาด

    รายงานยังโยงไปถึงภาพใหญ่ของธุรกิจทองคำโคลอมเบีย โดยอ้างการเปิดโปงของวอลล์สตรีตเจอร์นัลตั้งแต่ปี 2024 ว่ากลุ่ม Gulf Clan ได้เข้ายึดอุโมงค์เหมืองทองยาวกว่า 30 ไมล์จากบริษัท Zijin Mining Group ของจีน ด้วยการใช้ความรุนแรง ทั้งระเบิดและปืน บังคับให้หน่วยรักษาความปลอดภัยถอยร่นจากพื้นที่ บางส่วนของอุโมงค์ถูกยึดโดยนักขุดในเครือข่ายคาร์เทล ที่ใช้สว่านเจาะกระแทกและระเบิดหินถึงวันละ 250 ครั้ง เปลี่ยนพื้นที่เหมืองให้กลายเป็น “สนามรบใต้ดิน” ที่ Zijin สูญเสียพื้นที่ไปแล้วถึงสองในสาม ขณะเดียวกันคาร์เทลยังจัดหาโสเภณี กัญชา และยาเสพติดให้กับคนงานในพื้นที่เหมือง ซึ่งสะท้อนว่า “ทองคำผิดกฎหมาย” จากโคลอมเบียบางส่วนปนเปื้อนทั้งเงินสกปรก เลือด และอาชญากรรม ก่อนจะถูกหลอมใหม่และปิดตราย้อนกลับเข้าสู่ตลาดโลกในที่สุด #imctnews รายงาน

    https://www.facebook.com/share/p/1Bk7z5kCr9/
     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,002
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ศึกอิหร่านทดสอบบทบาทผู้นำ BRICS ของอินเดีย นักวิเคราะห์ชี้ความสัมพันธ์ใกล้ชิดอินเดีย-สหรัฐฯ และอิสราเอล ทำให้รัฐบาลโมดีลังเลแสดงจุดยืนที่อาจสร้างความไม่พอใจต่อวอชิงตัน ทำให้กลุ่ม BRICS เสียงแตกเรื่องสงครามตะวันออกกลาง เมื่ออิหร่านและ UAE ต่างตกอยู่ในสถานะ "คู่สงคราม"
    SCMP รายงานว่า สงครามอิหร่านกำลังกลายเป็นบททดสอบสำคัญของอินเดียในฐานะประธานกลุ่ม BRICS และเป็น “กระจกสะท้อน” ขีดจำกัดด้านการเมืองของกลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่ประกอบด้วยสมาชิก 10 ประเทศ หลังการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสที่กรุงนิวเดลีเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาไม่สามารถบรรลุฉันทามติเรื่องสงครามตะวันออกกลางได้ ส่งผลให้อินเดียต้องออกเพียง “Chair’s Summary” หรือเอกสารสรุปของประธาน ซึ่งมีน้ำหนักเชิงการเมืองต่ำกว่าแถลงการณ์ร่วมอย่างชัดเจน สถานการณ์นี้เกิดขึ้นในบริบทที่ซับซ้อนเป็นพิเศษ เพราะสมาชิกใหม่อย่างอิหร่านและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ต่างอยู่ในสถานะ “คู่สงคราม” โดยตรง หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีกรุงเตหะรานเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ ทำให้โต๊ะ BRICS กลายเป็นเวทีเดียวที่มีคู่ขัดแย้งนั่งร่วมกลุ่มกับประเทศที่ต้องการเลี่ยงปะทะกับวอชิงตัน

    รันธีร์ ไจสวาล โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอินเดียยอมรับตรง ๆ ว่าสาเหตุที่ไม่สามารถออกแถลงการณ์ร่วมได้ มาจาก “มุมมองที่แตกต่างกันอย่างรุนแรง” ต่อวิกฤตเอเชียตะวันตกในหมู่สมาชิก นักวิเคราะห์หลายรายชี้ว่า ความล้มเหลวครั้งนี้กระทบภาพลักษณ์อินเดียในฐานะ “ผู้จัดการฉันทามติ” มากเป็นพิเศษ เจมส์ ชิน จากมหาวิทยาลัยแทสเมเนียให้ความเห็นว่าอินเดียควรอย่างยิ่งที่จะหาทางออกในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ไม่ใช่ปล่อยให้การประชุมจบลงเพียงด้วยเอกสารสรุปที่ไม่มีน้ำหนักผูกมัด เพราะนั่นทำให้ภาพผู้นำของอินเดียในเวที BRICS และบทบาทประธานดู “เปราะบาง” มากกว่าตัวกลุ่มโดยรวม ขณะที่ศาสตราจารย์ราชัน กุมาร จากมหาวิทยาลัยชวาหะลาล เนรู มองว่าการที่ BRICS ไม่สามารถออกแถลงการณ์ปกป้องสมาชิกอย่างอิหร่าน ซึ่งถูกโจมตีโดยตรงได้ แสดงให้เห็นว่ากลุ่มขาดทั้งกลไกระงับข้อพิพาทภายใน และไม่สามารถทำหน้าที่เป็น “กระบอกเสียงของ Global South” ได้จริงในยามวิกฤต

    ในมิติยุทธศาสตร์ รุชาลี สห จาก Horizon Intelligence ชี้ว่านี่คือ “จุดชนกัน” ระหว่างนโยบาย “เล่นหลายขั้ว” ของอินเดียกับบทบาทประธานกลุ่มฯ อินเดียต้องรักษาความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับอิสราเอลและสหรัฐฯ ควบคู่ไปกับการปกป้องผลประโยชน์ด้านพลังงานและโครงการลงทุนในอิหร่าน รวมถึงหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์กับ UAE ที่ตอนนี้กลายเป็นสมาชิก BRICS ไปแล้ว ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับวอชิงตันในยุคทรัมป์ทำให้รัฐบาลโมดีลังเลจะผลักดันถ้อยคำประณามที่แรงเกินไปต่อการโจมตีเตหะราน แตกต่างจากช่วงที่บราซิลเป็นประธาน BRICS ในปี 2025 ซึ่งสามารถจัดการให้กลุ่มออกแถลงการณ์ประณามการโจมตีอิหร่านได้อย่างเป็นเอกฉันท์ สถานการณ์ล่าสุดจึงเปิดคำถามสำคัญว่า อินเดียสามารถ “เล่นหลายขั้ว” ไปพร้อมกับการเป็น “ผู้นำกลุ่มที่มีสมาชิกบางรายต้องการท้าทายสหรัฐฯ โดยตรง” ได้จริงหรือไม่

    ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดการถกเถียงกว้างขึ้นเกี่ยวกับ “ความเกี่ยวข้องทางการเมือง” (political relevance) ของ BRICS ว่าจะยังเป็นเพียงเวทีประสานผลประโยชน์เศรษฐกิจและการเงิน หรือสามารถยกระดับขึ้นเป็นกลไกภูมิรัฐศาสตร์ที่มีน้ำหนักจริงได้ การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ BRICS ในเดือนหน้าถูกมองว่าเป็นด่านชี้ชะตาว่าอินเดียจะสามารถเยียวยาเอกภาพของกลุ่มและหาสูตรถ้อยคำร่วมขั้นต่ำก่อนการประชุมสุดยอดเดือนกันยายนได้หรือไม่ หรือสงครามอิหร่านจะตอกย้ำภาพว่า BRICS แม้จะขยายสมาชิกและบทบาทด้านเศรษฐกิจ แต่เมื่อเจอวิกฤตความมั่นคงจริง ก็ยังไม่พร้อมเป็น “ขั้วการเมือง” ทางเลือกของโลกใต้เท่าที่เคยประกาศไว้ในเชิงวาทกรรม #imctnews รายงาน

    https://m.facebook.com/story.php?st...Vun5pvjqbEl&id=61557037466190&mibextid=ZbWKwL
     
  11. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,002
    ค่าพลัง:
    +97,153
    รัสเซียยัน OPEC+ เดินหน้าต่อหลัง UAE ประกาศถอนตัว โดยย้ำว่าภาวะน้ำมันขาดแคลนหนักในปัจจุบันทำให้โอกาสเกิดสงครามราคาน้ำมันต่ำ แม้เอกภาพในกลุ่มผู้ผลิตจะถูกตั้งคำถามรุนแรงก็ตาม
    สำนักข่าว Reuters รายงานว่า อเล็กซานเดอร์ โนวัค รองนายกรัฐมนตรีรัสเซียออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญหลังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ช็อกตลาดด้วยการประกาศถอนตัวจากกลุ่มผู้ส่งออกน้ำมัน OPEC และกรอบความร่วมมือ OPEC+ โดยยืนยันว่าการจับมือระหว่างรัสเซียกับผู้ผลิตรายใหญ่รายอื่นในกรอบ OPEC+ “จะยังเดินหน้าต่อไปอย่างแข็งแกร่ง” โนวัคประเมินว่าบริบทปัจจุบันแตกต่างจากช่วงสงครามราคาน้ำมันในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ เพราะตลาดกำลังเผชิญ “ภาวะขาดแคลนน้ำมันทั่วโลก” (global oil deficit) จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซและความไม่สงบในตะวันออกกลาง ทำให้โอกาสที่ผู้ผลิตจะแข่งกันเพิ่มอุปทานจนราคาดิ่งมีอยู่น้อยมาก

    โนวัคเผยตัวเลขประเมินของรัสเซียว่า นับตั้งแต่การปิดหรือจำกัดการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างหนัก ตลาดโลกได้สูญเสียปริมาณน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์กลั่นรวมแล้วมากกว่า 600 ล้านบาร์เรล ซึ่งสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ 500 ล้านบาร์เรลของนักวิเคราะห์บางสำนัก เขาชี้ว่าช่องว่างระหว่างอุปสงค์ที่ยังสูงกับอุปทานที่หายไปจำนวนมหาศาลนี้ ทำให้หลายประเทศจำเป็นต้องดึงน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ออกมาใช้จนระดับคงคลังลดต่ำลงอย่างน่ากังวล เมื่อวิกฤตคลี่คลาย ความจำเป็นในการ “ซื้อเติมกลับเข้า SPR” จะกลายเป็นแรงอุปสงค์ระลอกใหม่ที่ดันราคาน้ำมันให้ตึงตัวต่อเนื่อง มากกว่าจะเปิดช่องให้ราคาหลุดลงสู่สงครามกดราคากันเองของผู้ผลิต

    ในมุมของรัสเซีย การยืนยันเดินหน้ากรอบ OPEC+ มีเป้าหมายชัดเจนคือการคุม “กลไกการผลิตร่วม” ที่เริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2016 เพื่อประคองเสถียรภาพราคา ไม่ให้ตลาดเจอทั้งช็อกด้านปริมาณและความผันผวนด้านราคาในเวลาเดียวกัน โนวัคย้ำว่ามอสโกยังยึดมั่นในโควตาการผลิตและข้อตกลงลด–เพิ่มกำลังผลิตตามกรอบที่ตกลงกับพันธมิตร แม้ UAE จะถอนตัวในฐานะผู้ผลิตอันดับ 4 ของกลุ่ม OPEC+ ก็ตาม ขณะที่รัสเซียยังเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ลำดับ 2 ของกลุ่มรองจากซาอุดีอาระเบีย ทำให้เสียงของมอสโกยังมีน้ำหนักต่อทิศทางนโยบายรวมของกลุ่มอย่างมีนัยสำคัญ

    อย่างไรก็ดี การที่ UAE ตัดสินใจลาออกจาก OPEC และ OPEC+ ท่ามกลางสงครามสหรัฐฯ–อิสราเอล–อิหร่านและวิกฤตเดินเรือในอ่าวเปอร์เซีย ทำให้หลายฝ่ายมองว่านี่คือ “รอยร้าวเชิงโครงสร้าง” ในระเบียบผู้ผลิตน้ำมันเดิม โดยเฉพาะประเด็นความเห็นต่างเรื่องโควตาการผลิตและความยืดหยุ่นในการตอบรับกับตลาด ขณะที่นักวิเคราะห์จำนวนมากเตือนว่า หากวิกฤตตะวันออกกลางยืดเยื้อ ราคาน้ำมันอาจพุ่งสูงกว่าระดับปัจจุบันได้อีก และตลาดอาจต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนกว่าจะเข้าสู่ภาวะสมดุลใหม่ ท่ามกลางความเสี่ยงว่าชาติผู้ผลิตรายอื่นอาจเริ่มทบทวนบทบาทตัวเองในกลุ่มตามรอย UAE ซึ่งจะเป็นปัจจัยทดสอบความสามารถของรัสเซียและซาอุดีอาระเบียในการประคองเอกภาพของ OPEC+ ในช่วงวิกฤตรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายทศวรรษ #imctnews รายงาน

    https://www.facebook.com/share/p/1HDoVKx8cU/
     
  12. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,002
    ค่าพลัง:
    +97,153
    นายพลนาวิกฯ สหรัฐฯ ยอมรับ “จีนไม่ใช่แค่ภัยคุกคามเกือบเทียบเท่าอีกต่อไป ในแทบทุกมิติ ทั้งสงครามในวันนี้และในอนาคต จากบทเรียนโดรน–ขีปนาวุธในอิหร่าน สู่สมรภูมิแปซิฟิกที่จีนมีฐานอุตสาหกรรม–เทคโนโลยีเหนือกว่า พร้อมสั่งเปลี่ยนฐานทัพทั่วโลกให้กลายเป็น “หน่วยรบแนวหน้า”
    The War Zone รายงานถ้อยคำเตือนตรงไปตรงมาจาก พล.ท. สตีเฟน สเกลนกา รองผู้บัญชาการฝ่ายสถานประกอบการและส่งกำลังบำรุง กองนาวิกโยธินสหรัฐฯ บนเวที Modern Day Marine Expo 2026 ที่กรุงวอชิงตัน เขาระบุว่าจีนไม่ใช่เพียง “ภัยคุกคามที่เกือบเทียบเท่า” (near-peer threat) อีกต่อไป แต่ได้กลายเป็น “คู่แข่งที่ทัดเทียม” กับสหรัฐฯ ในแทบทุกมิติของอำนาจชาติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ฐานอุตสาหกรรม ความสามารถทางทหาร และเทคโนโลยี โดยเฉพาะในสมรภูมิอินโด–แปซิฟิกที่ทั้งสองฝ่ายเตรียมรับมือกันอย่างเข้มข้น

