สายพระป่ากรรมฐาน

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย Jumbo A, 17 สิงหาคม 2022.

  1. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,394
    ค่าพลัง:
    +21,468
    1778599070460.jpg FB_IMG_1778598288770.jpg

    พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย) วัดป่าสาลวัน จังหวัดนครราชสีมา เคยกล่าวถึงหลวงปู่ว่า "ท่านได้รับคำพยากรณ์แล้ว และเป็นหนึ่งในอนาคตวงศ์ด้วย"

    ..........

    สมัยนั้น การเดินทางจากวัดโดยทางรถยนต์ไม่สะดวก ต้องนั่งเรือล่องตามแม่น้ำมา ซึ่งใช้เวลานาน ทหารจึงจัดเฮลิคอปเตอร์ หรือที่เราเรียกกันสั้น ๆ ว่า " ฮ. " มารับท่านไปงาน

    ในวันนั้น ท่านนำเหรียญบรรรทุกไปด้วย พอถึงวัดเกาะวังไทร ท่านก็ลงจากเฮลิคอปเตอร์ นักบินก็จะนำเครื่องกลับ แต่ทำอย่างไรเครื่องก็บินไม่ขึ้น จึงขอให้หลวงปู่ช่วยตรวจดูให้

    หลวงปู่พิจารณาแล้ว บอกว่า " ลืมเอากล่องเหรียญลงมาจากเครื่อง "

    พอนักบินยกกล่องเหรียญลงมา เครื่องก็สามารถบินกลับฐานได้ตามปรกติ ผู้อยู่ในเหตุการณ์ครั้งนั้น จึงพากันเรียกเหรียญ รุ่นนี้ว่า " เหรียญ รุ่น ฮ.ไม่ขึ้น

    .........

    สหธรรมิกสองพระมหาโพธิสัตว์ หลวงพ่ออุตตมะ อุตตมะรัมโภ และ หลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญ สองมหาโพธิสัตว์ ผู้เที่ยงตรงต่อพระโพธิญาณ…………………………………………………ความเป็น “มหาพระโพธิสัตว์” ผู้เที่ยงแท้ต่อพระโพธิญาณในอนาคตกาล ดังจะมีพระศรีอาริยเมตไตร ถัดจากนั้น ยังปรากฏมีมหาโพธิสัตว์ที่จะได้ตรัสรู้ ตามลำดับเพื่อโปรดเวไนยสัตว์คือสัตว์ผู้ควรแก่การแนะนำสั่งสอนปรากฏนามนับ 10 พระองค์ หลวงพ่อพุธ ฐานิโย วัดป่าสาลวัน นครราชสี พระอริยะสงฆ์เคยกล่าวคำรับรองว่า “หลวงพ่ออุตตมะ วัดวังก์วิเวการาม กาญจนบุรี พระมหาโพธิสัตว์แห่งสังขละบุรี จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า 1ใน 10 พุทธวงศ์ เบื้องหน้า”ความประทับใจในมิตรภาพ ของสองมหาโพธิสัตว์เริ่มต้นเมื่อปี 2541 ในวันหนึ่ง พลังบุญก็ดึงดูดหนุนนำให้ 2 ผู้มีบุญบารมีได้มาพบกัน หลวงปู่หงษ์ ได้ยินชื่อหลวงพ่ออุตตมะ ก็มีจิตศรัทธา ดังรู้ได้ว่านี่คือผู้มีบุญสูงส่งเผาพงศ์มหาโพธิสัตว์ผู้ที่จะได้นำพาสรรพสัตว์ออกจากกองทุกข์ เพราะโดยปรกติพระสุปฎิปัณโณทั้งสอง ต่างองค์ต่างมีหน้าที่ ต่างก็ได้มุ่งบำเพ็ญบารมี โอกาสที่ จะได้ประสบพบกันถือเป็นสิ่งที่บังเกิดขึ้นได้ยาก หลวงปู่หงษ์เร่งเดินทางมากราบหลวงพ่ออุตตมะ ซึ่งมีอาวุโสพรรษากว่า 6 ปี ในสมัยนั้น เมื่อได้พบต่างองค์ก็ต่างสนทนา ด้วยความเป็นกันเอง เมื่อไถ่ถามกันพอสมควรแก่เวลาเป็นที่เรียบร้อย หลวงปู่หงษ์ถวายจตุปัจจัย 2,000 บาทและขอประคำหลวงพ่ออุตตมะ 10 เส้นเป็นไมตรีแสดงความนอบน้อมเคารพในบารมีธรรม หลวงพ่ออุตตมะก็มอบจตุปัจจัย 2000 บาทคืนกลับพร้อมประคำเสก 100 เส้น เป็นที่ปีติอิ่มใจของผู้ที่ได้ติดตามและพบเห็น เมื่อวันเวลาผันผ่าน แม้แต่ตอนที่ หลงพ่ออุตตมะ มาเข้าโรงพยาบาลพระมงกุฎ ในช่วงหลังก่อนหลวงพ่ออุตตมะจะสิ้นบุญ หลวงปู่หงษ์ ฯ ก็ได้ตามมาเยี่ยมหลวงพ่ออุตตมะ ถึงโรงพยาบาลมาในปีนี้ หลวงปู่หงษ์ก็มี อายุย่าง 97 ปีเท่ากับว่าครบ 10 ปี ของมิตรภาพทั้งสองที่นำมาบันทึกไว้ให้ได้จดจำทั้งยังเคยมี วัตถุมงคลที่ สองมหาโพธิสัตว์ได้อธิฐานจิตไว้ร่วมกันก็มี พระผงรูป พระแก้วมรกต หลัง นะเมติ ล้อมด้วยสายประคำ และรูปพระตรีมูรติหลังฤๅษี 3 องค์ เป็นอนุสรณ์ ถึง หลวงพ่ออุตตมะ อุตตมะรัมโภ และ หลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญ สองมหาโพธิสัตว์ ผู้เที่ยงตรงต่อพระโพธิญาณเอื้อเฟื้อข้อมูลโดย พระศุภกิจ ปภัสสโร

