เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 29 กันยายน 2026 at 19:43.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,194
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,263
    ค่าพลัง:
    +27,030
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๖๙


    ​
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,194
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,263
    ค่าพลัง:
    +27,030
    วันนี้ตรงวันอังคารที่ ๒๙ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ สถานการณ์น้ำท่วมของอำเภอทองผาภูมิได้คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะน้ำที่หลากมาจากทางด้านสี่แยกปอมเป ตอนแรกเขาเอากระสอบทรายขนาดยักษ์ที่เรียกว่า "บิ๊กแบ็ก" ไปกั้นไว้แล้วไม่อยู่ น้ำยังหลากข้ามมาได้ ทางเทศบาลตำบลทองผาภูมิก็เลยเปลี่ยนแผน ใช้รถขุดจัดแจงขุดถนนเพื่อเปิดทางให้น้ำไหลลงแม่น้ำแควน้อยไปเลย ซึ่งสามารถที่จะแก้ไขปัญหาตรงจุดนั้นได้

    แต่ว่าพระของเราที่ออกบิณฑบาตทางบ้านปอมเป ก็คงต้องงดไประยะหนึ่ง จนกว่าสถานการณ์ดีขึ้น แล้วเขาจัดแจงถมถนนให้เรียบร้อย ถึงจะบิณฑบาตได้อีกครั้ง แต่ถ้าชาวบ้านทั่วไปสามารถที่จะขับรถเลี้ยวขวา อ้อมมาออกหลังอำเภอได้ หรือว่าเลี้ยวซ้ายก็วิ่งยาวผ่านด้านผาอ้น ผาแดง ไปออกหม่องกะลา พุถ่องได้เลย

    ส่วนตรงบริเวณข้างที่ว่าการอำเภอทองผาภูมิ ซึ่งเป็นจุดที่น้ำหลากหนักมากทุกปี ตอนนี้ก็ได้รับการกั้นเอาไว้แล้ว เพื่อให้ไหลลงไปตามร่องระบายน้ำเดิม เพียงแต่ว่าต้องเพิ่มเติมกระสอบทรายด้านหลังบ้านพักของ "นายอนุสรณ์ สง่าแสง" นายอำเภอทองผาภูมิ เพราะว่าน้ำทำท่าจะเซาะฐานบ้านไปแล้ว..!

    ส่วนตัวนายอำเภอเองก็ออกไปตรวจดูและอำนวยการแก้ไขปัญหาในจุดต่าง ๆ อยู่ตามปกติ พูดง่าย ๆ ว่า บ้านตัวเองจะพังหรือเปล่าก็ไม่รู้ ? แต่ว่าไปช่วยชาวบ้านเอาไว้ก่อน..!

    โดยเฉพาะจุดที่น้ำหลากข้ามถนนเป็นประจำ จนเขาลือกันว่า "น้ำท่วมทองผาภูมิ" ก็คือบริเวณหน้าหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ ๑๑ กองบัญชาการทหารพัฒนา ซึ่งเป็นบริเวณที่ลุ่มต่ำ น้ำจะหลากจากเขาโทนและเขาเขียวลงมาเป็นประจำ แต่พอลงห้วยอู่ล่องได้ ก็จะไหลมาออกทางด้านแม่น้ำแควน้อยของเราต่อไป

    ส่วนเขื่อนวชิราลงกรณนั้นจากที่วันก่อนปิดงดการระบายน้ำ เพื่อไม่ให้ไปซ้ำเติมชาวบ้านทางด้านท่าม่วง ท่ามะกา ปรากฏว่างดการระบายน้ำเพียงคืนเดียว น้ำใหม่ไหลเข้า ๒๘๓ ล้านลูกบาศก์เมตรเศษ..! ทำให้ระดับการเก็บกักน้ำ พุ่งขึ้นไป ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์..! วันนี้จึงต้องขออนุญาตระบายน้ำออก ๓๐ ล้านลูกบาศก์เมตร พูดง่าย ๆ ว่าที่เข้ากับที่ออกไม่ได้สมดุลกันเลย