    สเกลนกาชี้ว่า วิสัยทัศน์ของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง มุ่งเป้าชัดเจนที่จะ “รื้อโครงสร้างระเบียบโลกเดิม” ที่สหรัฐฯ เป็นแกนกลาง และผลักจีนขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งผู้นำ เขายกบทเรียนจากปฏิบัติการ Epic Fury ในสงครามกับอิหร่านเป็นตัวอย่างว่า แม้สหรัฐฯ จะได้เปรียบทั้งทางอากาศและทางทะเล แต่อิหร่านซึ่งเป็นเพียงมหาอำนาจระดับกลางยังสามารถสร้างความสูญเสียให้ฐานทัพสหรัฐฯ และพันธมิตรในภูมิภาค (อิสราเอล ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ คูเวต จอร์แดน) ผ่านการโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธได้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้น หากสมการเดียวกันถูกยกไปอยู่บนเวทีปะทะกับจีน ซึ่งมีเศรษฐกิจและฐานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่กว่าหลายเท่า ผลกระทบต่อกองกำลังสหรัฐฯ จะรุนแรงกว่ามาก

    ในการประเมินเปรียบเทียบขีดความสามารถ สเกลนกาเน้นว่า ฐานการผลิตทางอุตสาหกรรมของจีน “แซงหน้า” สหรัฐฯ มานานกว่า 10–15 ปี โดยเฉพาะอุตสาหกรรมต่อเรือที่มีขีดความสามารถผลิตสูงกว่าสหรัฐฯ หลายร้อยเท่า ขณะเดียวกันจีนกำลังเร่งสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า พร้อมขยายคลังแสงขีปนาวุธและหัวรบนิวเคลียร์ด้วยอัตราที่เร็วที่สุดในโลก บวกกับการนำเทคโนโลยีอัจฉริยะอย่างปัญญาประดิษฐ์ ฝูงโดรน (drone swarms) และการรบใน “โดเมนทางปัญญา” (cognitive domain) มาใช้ ทั้งเพื่อเอาชนะในสมรภูมิจริงและเพื่อควบคุมรับรู้–ข้อมูลของคู่แข่งภายนอกสนามรบ

    เขาเตือนว่าด้วยภูมิทัศน์ภัยคุกคามแบบนี้ สหรัฐฯ ไม่อาจคิดว่าฐานทัพ ค่ายทหาร และสถานีต่าง ๆ ทั้งนอกและในประเทศเป็นเพียง “เขตธุรการปลอดภัย” อีกต่อไป แต่ต้องรีบเปลี่ยนให้กลายเป็น “โครงสร้างการรบ” (warfighting formations) ที่มีระบบป้องกันและตอบโต้ในตัวเอง ตั้งแต่การรับมือโดรนและขีปนาวุธ ไปจนถึงการต้านภัยไซเบอร์และการปฏิบัติการข้อมูล เขาย้ำว่าฐานทัพบนแผ่นดินสหรัฐฯ เอง (CONUS) ก็อยู่ในวงพายุความเสี่ยงจากการโจมตีแบบไม่ใช่ทางกายภาพ (non‑kinetic) เช่น การเจาะระบบโครงข่ายไฟฟ้า การบิดเบือนข้อมูลเพื่อสร้างความแพนิคให้ครอบครัวทหาร และการใช้ฝูงโดรนก่อกวนในช่วงต้นสงคราม ทั้งหมดนี้ถูกออกแบบมาเพื่อ “ทำให้เกิดความโกลาหลตั้งแต่ก่อนยิงนัดแรก”

    สเกลนกาสรุปว่า “ประวัติศาสตร์พิสูจน์แล้วว่าสังคมใดที่สามารถฉายอำนาจและรักษากำลังรบได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด จะเป็นฝ่ายชนะ” พร้อมเตือนว่ากองทัพสหรัฐฯ ต้องเลิกคิดด้วยกรอบสงครามยุค 80–90 ที่สหรัฐฯ ผูกขาดเทคโนโลยีเหนือกว่าใคร และยอมรับความจริงว่าจีนในวันนี้คือคู่แข่งที่พร้อมท้าทายสหรัฐฯ พร้อมกันในทุกโดเมน ตั้งแต่ทะเล อากาศ อวกาศ ไซเบอร์ ไปจนถึง “สนามรบในสมองและโซเชียลมีเดีย” ที่กำลังนิยามสงครามยุคใหม่ #imctnews รายงาน

    https://www.facebook.com/share/p/1B1taD7N8z/
     
  13. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,002
    ค่าพลัง:
    +97,153
    จีนคว่ำบาตร 7 บริษัทกลาโหมยุโรป ตัดห่วงโซ่โดรนที่ใช้ประสบการณ์ยูเครนผสานชิ้นส่วนไต้หวัน จีนกำลังใช้ “อาวุธคว่ำบาตร” เจาะจงไปที่ห่วงโซ่อุปทานโดรนยุโรป–ไต้หวัน เพื่อพยายามตัดวงจรการเรียนรู้–ผลิต–ส่งมอบที่ผูกสนามรบยูเครนเข้ากับเทคโนโลยีไต้หวัน และส่งสัญญาณเตือนทางการเมืองเรื่องไต้หวันไปยังบรัสเซลส์พร้อมกันในคราวเดียว
    The Diplomat รายงานว่า ปักกิ่งออกมาตรการคว่ำบาตรบริษัทกลาโหมยุโรป 7 แห่ง โดยกำหนดห้ามส่งออกสินค้าที่ใช้งานได้สองทาง (dual-use) และขึ้นบัญชีควบคุมการส่งออก อ้างเหตุผลว่าเพื่อตอบโต้ “การขายอาวุธให้หรือสมรู้ร่วมคิดกับไต้หวัน” รายชื่อในบัญชีรวมถึง Hensoldt AG จากเยอรมนี, FN Herstal และ FN Browning จากเบลเยียม และบริษัทจากสาธารณรัฐเช็กอีก 4 แห่ง ได้แก่ Excalibur Army, Omnipol, VZLU Aerospace และ SpaceKnow มาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นไม่นานหลังประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงของรัฐสภายุโรปเดินทางเยือนไทเป ซึ่งสะท้อนว่าจีนกำลังตอบสนองทั้งทางเศรษฐกิจและเชิงสัญญะต่อสัญญาณว่าบรัสเซลส์ต้องการผูกความร่วมมือด้านความมั่นคงกับไต้หวันอย่างเป็นระบบมากขึ้น