    ✨️หลวงพ่ออุตตมะกับหลวงพ่อฤาษีลิงดำ✨️
    โดย พระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ เจ้าอาวาสวัดท่าขนุน
    .
    ถาม : ไม่เคยเจอท่านมาก่อนด้วยหรือ ?
    หลวงพ่อเล็ก : ก่อนหน้านี้ไม่เคยเลย หลวงพ่ออุตตมะไปวัดท่าซุงครั้งแรกที่มีพิธีพุทธาภิเษก น่าจะเป็นปี ๒๕๒๐
    (ตรวจสอบปีที่ยกช่อฟ้าแล้ว ข้อแก้ไขเป็นปี ๒๕๑๙ ครับ)
    .
    ถาม : ตอนนั้นหลวงพ่อเล็กยังไม่บวช ?
    หลวงพ่อเล็ก : ยัง....หลวงพ่อวัดท่าซุงท่านทำพิธียกช่อฟ้าอุโบสถ ทูลเชิญในหลวงด้วย แล้วมีหลวงปู่-หลวงพ่อที่เป็นพระสุปฏิปันโน ๑๐ กว่าองค์
    .
    ✨️ท่านบอกว่าให้ไปนิมนต์หลวงพ่ออุตตมะ
    อาตมากราบเรียนหลวงพ่อวัดท่าซุงท่านว่า
    .
    "ไกลขนาดนั้น แล้วหลวงพ่ออุตตมะท่านก็ไม่รู้จักหลวงพ่อ แล้วท่านจะมาหรือครับ ?"
    .
    หลวงพ่อวัดท่าซุงบอกว่า
    "แกไปบอกว่าข้านิมนต์ แล้วท่านจะมา"
    .
    เสร็จแล้วก็ไปรถตู้กันไป โอ้โฮ...สมัยนั้นถนนสุดยอดความลำบากเลย ถนนลูกรัง อีโหลกโขลกเขลก
    บางตอนถูกน้ำเซาะลึกเสียจนรถขับเคลื่อนสี่ล้อยังหนาวเลย
    ไปจนถึงวัดท่าน เสร็จแล้วพอกราบเรียนว่า
    .
    "หลวงพ่อมหาวีระขอนิมนต์"
    หลวงพ่ออุตตมะท่านก็ว่า "เออ...เออ...ไป ๆ"
    .
    เมื่อไปถึงวัด
    ✨️ท่านก็คุยกันอย่างสนิมสนม
    อาตมาเพิ่งจะรู้ว่าท่านรู้จักกันตั้งนานเนกาเลแล้ว
    .
    ✨️หลวงพ่ออุตตมะเคยไปอยู่ปฏิบัติที่วัดปากคลองฯ พร้อมกับหลวงพ่อวัดท่าซุงตั้ง ๒ พรรษา!! ✨️
    .
    ครูบาอาจารย์ท่านรู้จักกันหมด อาตมาไม่รู้เองต่างหาก
    .
    Cr. : เรื่องราว
    สนทนากับพระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ
    เจ้าอาวาสวัดท่าขนุน
    ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕

    ภาพ : ในภาพจากซ้ายไปขวา
    หลวงพ่อพุธ ฐานิโย / หลวงพ่ออุตตมะ / หลวงพ่อฤาษีลิงดำ / หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ

    หมายเหตุ: มีปรับแก้คำพูดบางคำเพื่อความเหมาะสม

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ๑. เหรียญ ศิษย์สหกรณ์นิคมปี๒๕๒๕รุ่นนิยมมีในทำเนียบ วภาพสวยผิวรุ้ง
    ๒. เม็ดประคำปลุกเสกเดี่ยว ๑ ไตรมาส ปี ๒๕๔๐ หลวงพ่ออุตตมะ วัดวังก์วิเวการาม จ.กาญจนบุรีแจกงานฌาปนกิจของ ผู้สร้างถวาย


    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งเดือนละ 30 บาทครับ

    IMG_20260512_215407.jpg IMG_20260512_215407.jpg IMG_20260512_215204.jpg IMG_20260512_215231.jpg IMG_20260512_215344.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,394
    ค่าพลัง:
    +21,468
    FB_IMG_1778601052563.jpg

    การปลุกเสกของท่านแต่ละครั้งก็จะไม่ค่อยเหมือนพระเกจิองค์อื่นๆ เพราะท่านจะปลุกเสกอยู่ในโบสถ์เป็นเวลา7วัน7คืนโดยจะไม่ออกมาจากโบสถ์เลยจนกว่าจะสำเร็จในการเสก ท่านจะสั่งให้ลูกศิษย์ปิดประตูโบสถ์ทั้งหมดและกำชับว่าไม่อนุญาติให้ใครเข้ามารบกวนโดยเด็ดขาดในขณะทำพิธีตลอด7วัน

    ท่านคือ หนึ่งในศิษย์ หลวงปู่พุ่ม วัดบางโคล่นอก

    ครั้งหนึ่ง ท่านเคยโดนโจรใจบาป ลอบทำร้ายกะให้หลวงปู่ท่านมรณะ โดยตีที่ศีรษะหลวงปู่ แล้วไปทิ้งไว้ท้ายวัด แต่หลวงปู่กลับไม่เป็นอะไร แค่มีหัวปูด ไม่แตก

    ผู้หยั่งรู้ ถึง การมรณะภาพ ของตัวท่านเอง ท่านเคยพูดกับคนไกล้ชิด ว่าตัวท่านเอง จะมีอายุ เท่ากับ จังหวัดเกิดท่านเอง นั้นคือ จังหวัดร้อยเอ็ด