    ในเชิงยุทธศาสตร์ การเคลื่อนไหวของจีนไม่ได้มีเป้าหมายแค่ยืนยัน “หลักการจีนเดียว” แต่คือการพยายามตัดวงจรห่วงโซ่อุปทานของ “หลักนิยมสงครามโดรน” แบบใหม่ของยุโรป ที่ถือกำเนิดจากสนามรบยูเครนแล้วใช้เทคโนโลยีจากไต้หวันเป็น “หัวใจฮาร์ดแวร์” สงครามยูเครนพิสูจน์ให้เห็นว่าการสร้าง–ปรับปรุง–ส่งมอบโดรนสามารถทำได้ในรอบเพียง 4–6 สัปดาห์ หากใช้การจัดซื้อแบบกระจายศูนย์และอัปเดตวิศวกรรมจากประสบการณ์แนวหน้าแบบเรียลไทม์ แตกต่างจากแนวทางสหรัฐฯ ที่ต้องยิงขีปนาวุธมูลค่านับล้านดอลลาร์อย่าง Patriot ไปสกัดกั้นโดรนราคาถูกอย่าง Shahed ในขณะที่ยุโรปมองว่า “โดรนจำนวนมาก ราคาต่ำ แต่ขยายขนาดได้” คือคำตอบใหม่ของการป้องกันตัวเอง

    ไต้หวันจึงกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ในห่วงโซ่นี้ เพราะผู้ผลิตไต้หวันกำลังส่งออกชิป แบตเตอรี่ มอเตอร์ และโดรนสำเร็จรูปไปยังยุโรป เพื่อช่วยให้ยูเครนและประเทศยุโรปลดการพึ่งพาชิ้นส่วนจากจีน รายงานของ DSET และ The Economist ระบุว่าปี 2025 ไต้หวันส่งออกโดรนไปยุโรปราว 130,000 ลำ ส่วนใหญ่ไปโปแลนด์และเช็กซึ่งเป็น “ประตู” ส่งต่อไปยูเครน และในไตรมาสแรกปี 2026 ปริมาณส่งออกไปยุโรปกลาง–ตะวันออกเพิ่มสูงจนแซงตัวเลขทั้งปี 2025 แล้ว โดยเฉพาะเช็กที่การนำเข้าโดรนจากไต้หวันกระโดดจากหลักเกือบศูนย์ไปถึง 20,000 ลำต่อเดือนในเดือนตุลาคม 2025 ก่อนพุ่งเป็น 40,000 ลำในเดือนมกราคม 2026 ทำให้ไต้หวันมีบริษัทเกี่ยวข้องกับโดรนแล้วกว่า 270 แห่ง

    ความร่วมมือนี้ไม่ใช่แค่เรื่อง “ขายของ” แต่รวมถึงการถ่ายทอดองค์ความรู้โดยตรง เมื่อวันที่ 28 มีนาคม อดีตทหารผ่านศึกยูเครนและผู้เชี่ยวชาญด้านโดรน–การบิดเบือนข้อมูล ได้ขึ้นพูดต่อสภานิติบัญญัติไต้หวันเพื่อแบ่งปันประสบการณ์จากแนวหน้า ต่อเนื่องกับการที่คลังสมอง DSET เผยแพร่รายงาน “Drone Superpower: Ukraine’s UAV Success and Where Taiwan-Ukraine Cooperation Fits In” และ “The Invisible Drone Wall” ที่อธิบายบทบาทของไต้หวันในฐานะ “กำแพงโดรนเงียบ ๆ” ให้ยุโรปสร้างห่วงโซ่อุปทานโดรนที่ปลอดจากจีน รายงานชี้ว่าโดรนเป็นสาเหตุของความสูญเสียมากถึง 95% ในสงครามรัสเซีย–ยูเครน และไต้หวันกำลังกลายเป็นศูนย์กลางผลิต UAV สำคัญของยุโรป

    ยุโรปเองส่งสัญญาณว่าตระหนักใน “ระเบียงโดรนไต้หวัน–ยูเครน” นี้อย่างจริงจัง เมื่อต้นเมษายน มารี-แอ็กเนส สทรัค-ซิมเมอร์มันน์ ประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงและการป้องกันประเทศของรัฐสภายุโรป นำคณะเยือนไทเป พบประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ และเจ้าหน้าที่ความมั่นคงระดับสูงของไต้หวัน เธอระบุว่า ยุโรปต้องการเป็น “ผู้ร่วมออกแบบและใช้ประโยชน์” จากห่วงโซ่โดรนนี้ ไม่ใช่แค่ผู้สังเกตการณ์จากระยะไกล การที่บริษัทเช็ก 4 แห่งถูกปักกิ่งขึ้นบัญชีดำจึงสะท้อนว่าเช็กเดินหน้าเชื่อมกับไต้หวันลึกเป็นพิเศษ ผ่านการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ การทูตผ่านรัฐสภา และการทำยุทธศาสตร์อินโด–แปซิฟิกของตัวเอง ซึ่งพัฒนาในยุค รมว.ต่างประเทศ ยาน ลิปอฟสกี ที่เพิ่งเยือนไต้หวันเมื่อมีนาคม 2026

    แม้โฆษกกระทรวงพาณิชย์จีนจะพยายามลดน้ำหนักมาตรการ โดยบอกว่า “หน่วยงานของ EU ที่ซื่อสัตย์และปฏิบัติตามกฎหมายไม่จำเป็นต้องกังวล” แต่ในทางปฏิบัติ มาตรการควบคุมการส่งออกและ dual-use กำลังเพิ่มต้นทุน–ความเสี่ยงทางกฎหมายให้บริษัทยุโรปที่ต้องการใช้ส่วนผสมไต้หวัน–ยูเครนในห่วงโซ่โดรนของตน ผลลัพธ์คือ การเชื่อมต่อ “องค์ความรู้จากสนามรบยูเครน” กับ “ชิ้นส่วนไฮเทคจากไต้หวัน” ซึ่งเป็นหัวใจของหลักนิยมโดรนราคาต่ำแต่ขยายจำนวนได้ กำลังถูกทำให้ซับซ้อนขึ้น สะท้อนว่าจีนกำลังพยายามใช้คันโยกด้านการค้าและเทคโนโลยีเพื่อกดต้นทุนความมั่นคงของยุโรปและส่งข้อความย้ำว่า การเล่นบท “พันธมิตรด้านโดรนกับไต้หวัน” มีราคาให้ต้องจ่ายทั้งเชิงการเมืองและในโลกอุตสาหกรรม
    #imctnews รายงาน

    https://www.facebook.com/share/p/1NjKKP6h4V/
     
  14. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,002
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ฮุนเซน ออกมาดิ้นแล้วนะครับ เรื่อง ไทย ยกเลิก MOU กับ กัมพูชา

    โดยโพส ร่ายยาว ว่า

    ในอดีต แพทย์ นักวิเคราะห์ และนักวิจัยไทยจํานวนมากได้นําการวิเคราะห์ที่เกี่ยวข้องกับ MoU บนชายแดนทางทะเลระหว่างกัมพูชาและ ประเทศไทย ซึ่งการวิเคราะห์ไม่ต้องการลบออก ซึ่งผมอยากจะแสดงความเคารพต่อข้อเสนอแนะเหล่านั้น

    วันนี้ขอโพสต์บทความ (แปลไม่เป็นทางการ) แบบฉบับสมบูรณ์ของ ดร.สุรชาติ บํารุงสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารและความมั่นคงระหว่างประเทศ ขอโทษ ดร.สุรชาติ บํารุงสุข ที่โพสต์เรียงความเพื่อให้ชาวกัมพูชาและคนไทยเข้าใจ MoU นี้มากขึ้น

    ประเทศไทย กําลังพยายามที่จะเข้าถึงการยกเลิก MoU บนพื้นที่ชายแดนทางทะเลระหว่างทวีปซึ่งลงนามระหว่างกัมพูชาและ ประเทศไทย มันขัดกับสิ่งที่ ประเทศไทย ต้องการมีความสัมพันธ์ทวิภาคีกับกัมพูชา ประเทศไทย กําลังพยายามที่จะแยกเขตชายแดนระหว่างทวีปกับกัมพูชาหรือไม่?

    ในอดีต นักวิชาการ นักวิเคราะห์ และนักวิจัยชาวไทยจํานวนมากได้พูดคุยและวิเคราะห์บันทึกความเข้าใจ (MoU) ในพื้นที่ทางทะเลที่ซ้อนกันระหว่างกัมพูชาและ ประเทศไทย . การวิเคราะห์เหล่านี้โดยทั่วไปมีแนวโน้มที่จะคัดค้านการยกเลิกและฉันอยากจะแสดงความเคารพสําหรับมุมมองเหล่านั้น
    วันนี้ขอแชร์บทความฉบับเต็ม (แปลอย่างไม่เป็นทางการ)

    โดย ดร.สุรชาติ บํารุงสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์และความมั่นคงระหว่างประเทศ ใน ประเทศไทย . ผมต้องขอโทษ ดร.สุรชาติ บํารุงสุข ที่ได้โพสต์บทความของท่านอีกครั้ง โดยมีจุดประสงค์ที่จะช่วยให้ชาวกัมพูชาและ ประเทศไทย เข้าใจ MoU นี้ให้ดีขึ้น

    ประเทศไทย พยายามและยังคงผลักดันให้ยกเลิก MoU บนพื้นที่ทางทะเลที่ซ้อนกันลงนามระหว่างกัมพูชาและ ประเทศไทย สิ่งนี้ยืนในทางตรงกันข้ามกับสิ่งที่ฝั่งไทยเคยแสวงหาในการเจรจาทวิภาคีกับกัมพูชา ประเทศไทย กําลังพยายามที่จะเป็นนานาชาติขอบเขตทางทะเลที่ทับซ้อนกับกัมพูชาหรือไม่?

    ด้านล่างนี้คือบทความฉบับสมบูรณ์ของ ดร.สุรชาติ บํารุงสุข (การแปลภาษาเขมรอย่างไม่เป็นทางการ):

    สาระบทความวิเคราะห์ โดย ดร.สุรชาติ บํารุงสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์และความมั่นคงระหว่างประเทศ มีสิทธิ์ «ขอให้เรามีความสุข-repeal MoU 44! » เผยแพร่บนหน้า «มติชนรายสัปดาห์» เมื่อวันที่ 30/04/2026:

    บทความนี้ขออนุญาตขอยืมชื่อเพลงของวงสุนทราภรณ์ «ให้พวกเรามีความสุข» มาเป็นชื่อบทความ เพราะการตัดสินใจของรัฐบาลนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกุล ยกเลิก «MoU 44» หรือบันทึกความเข้าใจ «Demand for สิทธิเขตทางทะเลโปร่งใส» วันที่ 18 มิถุนายน 2544 เปรียบเสมือนการสร้างความสุขให้กับคนในสังคมไทย ตามความเชื่อของกลุ่ม กลุ่มนักการเมืองที่มีมุมมองของชาตินิยม

    แต่หลังจากยกเลิก สังคมไทยจะ «สุข» จริงหรือไม่ ก็คือประเด็นที่ต้องพิจารณา

    ข้อสังเกตและปัญหาเพิ่มเติมหลังจากการยกเลิก MoU 44 มีจุดสังเกตดังต่อไปนี้:

    บันทึกความเข้าใจระหว่าง ประเทศไทย -กัมพูชา หรือ MoU2544 ได้ถูกยกเลิกครั้งหนึ่งในเดือนพฤศจิกายน 2552 ระหว่างรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวจจาชีวา และรัฐบาลได้ยกเลิกตามคําขอของรัฐมนตรีต่างประเทศ Kasit Piromya

    ประกาศยกเลิกในตอนนั้นไม่มีผลบังคับใช้ เพราะไม่ได้รับการแจ้งอย่างเป็นทางการต่อรัฐบาลกัมพูชา และไม่ได้นําประเด็นนี้เข้าสู่กระบวนการรัฐสภาเพื่อยกเลิกสนธิสัญญา ซึ่งถือว่าไม่มีผล

    การยกเลิกบันทึกความเข้าใจจะต้องปฏิบัติตามวิธีการยกเลิกสัญญาที่กําหนดไว้ในอนุสัญญาการเวียนนา 1969 ไม่ใช่แค่ประกาศและพิจารณายกเลิกและยกเลิกทันที

    ประกาศยกเลิกปี 2552 เป็นผลให้รัฐบาลกัมพูชาแต่งตั้ง นายทักษิณ ชินวัตร เป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ รวมกับความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาในสมัยนั้น เกิดปัญหาจากเหตุการณ์วัดพระวิหาร จึงใช้การยกเลิก MoU เป็นสัญญาณประท้วงต่อรัฐบาลกัมพูชา

    การยกเลิกพรรคไทยในขณะนั้น กระทรวงการต่างประเทศใช้ข้ออ้างว่าการเจรจาภายใต้บันทึกไม่คืบหน้า และข้ออ้าง «ไม่คืบหน้า» ถูกใช้อีกครั้งในปี 2026 ซึ่งไม่ต่างจากเมื่อก่อน จนนําไปสู่คําถามว่าเรื่องนี้จริงอย่างไร ประเด็นคือ?