    หลวงหลวงปู่สีท่านมักจะนิยมปลุกเสกเดี่ยว นอกจากถ้ามีงานสำคัญๆท่านจึงจะนิมนต์พระเกจิจากที่อื่นมาร่วมปลุกเสกด้วย แต่ก็หาได้น้อยรุ่นมากครับที่จะเสกแบบหมู่การปลุกเสกของท่านแต่ละครั้งก็จะไม่ค่อยเหมือนพระเกจิองค์อื่นๆ เพราะท่านจะปลุกเสกอยู่ในโบสถ์เป็นเวลา7วัน7คืนโดยจะไม่ออกมาจากโบสถ์เลยจนกว่าจะสำเร็จในการเสก ท่านจะสั่งให้ลูกศิษย์ปิดประตูโบสถ์ทั้งหมดและกำชับว่าไม่อนุญาติให้ใครเข้ามารบกวนโดยเด็ดขาดในขณะทำพิธีตลอด7วัน
    ....................
    ประวัติอดีตเจ้าอาวาสวัดไผ่เงินโชตนาราม (หลวงปู่สี พานคำ)
    ประวัติเจ้าอาวาส
    นับตั้งแต่วัดไผ่เงินโชตนารามได้เริ่มสร้างมาจนถึงปัจจุบันนั้น ก็ได้มีเจ้าสมภารอาวาสปกครองวัดมาตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบันเป็นจำนวน ๑๔ รูป (เจ้าอาวาสรูปปัจจุบันรูปที่ ๑๔ คือ พระครูอดุลยธรรมานุวัตร)
    -----------------------------------------
    หลวงพ่อสัมฤทธิ์เป็น วัสดุสำริด ลงรักปิดทอง หน้าตักกว้าง 2.2 เมตร ศิลปะสมัยสุโขทัย เดิมประดิษฐานอยู่ที่วัดพระยาไกร เช่นเดียวกับพระสุโขทัยไตรมิตร

    หลวงพ่อสัมฤทธิ์ประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถ ส่วนพระสุโขทัยไตรมิตร ประดิษฐานอยู่ในพระวิหาร เชื่อกันว่าเป็นพระพุทธรูปที่อัญเชิญมาจากสุโขทัยทั้งสององค์ หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ หัวหน้ากองพิพิธภัณฑ์และโบราณวัตถุ กระทรวงธรรมการในขณะนั้น ได้ทำการสืบประวัติหลวงพ่อสัมฤทธิ์ ทราบแต่เพียงว่าเป็นพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยตอนปลายต่ออยุธยา ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 พระยาโชฏิกราช (เจ้าสัวบุญมา) ข้าหลวงเดิมของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นผู้ปฏิสังขรณ์วัดพระยาไกร เสร็จแล้วจึงน้อมฯ ถวายเป็นพระอารามหลวง สถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวงนามว่า "วัดโชตนาราม" ได้อัญเชิญหลวงพ่อสัมฤทธิ์ มาประดิษฐานไว้ในอุโบสถ

    ต่อมาเมื่อพุทธศักราช 2482 บ้านเมืองในตอนนั้นได้มีการเวนคืนที่ดินบริเวณคลองเตย เพื่อสร้างท่าเรือคลองเตย ในการนั้น มีวัดที่จะต้องถูกรื้อถอนยุบไปหลายวัด หนึ่งในนั้นคือวัดเงินที่ต้องถูกรื้อถอน โดยทางการได้ให้วัดเงินกับวัดไผ่ล้อมเดิม มารวมกันเป็นวัดไผ่เงินโชตนาราม ท่านพระมงคลสุธีได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอา วาสในพุทธศักราช 2483 ประจวบกับมีเหตุการณ์ที่กรมการศาสนามีนโยบายแจกจ่ายพระพุทธรูปที่ตกค้างอยู่ ที่วัดพระยาไกร ซึ่งเป็นวัดร้างอยู่เป็นพุทธบรรณาการ เมื่อสมเด็จพระวันรัตน์ (เฮง เขมจารี) อดีตเจ้าคณะแขวงล่างและสมเด็จพระวันรัตน์ องค์สังฆนายก มีเถระบัญชาให้คณะกรรมการวัดสามจีนไปอัญเชิญพระพุทธปฏิมาปูนปั้นที่ วัดไผ่เงินโชตนาราม (พระยาไกร) ซึ่งขณะนั้นเป็นวัดร้าง มีพระพุทธปฏิมาปูนปั้นสององค์ ซึ่งประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถองค์หนึ่งและอยู่ในพระวิหารอีกองค์หนึ่ง เชื่อกันว่าเป็นพระพุทธปฏิมาที่อัญเชิญมาจากอยุธยาทั้งสององค์

    พระมงคลสุธี (สี ยโสธโร) เจ้าอาวาสวัดไผ่เงินโชตนาราม กรุงเทพฯ ได้อัญเชิญพระพุทธปฏิมาในพระอุโบสถมาประดิษฐานที่วัดไผ่เงินโชตนาราม พระมงคลสุธี ได้เลือกองค์"หลวงพ่อสัมฤทธิ์"ด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่ชำรุด ขณะที่องค์พระพุทธปฏิมาหลวงพ่อสุโขทัยไตรมิตรที่ถูกปูนหุ้มอยู่มีรอยร้าวจาก ไหล่ถึงเอวไปถึงรากฐานเป็นร่องเล็กๆ มองเห็นเนื้อสัมฤทธิ์สีเขียวๆ ที่ยังประดิษฐานอยู่

    เมื่อพระพุทธปฏิมาหลวงพ่อสัมฤทธิ์ได้มา ประดิษฐานที่วัดไผ่เงินโชตนารามแล้ว กองพิพิธภัณฑ์และโบราณวัตถุ กระทรวงธรรมการได้สืบประวัติของพระพุทธรูปองค์นี้ ทราบเพียงแต่ว่าเป็นพระพุทธรูปศิลปะสมัยสุโขทัยตอนปลายต่อสมัยอยุธยาและได้ ขนานนามให้ว่า "หลวงพ่อสัมฤทธิ์" ด้วยเป็นพระพุทธปฏิมาที่หล่อด้วยสำริดและเป็นสำริดแก่เงินจัด ปางมารวิชัย มีขนาดหน้าตักกว้าง 4 ศอกเศษ

    มีการปิดทองหลวงพ่อสัมฤทธิ์ทั้งองค์ อีกครั้งในช่วงฉลองกรุงรัตนโกสินทร์สองร้อยปี พ.ศ.2525 หลวงพ่อสัมฤทธิ์เป็นที่เคารพกราบไหว้ของประชาชนในย่านนั้น เจ้าอาวาสกล่าวว่า ท่านสามารถสร้างวัดไผ่เงินฯ ขึ้นมาได้ก็ด้วยบารมีของหลวงพ่อสัมฤทธิ์ ด้วยเหตุนี้จึงประดิษฐาน หลวงพ่อสัมฤทธิ์ วัดไผ่เงินโชตนาราม ไว้ในพระวิหารแทนที่จะเป็นพระอุโบสถ เพื่อสะดวกแก่ประชาชนที่ต้องการเข้ามากราบไหว้บูชา...