    เมื่อรัฐบาลของนางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่ได้ดําเนินการตามขั้นตอนการยกเลิกเพื่อทําให้ MoU เป็นรูปธรรม กฎหมายยังคงมีผลบังคับใช้เป็นปัจจุบัน แต่ตอนนี้กําลังเผชิญกับการยกเลิกอีกครั้ง

    การตัดสินใจยกเลิก MoU 44 ในสถานการณ์ปัจจุบัน สามารถตีความได้ว่าเป็นผลมาจากสงครามไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้นสองครั้งในปี 2025 และแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของผู้นํารัฐบาลไทยกับชาตินิยมอย่างใกล้ชิด
    ประเด็นสงครามไทย-กัมพูชามีส่วนร่วมโดยตรงในการสร้าง «วัฏจักรสัญชาติไทยและถูกนําขึ้นมาโดยกลุ่มนักการเมืองที่มีมุมมองของชาวชาติที่แข็งแกร่งซึ่งเคยทํางานอย่างแข็งขันในประเด็นวัดพระวิหารในปี 2551 เพื่อสร้างวัฏจักรดังกล่าวขึ้นมาอีกครั้ง หลายคนในสังคมไทยในวันนี้สนใจในวงจรนี้อีกครั้ง และยังเป็นการสนับสนุนที่สนับสนุนชัยชนะของพรรคภูมิใจไทย ขอให้ผู้นํารัฐบาลปัจจุบันยึดมั่นในกระแสนี้ และหวังว่าจะได้แรงสนับสนุนจากกระแสนี้ต่อไป

    ไม่แน่ใจว่าการยกเลิก MoU นี้มีปัจจัยอื่นนอกจากแสดงภาพลักษณ์ของ «นายกชาตินิยม» เพื่อเอาใจกลุ่มชาตินิยม

    และความสุดโต่ง เพราะไม่เห็นการแทรกแซงอื่น ไม่เหมือนประเด็นที่เกิดขึ้นในปี 2009 ที่รัฐบาลไทยไม่พอใจกับการแต่งตั้งที่ปรึกษารัฐบาลกัมพูชา
    การเพิกถอนบันทึกด้วยเหตุผลที่จะเปิดโอกาสให้ ประเทศไทย และกัมพูชาใช้กฎหมายทางทะเล (UNCLOS, 1982) ดูเหมือนว่า «น่าขัน» เพราะ MoU 44 ขึ้นอยู่กับกฎหมายทางทะเลแล้ว คณะกรรมการจัดงานเดิมไม่ใช่คนที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับกฎหมายทางทะเลและทําสิ่งใดก็ตามที่ละเมิดกฎหมายทางทะเล

    การยกเลิกจะทําให้ทุกคนต้องกลับมาสร้างกรอบการเจรจาใหม่ในรูปแบบของ «การจัดเตรียมแบบชั่วคราว» ซึ่งไม่ต่างจากการทํา MOU แบบเดียวกัน แต่จะสําเร็จอย่างไร?

    ทราบว่า MoU 44 เป็นกลไกการเจรจา ไม่ใช่สนธิสัญญาระหว่างประเทศในการจัดสรรประโยชน์จากน้ํามันและก๊าซธรรมชาติในอ่าว ประเทศไทย . การยกเลิกคือการยกเลิกกลไกการเจรจาหรือกรอบการต่อรองและการยกเลิกคณะกรรมการต่อรอง

    เข้าใจว่าการเจรจาในบันทึกนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อสิทธิเรียกร้องทางทะเลของฝ่ายไทยที่มีมาตั้งแต่แรก และ MoU ไม่ได้สร้างความเสียหายใด ๆ กับการเรียกร้องทางทะเลของ ประเทศไทย เป็นการโฆษณาชวนเชื่อของกลุ่มชนชาติ

    นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว และ รมต.ในกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ทั้งระดับ CEO และรองอธิบดี ควรรู้ประโยชน์ของ มอ. 44 เพราะอย่างน้อย 4 คน ได้ทํางานภายใต้ รมต.สุรเกียรติ สาธิราไทย และ ไม่เคยแสดงความค้านใด ๆ กับ MoU คนนี้ (โดยเฉพาะ นายสีหาดัก พวงกัดแก้ว อดีตเลขาธิการถาวร สว) กระทรวงการต่างประเทศควรรู้ดีและไม่เคยต่อต้าน MoU มาก่อน)

    อยากเห็น «ข้าราชการที่ซื่อสัตย์และวิชาชีพ» ของอดีตเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานใหญ่ที่เกี่ยวข้องทั้ง 3 กรม ให้พูดความจริงเกี่ยวกับประเด็น MoU ที่เป็น

    1) กรมสนธิสัญญาและกฎหมายระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

    2) กรมแผนที่ทหาร และ 3) กรมไฮโดรโปนิกส์ กองทัพเรือไทย โดยเฉพาะรายที่ 3 เนื่องจากเคยเป็นพนักงานของกรมไฮโดรโปนิกส์ และเขายังมีบทบาทสําคัญ ក្រ es្រ esា es

    การมีส่วนร่วมในการสร้างกรอบ MoU 44 ยกเว้นหัวหน้ากองทัพเรือปกครองปัจจุบัน

    เข้าใจว่าฝ่ายค้านไม่มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนการตัดสินใจของนายกฯ ยกเลิก MoU 44 เพราะต้องใส่ใจชาตินิยมมากเกินไป และแสดง "ชาตินิยม" ให้สังคมเห็น

    อย่างไรก็ตาม "ชาตินิยมสุดโต่ง" ใช้ได้เฉพาะระหว่างการรณรงค์เลือกตั้งเท่านั้น แต่ถ้านํามาเป็นปัจจัยหลักในการนิยามนโยบายต่างประเทศของ ประเทศไทย ก็จะทําให้เกิดปัญหามากกว่ากําไร

    ในที่สุด ผมขอเน้นย้ําว่าการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีมีผลกระทบอย่างรุนแรง ประเทศไทย «ผลประโยชน์แห่งชาติ» เนื่องจากการยกเลิก MoU 44 เป็นการละเลยผลประโยชน์ทางทะเลของ ประเทศไทย ประเทศไทย ภูมิทัศน์กฎหมายระหว่างประเทศ เนื่องจากการเจรจาครั้งก่อนหน้านี้ได้ให้กรอบ

    ยกเว้นรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอนุทิน เชื่อตัวเองว่าสามารถสร้างกรอบการเจรจาทางทะเลใหม่ได้ดีกว่าทีมเก่า หรือเชื่อว่าเขามีความรู้และประสบการณ์ด้านกฎหมายทางทะเลมากกว่าคนอย่าง ศาสตราจารย์ ดร.สุรเกียรติ สาธิระทัย และพลเอกถนอม เจริญลาภ น่าเสียดายที่ผมทํา ไม่เชื่อ และไม่มีวิธีเชื่อ เพราะพอฟังพวกที่อยู่กับรัฐบาล ประชาชน กระทรวงการต่างประเทศ และกองทัพเรือ ยิ่งทําให้เชื่อถือไม่ได้!

    อยากเห็นผู้นํารัฐบาลอ่านบทความวิเคราะห์ เรื่อง มอ. 44 เขียนโดย ศ.ดร.สุรเกียรติ สาธิราไทย ตีพิมพ์ 2 เล่มกฎหมายปี 2554 และบทความวิเคราะห์โดย คุณอุดมนาวี ถนอมเจริญลาภ ตีพิมพ์ปี 2012 และหนังสือกฎหมายทั้ง 3 เล่มจะถูกตีพิมพ์อีกครั้งใน 2024 ไม่อยากเห็นผู้นําไทยเป็นหนี้ หรือหมกมุ่นกับการสร้าง «อุตุนิยมวิทยา» ของกลุ่มชาตินิยมวิทยาสุดโต่ง ซึ่งไม่ได้อยู่บนหลักกฎหมายระหว่างประเทศเลย

    ที่มาข่าว อยู่ในคอมเม้นต์ เพจ Duck News.
    FB_IMG_1777637510441.jpg
    #cambodia #hunsen #กัมพูชา #เขมร

    https://www.facebook.com/share/18PS2pWJPV/
     
  15. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,002
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เอกชนชี้สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ 60 วัน ดันน้ำมันพุ่ง กระทบต้นทุนผลิต-ขนส่ง SMEs ขาดสภาพคล่อง เสี่ยงปิดกิจการใน 3-6 เดือน หากไร้มาตรการช่วยเหลือ
    .
    เอกชนประเมินสงครามตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อกว่า 60 วัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้น กระทบต้นทุนธุรกิจเป็นวงกว้าง ทั้งค่าขนส่ง บรรจุภัณฑ์ เม็ดพลาสติก และต้นทุนการผลิต ขณะที่รายได้ของธุรกิจและประชาชนไม่ได้เพิ่มตาม
    .
    ผู้ประกอบการ SMEs กำลังเผชิญแรงกดดันหนักจากต้นทุนที่สูงขึ้น แต่ปรับราคาสินค้าได้ยาก เพราะตลาดแข่งขันสูงและเสี่ยงถูกสินค้าต้นทุนต่ำจากต่างประเทศเข้ามาแย่งตลาด หลายโรงงานเริ่มชะลอการผลิตและไม่กล้าสต็อกสินค้าเพิ่ม
    .
    ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา ระบุว่า หากสถานการณ์สงครามยังยืดเยื้อและไม่มีมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ SMEs จำนวนมากอาจรับมือได้อีกเพียง 3-6 เดือน ก่อนหลุดออกจากห่วงโซ่ธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีภาระเงินหมุนเวียนสูง
    .
    ภาคเอกชนเสนอให้เร่งสร้างความเชื่อมั่น ลดต้นทุนพลังงาน และสนับสนุนผู้ประกอบการให้ปรับโมเดลธุรกิจ เช่น จับมือพาร์ทเนอร์ ใช้ช่องทางออนไลน์ รักษาคุณภาพสินค้าในราคาที่แข่งขันได้ พร้อมผลักดันพลังงานทางเลือกเพื่อความยั่งยืน

    #สงครามตะวันออกกลาง #SMEs #ราคาน้ำมัน #เศรษฐกิจไทย #พลังงาน #ฐานเศรษฐกิจ

    https://www.facebook.com/share/1J2Zvn9yfp/
     
  16. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,002
    ค่าพลัง:
    +97,153
    FB_IMG_1777638488799.jpg
    แลนด์บริดจ์ไทย ไม่สำคัญที่สุดกับจีน
    ในเมื่อ Malaysia Landbridge เสร็จแล้ว ที่จีนมาคือถามเรื่องสหรัฐเช่าฐานบินกระบี่!!!
    โครงการ East Coast Rail Link (ECRL) ของมาเลเซีย ถูกขนานนามว่าเป็น "แลนด์บริดจ์ (Landbridge)" แห่งภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากเป็นเส้นทางรถไฟทางคู่ที่เชื่อมต่อระหว่าง ท่าเรือพอร์ตกลัง (Port Klang) ในฝั่งตะวันตก (ช่องแคบมะละกา) กับ ท่าเรือกวนตัน (Kuantan Port) ในฝั่งตะวันออก (ทะเลจีนใต้)

    https://www.facebook.com/share/p/1H1Ba3nWx4/
     
  17. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,002
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนัก งานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ว่า ในการประชุม ป.ป.ช.เมื่อวันที่ 28 เม.ย.69 ที่ประชุม ป.ป.ช.มีมติเสียงข้างมาก 4 ต่อ 3 ชี้มูลความผิด น.ส.สุภา ปิยะจิตติ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
    .
    กรณีไม่มีคำสั่งให้กรมสรรพากรอุทธรณ์คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางในการเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ป สมัยดำรงตำแหน่งรองปลัดกระ ทรวงการคลัง ทำให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ 1.7 หมื่นล้านบาท
    .
    จากการไม่อุทธรณ์คดีเพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐ อันเป็นหน้าที่โดยตรง ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้วินิจ ฉัยคดีนี้ไว้
    .
    ดังนั้น เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องของกระทรวงการคลังและกรมสรรพากรในคดีนี้ สมควรยกเหตุดังกล่าวขึ้นโต้แย้งในการอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง แต่กลับไม่ดำเนินการทำให้รัฐสูญเสียการจัดเก็บภาษี เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อระบบราชการของกระทรวงการคลังและกรมสรรพากรจากการไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ทำให้คดีถึงที่สุดไม่สามารถเรียกเก็บภาษีดังกล่าวได้อีกต่อไป โดยที่ประชุม ป.ป.ช.จะส่งสำนวนดังกล่าวให้อัยการดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป
    .
    #ปปช #สุภาปิยะจิตติ #หุ้นชิน #หุ้นชิน17000บาท #หุ้นชินคอร์ป #PPTVHD36 #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่

    https://www.facebook.com/share/1HBkiRTND9/
     
  18. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,002
    ค่าพลัง:
    +97,153
  19. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,002
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ทรัมป์ "เนียน" ผ่านเส้นตาย 60 วัน สงครามอิหร่าน — รัฐสภาเลือกหนีออกจากวอชิงตัน! ️⚖️

    สวัสดีค่ะทุกคน วันนี้นิคกี้มีเรื่องใหญ่ที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้มาเล่าให้ฟัง

    วันนี้ (1 พฤษภาคม 2026) คือวันครบรอบ 60 วันที่ทรัมป์แจ้งสภาคองเกรสว่าได้สั่งโจมตีอิหร่านอย่างเป็นทางการ ตามกฎหมาย War Powers Act ปี 1973 บอกชัดว่าถ้าจะรบต่อเกิน 60 วัน ต้องได้รับอนุมัติจากรัฐสภา ไม่งั้นต้องถอนกำลังกลับ ฟังดูเป็นเส้นตายที่ศักดิ์สิทธิ์ใช่ไหมคะ?