    ประเพณีเทศกาลหลวงพ่อสัมฤทธิ์ วัดไผ่เงินโชตนาราม
    และในวันขึ้นปีใหม่ของทุกปีจะมีงิ้วแสดงตลอด 3 วัน 3 คืน จนกลายเป็นประเพณีที่ถือปฏิบัติต่อกันมา

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับเพจวัดไผ่เงิน

    ๑.พระสมเด็จหลวงพ่อสัมฤทธิ์วัดไผ่เงินโชตนาราม ปี ๒๕๑๗ กรุงเทพ และ ๒.เหรียญหลวงพ่อสัมฤทธิ์หลังหลวงปู่สีวัดไผ่เงินโชตนาราม ปี ๒๕๑๗
    อธิษฐานจิตปลุกเสกโดยหลวงปู่สีวัดไผ่เงิน ศิษย์ ลพ.พุ่ม วัดบางโคล่นอก

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260512_224625.jpg IMG_20260512_224704.jpg
     
  3. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,394
    ค่าพลัง:
    +21,468
    1778670411099.jpg
    ประวัติพระอาจารย์ทองบัว ตันติกโร(พระราชพุทธิมงคล) พระอาจารย์ทองบัว เกิดเมื่อ วันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2464 แรม 15 ค่ำ เดือน 3 ปีระกา (ตรงกับวันมาฆบูชา) เวลา 6.00 น. ที่บ้านหนองผักแว่น ตำบลห้วยโปร่ง อำเภอโคกสำโรง จังหวัด ลพบุรี ในสกุล “บุตรศรี” แต่ครั้งเมื่อไปแจ้งที่อำเภอทางอำเภอเขียนผิดเป็น “พุทธศรี” ซึ่งมีความหมายว่า เป็นศรีหรือมิ่งขวัญแก่บวรพุทธศาสนา ตั้งแต่บัดนั้นมา\\nโยมบิดาชื่อนาย โมทย์ โยมมารดาชื่อ นางสีดา มีพี่น้องร่วมท้องกัน 12 คน เป็นชาย 6 คน หญิง 6 คน ส่วนท่านเป็นบุตรคนที่ 9 เมื่ออายุได้ 6-7 ขวบ โยมมารดาถึงแก่กรรม จึงได้ย้ายครอบครัวไปอยู่ยังจังหวัด ขอนแก่น และเมื่ออายุได้ 9 ขวบ จึงได้ไปเรียนหนังสือไทยที่โรงเรียนบ้านยางคำวิทยาทาน วัดสวรรค์คงคา บ้านยางคำ จนจบชั้นประถม เมื่อจบเรียนแล้ว ได้บวชเป็นผ้าขาวรักษาศีลอุโบสถ บริโภคอาหารวันละมื้อเดียว นุ่งขาวห่มขาว และบำเพ็ญสมาธิ ติดตามกับพระภิกษุพี่ชายจนออกพรรษา เมื่อปี 2482 เมื่ออายุของท่านได้ 18 ได้บวชเป็นสามเณร โดยมีท่านเจ้าคุณพระพิศาลคณานุกิจ ศิษย์พระอาจารย์มั่นเป็นพระอุปัชฌาย์ แล้วได้บำเพ็ญสมณธรรมกัมมัฐฐาน หัดวิปัสสนาเป็นเวลา 3 ปี กับพระอาจารย์ท่านเจ้าคุณพิศาลคณานุกิจ เจ้าคุณพระธรรมเจดีย์(จูม พันธุโล)\\nต่อมาในปี พ.ศ. 2485 ท่านอาจารย์ทองบัวมีอายุได้ 21 ปีเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ ผู้เป็นอาจารย์นำตัวไปฝากอุปสมบท ณ วัดมหาชัย อำเภอหนองบัวลำภู จังหวัดอุดรธานี (พระอาจารย์มั่นเคยจำพรรษาอยู่) โดยมีพระพิศาล คณานุกิจ เป็นพระอุปัชฌาย์มีท่านอาจารย์ตาลเป็นพระกรรมวาจารย์ เมื่ออุปสมบทเป็นที่เรียบร้อยแล้วได้ไปจำพรรษาอยู่ที่วัดหนองแวง อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ได้เรียนปริยัติธรรมและกรรมฐานควบคู่กันไป จนจบชั้นนักธรรมเอก\\nภายหลังพระอาจารย์มั่นกลับออกจากเชียงใหม่ในปี 2482 และเดินทางกลับสู่ภาคอีสาน สู่จังหวัดนครราชสีมาและจังหวัดอุดรธานีแล้ว ในปีพ.ศ. 2485-2486 ได้พักจำพรรษาที่วัดสำนักป่าบ้านนามน จังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นที่สงบวิเวกดีมาก โอกาสนี้เองที่พระ อาจารย์ทองบัว ตันติกโร ได้ถวายตัวเป็นศิษย์พระอาจารย์มั่น ณ.สำนักป่าบ้านนามนนั่นเอง ได้ศึกษาฟังธรรมเทศน์ธรรมและฝึกปฏิบัติ นอกจากนี้ยังได้ฝึกบำเพ็ญกรรมฐานร่วมกับพระอาจารย์จันทร์ เขมปนัตโต(อดีตจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวง) , พระอาจารย์ชอบ ฐานะสโม , และพระอาจารย์ตื้อ วจลธัมโม\\nนอกจากได้เรียน ปฏิบัติกรรมฐานจากพระอาจารย์มั่นแล้ว ยังมีโอกาสธุดงค์ติดตามท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ ไปจังหวัดนครพนม และได้ธุดงค์ไปดอยเก้า กุฉินนารายณ์สถานที่อันศักสิทธิ์กับท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ แม้แต่พระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม ศิษย์องค์แรกของพระอาจารย์มั่น ก็มีความเอ็นดูพระอาจารย์ทองบัวมาก ครั้งหนึ่งพระอาจารย์สิงห์เคยหยอกล้อ โดยใช้มือขวาของท่านลูบคางพระอาจารย์ทองบัว เมื่อในปี 2485 พระอาจารย์ทองบัวยังได้มีโอกาสศึกษากรรมฐานกับพระอาจารย์กงมา และภายหลังในปี 2493 ยังมีโอกาสศึกษากรรมฐานกับพระอาจารย์ตื้อ อจลธัมโม หลวงปู่แหวน สุจิณโณ และพระอาจารย์สิม พุทธจาโร ผลแห่งการบำเพ็ญภาวนารักษาศีล ปฏิบัติวิปัสสนา กัมมาฐานเป็นเวลานานถึง 34 ปี(ในตอนนั้น) จึงได้มีสมาธิที่แก่กล้า อีกทั้งความมานะบากบั่นในการบำเพ็ญภาวนา ดังนั้นจึงต้องถูกนิมนต์ไปนั่งปรกบริกรรมภาวนาในพิธีพุทธาภิเษกเสมอมามิได้ขาด\\nกิตติศัพท์ชื่อเสียงของพระอาจารย์ทองบัว ในการอฐิธานจิตในวัตถุมงคลใดแล้วเล่าจะบังเกิดสิ่งมหัศจรรย์แก่ผู้ที่ศรัทธา พุทธคุณในด้าน แคล้วคลาดและเมตามหานิยมสูง\\nบ่อยครั้งที่มีการสร้างพระเครื่องวัตถุมงคลของสายวัดป่า อาธิพระเครื่องหลวงพ่อประสิทธิ์ วัดป่าหมู่ใหม่ พระเครื่องหลวงปู่สิม พระเครื่องหลวงปู่แหวน หลวงปู่ตื้อ และอื่นอีกมากมาย ท่านก็ไม่เคยปฏิเสธที่จะไม่ร่วมอธิฐานจิตหรือจารแผ่นยันต์ หรือเสกมวลสารเลย\\nหลวงปู่ท่านได้จำพรรษาอยู่ที่วัดโรงธรรมสามัคคีตั้งแต่ปี 2493 เป็นต้นมา ตลอดใต้ร่มกาสาวพัตร หลวงปู่ท่านได้ถือเพศบรรพชิต นับตั้งแต่นาทีแรกของการบรรพชาอุปสมบท จนถึงปัจจุบัน ปฎิบัติข้อวัตรตามหลักคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ครูอาจารย์ได้ประพฤติเป็นแนวทางไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการทำวัตร สวดมนต์ บำเพ็ญภาวนาปฎิบัติศาสนกิจส่วนตนและส่วนรวม ท่านทำไม่เคยจน ตราบจนถึงวันที่ท่านได้ละสังขาร ในวันที่ 17 พฤษภาคม 2554 จวบได้ 90 ปี 68 พรรษา (ตรงกับวันวิสาขบูชา) ซึ่งหาเปรียบพระเกจิอาจารย์องค์ใดรูปใดได้ เกิด วันมาฆบูชา ละสังขาร