    แต่รู้ไหมว่าวันนี้รัฐสภาสหรัฐฯ ทำอะไร? พวกเขา "ไม่อยู่ในวอชิงตัน" ค่ะ ‍♂️

    ส.ส. และ ส.ว. พากันกลับบ้านไปเมื่อวานนี้ และจะไม่กลับมาประชุมตลอดสัปดาห์หน้าด้วย เท่ากับว่าในวันที่กฎหมายบอกว่าต้องลงมติเรื่องสงคราม รัฐสภาเลือก "ปิดร้านหนี" แทน

    ทำไมล่ะ?

    นิคกี้สรุปให้สั้นๆ ว่า รีพับลิกันไม่อยากโหวตหนุนสงครามที่ประชาชนไม่ชอบ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่กล้าโหวตค้านทรัมป์ เพราะใครขัดทรัมป์ในยุคนี้ = จบทางการเมือง คำตอบของพวกเขาเลยคือ... ไม่โหวตเลยซะเลย จบ!

    จอห์น ธูน หัวหน้าเสียงข้างมากในวุฒิสภา ที่เมื่อกลางเมษายนเคยพูดเองว่าทำเนียบขาวต้อง "หาทางจบสงคราม" แต่วันพฤหัสที่ผ่านมากลับบอกสั้นๆ ว่า "ไม่เห็นว่าจะมีการโหวต"

    ส่วนไมค์ จอห์นสัน ประธานสภาฯ ให้สัมภาษณ์ NBC ว่าเขา "ลังเลมาก" ที่จะเดินนำหน้าทำเนียบขาว และยังอ้างซะอีกว่า "ตอนนี้สหรัฐฯ ไม่ได้อยู่ในภาวะสงครามแล้ว"

    ฝั่งทำเนียบขาวก็ตีความกฎหมายแบบสร้างสรรค์มากค่ะ พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหม ไปให้การที่วุฒิสภาว่า นาฬิกานับถอยหลัง 60 วัน "หยุดเดิน" ในช่วงหยุดยิง... ซึ่งในตัวบทกฎหมายไม่มีข้อความนี้เลย เป็นการคิดขึ้นมาเองล้วนๆ

    นิคกี้อยากชวนทุกคนมองภาพให้กว้างขึ้นนิดนึงนะคะ

    กฎหมาย War Powers Act ฉบับนี้ ตลอด 53 ปีที่ผ่านมา แทบไม่เคยถูกบังคับใช้ได้จริงเลยค่ะ เรแกนรบในเลบานอน คลินตันรบในโคโซโว 78 วันโดยไม่ขออนุมัติ บุชและโอบามาขยายสงครามไปทั่วตะวันออกกลาง

    โอบามาช่วยล้มกัดดาฟีในลิเบียโดยอ้างว่า "ไม่ใช่สงคราม" เพราะเป็นแค่การสนับสนุนทางอากาศ

    ทรัมป์เคยสังหารพลเอกโซเลมานี ไบเดนช่วยตีฮูตีในเยเมน ทุกคนใช้ช่องโหว่กฎหมายฉบับนี้เหมือนกันหมด

    พูดง่ายๆ คือ "เสือกระดาษ" ค่ะ ดูดุ แต่ไม่กัด

    ในขณะที่ผู้นำเล่นเกมการเมืองกัน ตลาดก็ส่งสัญญาณชัดเจน โดย Brent วิ่งขึ้น 6% ในสัปดาห์นี้ค่ะ ส่วนทรัมป์เองเพิ่งได้รับบรีฟ option การโจมตีรอบใหม่เมื่อพฤหัส และยังประกาศชัดว่าจะปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมัน 20% ของโลก

    สำหรับเศรษฐกิจไทยที่นำเข้าน้ำมันเกือบ 90% ของการใช้พลังงาน ผลกระทบมาแน่ค่ะ ต้นทุนขนส่งสูงขึ้น ค่าไฟแพงขึ้น สินค้าผู้บริโภคขึ้นราคา และกองทุนน้ำมันที่ติดลบหนักอยู่แล้วก็จะยิ่งแบกรับไม่ไหว

    จุดที่น่าสนใจคือ มีรีพับลิกันคนเดียวที่กล้าข้ามฝั่ง โดย ส.ว. ซูซาน คอลลินส์ จากเมน ซึ่งจะลงเลือกตั้งใหม่ในปีนี้ในสนามที่ยากที่สุดของพรรค เธอบอกตรงๆ ว่า "เส้นตาย 60 วันไม่ใช่ข้อแนะนำ มันคือข้อกำหนด"

    มีแค่เธอกับแรนด์ พอลเท่านั้นที่กล้าโหวตขัดทรัมป์ในเรื่องนี้ ส่วนคนอื่นที่เคยพูดถึงเส้นตายนี้มาเป็นเดือนๆ พอเอาเข้าจริงก็เงียบกริบ

    มุมมองของนิคกี้

    อย่าวางแผนการลงทุนโดยพึ่งความหวังว่า "กฎหมายจะหยุดสงคราม" หรือ "รัฐสภาจะเข้ามาเบรก" เพราะประวัติศาสตร์ 53 ปีบอกชัดแล้วว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นจริงในเวลาที่ตลาดต้องการ สิ่งเดียวที่จะหยุดสงครามได้คือเจตจำนงของทำเนียบขาว สถานการณ์ภาคสนาม และจุดที่ราคาน้ำมันแพงจนกระทบ approval rating ของทรัมป์เองค่ะ

    #BeautyInvestor #IranWar #OperationEpicFury #WarPowersAct #ราคาน้ำมัน #การลงทุน #เศรษฐกิจไทย #Brent #Geopolitics

    https://www.facebook.com/share/1Q6UCED4T1/
     
  20. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,002
    ค่าพลัง:
    +97,153
    #CNN_ถาม_ทำไมยุทธวิธีปิดล้อมจึงอาจล้มเหลวไม่เป็นท่า?

    FB_IMG_1777642758931.jpg

    ตอบ : ต่อให้ทรัมป์จะประกาศกร้าวว่า จะลากเกมนี้ยาวไปเรื่อยๆ แต่ก็มีความเป็นไปได้เสมอว่า ยุทธศาสตร์นี้อาจจะมีช่องโหว่ให้อิหร่านหาทางแก้เกมได้ไม่ยาก

    ในเมื่อการสังหารผู้นำสูงสุดอย่าง อาลี คาเมเนอี ยังไม่สามารถสยบอิหร่านให้คุกเข่าจำนนได้ และแม้จะโดนระดมถล่มด้วยระเบิดอย่างหนักหน่วงต่อเนื่องหลายสัปดาห์ ก็ยังไม่อาจสั่นคลอนความเด็ดเดี่ยวของเหล่าผู้นำได้เลย

    แล้วมีเหตุผลอะไรที่ทำให้เราเชื่อว่า เพียงแค่วิกฤตเศรษฐกิจ จะขวางพวกเขาได้?!

    ความทรหดและหัวใจที่เด็ดเดี่ยวของสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน กลายเป็นตำนานไปเสียแล้ว

    https://www.facebook.com/6155558099...weV6p1Hn4boLDx5wBRfdvjwSkcUl/?mibextid=NOb6eG
     

แชร์หน้านี้

Loading...