    (ข้อมูลบางส่วนจากหนังสือลานโพธิ์ ปี พ.ศ.2548)

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระปิดตาหลวงปู่ทองบัวและรูปถ่ายอธิษฐานจิตพญาวัน ๑๕ เมษายน ๒๕๕๗

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ



    IMG_20260513_181201.jpg IMG_20260513_181233.jpg IMG_20260513_181300.jpg IMG_20260513_181320.jpg IMG_20260513_181343.jpg
     
  4. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,394
    ค่าพลัง:
    +21,468
    1778673868494.jpg 1778673917509.jpg


    ๏ ประวัติและปฏิปทา หลวงปู่จันทร์โสม กิตติกาโร ๏
    วันนี้วันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๖๙ เป็นวันคล้ายวันมรณภาพ ครบรอบ ๒๐ ปี หลวงปู่จันทร์โสม กิตฺติกาโร วัดป่านาสีดา อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี "พระอริยสงฆ์ผู้มีเมตตาธรรมสูงแห่งวัดป่านาสีดา" หลวงปู่จันทร์โสม ท่านเป็นลูกศิษย์ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต และท่านได้เคยมีโอกาสรับใช้หลวงปู่มั่น ดังคำที่ท่านเคยเล่าไว้ว่า “..อาตมาได้เข้าไปปฏิบัติกิจวัตรให้กับหลวงปู่มั่นนั้น อาตมาก็พยายามระวังจิตมิให้คิดไปในเรื่องอื่น ๆ มีแต่ให้น้อมนอบเข้าไปหาหลวงปู่อยู่ตลอดเวลา หลายครั้งที่อาตมาทำอะไรไม่ถูก หลวงปู่มั่น ท่านก็จะบอกว่าวันนี้ท่านโสมทำไม่ถูก วันนี้ทำไม่ถูก อาตมาได้ยินเช่นนั้นก็หยุดทำแล้วนั่งเฉย ให้หมู่เพื่อนปฏิบัติแทนในวันนั้น วันต่อมาอาตมาก็เข้าไปปฏิบัติท่านอีกครั้งตามปกติ ท่านก็จะปรารภใหม่ว่า วันนี้ทำถูกแล้ว วันนี้ท่านโสมทำถูกแล้ว ซึ่งหลวงปู่มั่นก็จะพูดแบบนี้อยู่หลายครั้งหลายครา แต่อาตมาก็ไม่ได้ท้อถอยในกิจวัตรดังกล่าว เพราะอาตมาถือว่าเป็นบุญกุศลอย่างใหญ่หลวง และภาคภูมิใจที่ได้มีโอกาสเข้าใกล้ชิดปฏิบัติหลวงปู่มั่น ทำให้อาตมาได้พิจารณาเห็น ท่านอาจจะทดสอบความอดทนของเราดูก็ได้ นอกจากนี้แล้วหลวงปู่เทสก์ ท่านก็ได้เคยพูดให้อาตมาฟังว่า ในสมัยที่ท่านได้มีโอกาสปฏิบัติอยู่กับหลวงปู่มั่นนั้น ท่านก็ชอบที่จะทดสอบอะไรบ่อย ๆ ถ้าใครสามารถอดทนปฏิบัติกับท่านได้จะเป็นการดีมาก อาตมาก็ได้ระลึกเอาคำสอนของหลวงปู่เทสก์นั้นเป็นคติเตือนใจอยู่เสมอ ๆ ตลอดเวลาที่รับใช้หลวงปู่มั่น อาตมาได้อยู่กับหลวงปู่มั่นเป็นเวลา ๒ พรรษา เมื่อปี ๒๔๙๐ ถึงปี ๒๔๙๑ หลังจากออกพรรษาปี ๒๔๙๑ แล้ว ก็ได้กราบลาหลวงปู่มั่นไปเดินธุดงค์ ไปวิเวกที่บ้านห้วยหวาย กับพระอาจารย์อุ่น ชาคโร ซึ่งเป็นบ้านอยู่กลางป่าดงลึก มีสัตว์ร้ายต่าง ๆ มากมาย..”

    “..มนุสสเทโว ได้มาจากความเป็นมนุษย์ ต้องสร้างความเป็นมนุษย์ให้เป็นเทโว คือเป็นมนุษย์เทวดาเสียก่อน มนุสสเปโต คือมนุษย์ที่ไม่มีโอกาสได้สร้างบุญกุศล มีแต่ความทุกข์ยากตลอดเวลา ดังนั้น เร่งสร้างกุศลดีกว่า อย่าให้กาลเวลาล่วงไปๆ ความเป็นมนุษย์ทำได้ทุกอย่าง อย่าให้เสียเวลาที่เกิดเป็นคน..” โอวาทธรรมคำสอนหลวงปู่จันทร์โสม กิตฺติกาโร

    ชีวประวัติปฏิปทาหลวงปู่จันทร์โสม_กิตฺติกาโร
    วัดป่านาสีดา ต.กลางใหญ่ อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี
    หลวงปู่จันทร์โสม กิตฺติกาโร ท่านถือกำเนิด ตรงกับวันจันทร์ที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๖๕ แรม ๓ ค่ำ เดือน ๗ ปีจอ ณ ต.กลางใหญ่ อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี

    ๏ อุปสมบท
    เมื่ออายุ ๑๗ ปี โยมบิดาเสียชีวิตลง ไม่มีใครช่วยทำนาทำไร่ มีแต่โยมมารดา พี่สาว และพี่เขยเท่านั้น หลวงปู่จันทร์โสมจึงจำเป็นต้องอยู่บ้านช่วยพี่สาวและพี่เขยทำนาทำไร่เลี้ยงครอบครัว เพราะน้องชายก็ยังเป็นเด็กเล็กทำงานอะไรไม่ได้ ในสมัยที่โยมบิดายังมีชีวิตอยู่ การทำนาก็ยังต้องอาศัยการจ้างแรงงานช่วยทำทุกปีกว่าจะแล้วเสร็จ ท่านจึงได้ช่วยครอบครัวทำนาอยู่จนอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ และได้พิจารณาถึงความศรัทธาที่มีอยู่ในพระพุทธศาสนา กับระลึกถึงกุศลเจตนาของโยมบิดา จึงได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ พัทธสีมาวัดอรัญญวาสี ต.ท่าบ่อ อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย เมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ.๒๔๘๕ เวลา ๑๕.๒๓ นาฬิกา

    โดยมี ท่านเจ้าคุณพระธรรมไตรโลกาจารย์ (รักษ์ เรวโต)วัดศรีเมือง จ.หนองคาย เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่พระครูวิชัยสังฆกิจ เป็นพระอุปัชฌาย์ และ พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี) วัดหินหมากเป้ง จ.หนองคาย เป็นพระกรรมวาจาจารย์ (ซึ่งหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ท่านมีศักดิ์เป็นพี่ชายโยมมารดาของหลวงปู่จันทร์โสม) ท่านได้รับนามฉายาว่า “กิตฺติกาโร” สังกัดธรรมยุตติกนิกาย

    ๏ ลำดับการจำพรรษา
    หลังจากพรรษาแรกผ่านพ้น ท่านออกวิเวกท่องถิ่นธรรมไปในสถานที่ต่างๆ อาทิ บ้านน้ำอ้อม อ.วังสะพุง จ.เลย และวัดหนองขาม อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ ก่อนที่จะกลับมาเกณฑ์ทหารในปี พ.ศ.๒๔๘๖

    ในปีนั้น ท่านได้พำนักจำพรรษาที่วัดอรัญญวาสี จ.หนองคาย เข้าเรียนนักธรรมชั้นตรี ปรากฏว่าสอบได้ทางการจึงยกเว้นไม่ต้องไปเป็นทหารต่อมาท่านจึงไปพำนักกับท่านพระอาจารย์เกตุ ขนฺติโก ที่วัดป่าช้าบ้านสว่าง

    ปี พ.ศ.๒๔๘๗ กลับมาจำพรรษาที่วัดอรัญญวาสี เรียนนักธรรมชั้นโท ออกพรรษาสอบได้แล้วก็ออกรุกขมูลมาตามริมแม่น้ำโขง บุกป่าผ่าดงมาจนถึงวัดพระพุทธบาทคอแก้ง (เวินกุ่ม)ก่อนจะกลับไปบ้านนาสีดาในปี พ.ศ.๒๔๘๘

    ปี พ.ศ.๒๔๙๘ จำพรรษาที่วัดศรีชมชื่น (วัดป่านาสีดา) เดินทางไปกราบนมัสการหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ที่วัดอรัญญวาสี จ.หนองคาย และได้รับการฝากให้เป็นศิษย์รับใช้หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต อยู่ปฏิบัติอาจริยวัตรกับหลวงปู่มั่น เป็นเวลา ๒ พรรษา คือ ปี พ.ศ.๒๔๙๐-๒๔๙๑ ก็กราบลาไปเที่ยววิเวกที่บ้านห้วยหวายกับ หลวงปู่อุ่น ชาคโร

    ปี พ.ศ.๒๔๙๒ กลับมาอยู่กับหลวงปู่เทสก์ และช่วยงานถวายเพลิงศพหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต จนเสร็จสิ้น ก็เที่ยววิเวกไปกับ หลวงปู่หล้า เขมปัตโต แห่งวัดบรรพตคีรี (วัดภูจ้อก้อ) อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร และหลวงปู่อรุณ อุตฺตโม แห่งวัดพระบาทนาสิงห์ อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย

    ต่อมาได้ติดตามหลวงปู่เทสก์ไปเผยแผ่ธรรมที่ภาคใต้ ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๙๕-๒๔๙๙ และกลับมาอยู่วัดศรีชมชื่น ถึงปี พ.ศ.๒๕๑๔ ย้ายออกมาอยู่บริเวณป่าช้าดงบ้านเลา ซึ่งเป็นสถานที่กว้างขวางร่มรื่นเงียบสงบ ก่อสร้างกุฏิ เสนาสนะต่างๆ โดยลำดับ โดยตั้งชื่อสถานที่นี้ว่า “วัดป่านาสีดา” และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม พ.ศ.๒๕๓๑

    ๏ การเผยแผ่พระธรรมและกรรมฐานที่ภูเก็ต
    หลวงปู่จันทร์โสม กิตฺติกาโร ท่านมีศักดิ์เป็นหลานลุงแท้ๆ ของ หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี จึงได้รับการอบรมบ่มสอนมาตั้งแต่เด็ก แม้บวชเรียนแล้วก็อยู่ในสายตา คอยแนะนำทางที่ถูกให้ประพฤติปฏิบัติไม่เคยทอดทิ้ง จนกระทั่งตัวท่านละสังขารจากไป เหตุการณ์สำคัญในชีวิตก็คือ การไปใช้ชีวิตกับหลวงปู่เทสก์ นานถึง ๘ ปี ในการเผยแผ่พระธรรมและกรรมฐานที่จังหวัดภูเก็ต สมัยนั้น “พระป่า” ยังไม่แพร่หลาย จึงเกิดปัญหาขัดแย้งจนถึงขับไล่ไสส่งกัน แต่คณะของหลวงปู่เทสก์ก็ต่อสู้แก้ไขจนสถานการณ์ลุล่วงไปด้วยดี

    นอกจากนี้จากการได้อยู่ปรนนิบัติหลวงปู่มั่นอย่างใกล้ชิดถึง ๒ ปี จึงได้รับ “ของดี” มาอย่างเต็มๆ ทั้งข้อวัตรปฏิบัติ การสำรวมกาย วาจา ใจ ปฏิปทาและหลักธรรมนานาของพระอาจารย์ใหญ่ ซึบซาบเข้าในสายเลือด สมัยนั้นการเข้าไปขอสมัครเป็นศิษย์หลวงปู่มั่นไม่ใช่เรื่องง่ายต้องผ่านการกลั่นกรองเป็นขั้นเป็นตอน พระเณรที่ขาดการสำรวมทำอะไรไม่ถูกต้อง จะโดนดุว่าตรงๆ แรงๆ เป็นการถากถางกิเลส คนจิตไม่แกร่ง ไม่ทน จึงพากันถอย สำหรับหลวงปู่จันทร์โสม ท่านสอบผ่านโดยง่ายดาย เพราะอุปนิสัยเป็นคนที่มีความอดทนสูงมาแต่เยาว์วัย

    ๏ มรณภาพ
    สัจธรรมแห่งชีวิต เกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่มีใครหนีได้พ้นหลวงปู่จันทร์โสม ในวัยชราเริ่มอาการเจ็บป่วยเข้ามาแผ้วพาน วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๔๙ ที่ผ่านมา หลวงปู่จันทร์โสม ได้มีอาการปวดท้องเจ็บหน้าอก คณะศิษยานุศิษย์ได้รีบนำตัวส่งเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลศิริราช กระทั่งเมื่อวันที่ ๗ มีนาคม พ.ศ.๒๕๔๙ หลวงปู่มีอาการกำเริบหนักขึ้น ปวดท้องแน่นหน้าอก หายใจไม่ค่อยสะดวก คณะแพทย์ได้รีบช่วยกันปั๊มหัวใจรักษาอาการอย่างสุดความสามารถ แต่ไม่สามารถยื้ออาการไว้ได้ ในที่สุด หลวงปู่จันทร์โสม ได้ละสังขารอย่างสงบด้วยโรคหัวใจล้มเหลว สิริรวมอายุ ๘๔ พรรษา ๖๓ ท่ามกลางความเศร้าสลดของบรรดาคณะศิษยานุศิษย์ และคณะสงฆ์ เป็นยิ่งนัก

    บรรณานุกรมอ้างอิง : คัดลอกจากหนังสือ "รำลึกถึงหลวงปู่จันทร์โสม กิตฺติกาโร วัดป่านาสีดา ต.กลางใหญ่ อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี" แจกในงานพระราชทานเพลิงศพฯ ๒๐ มีนาคม ๒๕๕๐

    กราบ กราบ กราบ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญรุ่นแรกหลวงปู่จันทร์โสมวัดป่านาสีดา ๒๕๔๑

    ให้บูชา 450 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260513_185829.jpg IMG_20260513_185858.jpg
     
  5. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,394
    ค่าพลัง:
    +21,468
    1778679638225.jpg 53 (1).jpg

    หลวงพ่ออธิษฐานจิตปลุกเสกบนพระอุโบสถ ท่านนั่งตั่งแต่ 18.00น. จนถึงเที่ยงคืน

    พระพระพุทธสุพิโนภาสศาสดาหรือ พระขุนแผน พิมพ์ใหญ่ วัดธรรมมงคล
    หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินธโรสร้างพ.ศ.๒๕๕๓
    สร้างเนื่องจากอัญเชิญ พระพุทธสุพิโนภาสศาสดา เป็นพระประธานองค์ใหม่ ในงานฉลองพระอุโบสถใหม่ โดยมี พระอาจารย์หลวงพ่อหลวงพ่อวิริยังค์ สิรินธโร ทำพิธีเบิกพระเนตร โดยขึ้นบันได 40 ขั้น เบิกพระเนตร เมื่อปี พ.ศ.2553 หลวงพ่ออธิษฐานจิตปลุกเสกบนพระอุโบสถ ท่านนั่งตั่งแต่ 18.00น. จนถึงเที่ยงคืน แต่เนื่องจากพิมพ์พระพุทธสุพิโนภาสศาสดา ที่จัดสร้าง นำต้นแบบมาจากพระขุนแผนพรายกุมารของท่านหลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ มาดัดแปลง คนทั่วไปจึงนิยมเรียกว่า "ขุนแผนวัดธรรมมงคล"
    หลวงพ่อวิริยังค์ ท่านเป็นพระปฏิบัติกรรมฐาน สายหลวงปู่มั่น เป็นพระรุ่นเดียวกับหลวงปู่เจี๊ยะ หลวงปู่หลอด หลวงตามหาบัว เป็นต้น หลวงพ่อวิริยังค์ ปัจจุบันได้รับสมณศักดิ์ เป็นพระธรรมมงคลญาณ จึงนับเป็นศิษย์สายตรงรุ่นสุดท้ายของหลวงปู่มั่นที่ยังมีชีวิตอยู่ ท่านเป็นหลักชัยของพระกรรมฐานสายพระป่าในเมืองหลวงที่เหลืออยู่ ซึ่งได้พยายามถ่ายทอดสอนธรรมะและกรรมฐานให้กับประชาชนทั่วไปทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ สำหรับหลวงพ่อวิริยังค์ แม้ว่าท่านมีลูกศิษย์นับถือเยอะ แต่หลวงพ่อก็ไม่ค่อยจะเน้นสร้างวัตถุมงคลมากนัก ถ้าจะสร้างก็เฉพาะที่จำเป็นจริงๆ เมื่อท่านสร้างวัตถุมงคลก็ต้องทำโดยวัดเป็นผู้จัดสร้าง จะไม่มีเรื่องพุทธพาณิชย์มาเกี่ยวข้อง พระของท่านทุกรุ่นมีเจตนาการสร้างดี นอกจากท่านจะปลุกเสกเดี่ยวแล้ว ยังได้เชิญพระเกจิสายกรรมฐานมาร่วมปลุกเสกอีกมากมายในแต่ละครั้ง หลวงพ่อวิริยังค์ ท่านเป็นพระที่มีบารมีสูงมากๆ สามารถสร้างถาวรวัตถุต่างๆที่มีมูลค่านับร้อยนับพันล้านได้ภายในไม่กี่ปี

    สมเด็จพระญาณวชิโรดม (วิริยังค์ สิรินฺธโร)ปรารภว่า พระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเป็นของวิเศษนับว่าเป็นแก้วรัตนมงคลของโลก เมื่อประพฤติตามแล้วก็สามารถดำเนินชีวิตไปได้อย่างเป็นระเบียบและมีความสุข เมื่อถึงขั้นอริยมรรค เขาทั้งหลายก็จะพ้นจากทุกข์ถึงซึ่งพระนิพพานในที่สุด หลวงพ่อประสงค์ให้พระพุทธศาสนานี้มีความยั่งยืนให้ยาวนานที่สุด มิใช่เพียงพัน ๆ ปี แต่ขอให้เป็นแสน ล้านปี การสร้างพระพุทธรูปที่เป็นองค์แทนองค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้เป็นรูปธรรมแต่ก็มีความสำคัญเพราะเป็นสิ่งที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า จึงเป็นสื่อที่จะนำบุคคลผู้มีความเชื่อ ความเลื่อมใสให้เข้าไปถึงนามธรรม พระพุทธรูปจะต้องมีค่าสูงและน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก เพื่อจะเป็นศูนย์รวมของคนทั่วโลกต่อไปในอนาคต โดยคิดถึงวัตถุที่มีความคงทนและมีค่าสูงให้สมกับพระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เป็นของดีของวิเศษ นับว่าเป็นแก้วรัตนมงคลของโลก วัตถุเช่นทองเหลือง ทองแดง อิฐ ปูน ทราย วัตถุเหล่านี้จะเสื่อมสลายไปตามอายุของมันในเวลาอันไม่นานนัก ท่านจึงมีความคิดว่า หยกเขียว เป็นวัตถุอันหนึ่งที่มีอายุยิ่งยืนนานเท่าไหร่ยิ่งมีค่าสูงและวัตถุนั้นมีอายุนานนับแสนนับล้าน ๆ ปีไม่มีการเสื่อมสภาพ เพื่อให้เป็นสิ่งที่สูงค่ายิ่งขึ้นก็ต้องเป็นหยกเขียวบริสุทธิ์ที่มีก้อนใหญ่ที่สุดในโลก
    หลวงพ่อได้ใช้ความพยายามแสวงหาหินหยกอย่างเต็มที่ มาในภายหลังหลวงพ่อได้ทราบข่าวว่าที่ประเทศแคนนาดามีบริษัททำเหมืองหยก ท่านจึงได้เดินทางไปยังประเทศแคนาดาในปี พ.ศ. 2530 เพื่อไปสืบหาหยกเขียวมาแกะสลักให้ได้ แต่เมื่อเดินทางไปถึงแล้วก็ยังไม่พบหยกตามต้องการ ท่านจึงเข้าพบเจ้าของบริษัททำเหมืองหยก ขอสั่งจองก้อนหยกขนาดใหญ่ไว้ หากขุดได้ท่านจะซื้อกลับมาเมืองไทย เวลาก็ผ่านไปเรื่อย ๆ ก็ยังไม่มีข่าวดีสักทีเพราะแม้ทางเหมืองจะขุดพบหยกเขียว และนำขึ้นมาได้ก็ยังไม่ได้ขนาดตามที่หลวงพ่อต้องการ

    กระทั่งเวลาผ่านไปเกือบ 5 ปี ในวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2534 ช่วงเวลา 03.00 น. ในขณะที่หลวงพ่อนั่งสมาธิก็ปรากฏเป็นนิมิตเห็นหยกสีเขียวบริสุทธิ์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลกได้เกิดขึ้นแล้ว หลังจากท่านได้นิมิตแล้วก็เกิดความเชื่อมั่นว่าก้อนหยกที่ต้องการนั้นใกล้จะเป็นจริงแล้ว ท่านจึงเดินทางไปยังประเทศแคนาดาอีกครั้ง

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระพระพุทธสุพิโนภาสศาสดา หรือ ขุนแผนวัดธรรมมงคล สภาพสวยเดิมๆกล่องเดิมจากวัด

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260513_201030.jpg IMG_20260513_201111.jpg IMG_20260513_201139.jpg
     

แชร์หน้านี้

Loading...