    แต่ก็จำเป็น เนื่องเพราะว่าไม่อย่างนั้นชาวบ้านช่วงล่างตั้งแต่ไทรโยคลงไปท่าม่วง ท่ามะกา จะเดือดร้อนสาหัสกันหมด โดยเฉพาะด้านไทรโยคและด่านมะขามเตี้ย ยังมีน้ำจากแม่น้ำน้อยมาซ้ำอีก แล้วพอลงไปถึงตัวเมืองกาญจนบุรี น้ำทางด้านแควใหญ่ก็เข้ามาเพิ่มเติม ทางท่าม่วงและท่ามะกาออกไปทางด้านโพธาราม จนกระทั่งตลอดสายไปถึงปากน้ำแม่กลอง ก็จะต้องเดือดร้อนไปตาม ๆ กัน
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,194
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,263
    ค่าพลัง:
    +27,030
    พรรคพวกเพื่อนฝูงในกลุ่มไลน์พระอุปัชฌาย์ ๕๑ ต่อว่า "ท่านพระมหาชูศักดิ์ กิจฺจกาโร ป.ธ. ๘" รองเจ้าคณะอำเภอไทรโยค เพื่อนร่วมรุ่นพระอุปัชฌาย์ว่า "ทำไมถึงปล่อยน้ำลงมาท่วมเพื่อนข้างล่าง ?" มหาชูศักดิ์บอกว่า "ผมไม่ได้ปล่อย ผมรับมาจากท่านประธานที่ทองผาภูมิ" เจริญ !! กระผม/อาตมภาพจึงตอบกลับไปว่า "เวลาผู้ใหญ่ให้อะไร ก็ให้รู้จักรับแล้วเก็บเอาไว้ ไม่ใช่ไปแบ่งปันให้คนอื่นเขา" พูดง่าย ๆ ว่าคลายเครียดกันอยู่ในกลุ่มไลน์เท่านั้น..!

    แต่ว่าทางวัดหนองโพ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี กับวัดหนองหอย อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี ประกาศว่า "ญาติโยมถ้าไม่มีที่จอดรถ ให้ไปใช้สถานที่ในวัดได้ แล้วถ้าหากว่าไม่สามารถพักในบ้านของตนเอง ก็สามารถไปพัก ไปกิน ไปอยู่ที่วัด จนกว่าความเดือดร้อนครั้งนี้จะผ่านพ้นไป" ซึ่งภาระพวกนี้ ทางคณะสงฆ์ของเราดำเนินการมาโดยตลอด แต่ก็แทบจะไม่มีใครออกข่าวให้ นอกจากรู้กันเองในกลุ่มพระ เนื่องเพราะว่าไม่ใช่ข่าวที่เขาขายได้

    ก็เลยกลายเป็นว่าสถานการณ์บ้านเมือง โดยเฉพาะพระพุทธศาสนาของเรา โดนซ้ำเติมโดยบรรดานักข่าวส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งก็คือพวกหวังดีปรารถนาดี เกรงว่าศาสนาพุทธจะมั่นคงเกินไป จึงมีการรับจ้าง หรือว่าจ้างคนให้ทำเรื่องเสื่อมเสียขึ้นมา โดยที่ต้องถ่ายคลิปให้เห็นด้วยว่าทำชั่วอะไรไว้บ้าง แล้วค่อยไปเบิกเงินได้ ซึ่งถ้าหากว่าเรื่องพวกนี้เกิดขึ้นมาก ๆ เพราะว่าคนของเราเห็นแก่เงิน ก็กลายเป็นพวกเราทำลายพระพุทธศาสนาด้วยตัวเอง..!

    ส่วนสถานการณ์น้ำจากช่วงทองผาภูมิลงไปไทรโยค และอำเภอเมืองกาญจนบุรีนั้น วันนี้ กระผม/อาตมภาพเดินทางลงไปเพื่อร่วมการประชุม เพื่อปรึกษาหารือจัดตั้งสภาวัฒนธรรมจังหวัดกาญจนบุรีใหม่ เนื่องจากคณะกรรมการชุดเก่าหมดอายุลงตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๘ ที่ผ่านมา

    คราวนี้..ในเรื่องของการทำงานนั้น ท่านทั้งหลายจะเห็นว่ากระผม/อาตมภาพจะใช้วิธีทยอยทำไป แต่คนอื่นมักจะปล่อยเป็น "ดินพอกหางหมู" ถึงเวลา "ไฟลนก้น" ทีหนึ่ง ถึงจะขยับตัวทีหนึ่ง ในบรรดาสภาวัฒนธรรมอำเภอทั้ง ๑๓ แห่ง ของจังหวัดกาญจนบุรีนั้น มีคณะกรรมการสภาชุดใหม่แค่ ๔ อำเภอเท่านั้น โดยเฉพาะอำเภอทองผาภูมิของเรา ที่ใช้วิธีส่งรองประธานสภาทั้งสอง ก็คือ "นายสมเกียรติ นาคศรีโภชน์" รองประธานสภาคนที่ ๑ และ "นางพนอ จันทจิตร" รองประธานสภาคนที่ ๒ ลงไปเป็นพี่เลี้ยง ช่วยในการจัดตั้งสภาวัฒนธรรมทั้ง ๗ ตำบล

    ท่านที่สงสัยว่าเรามีตำบลทางคณะสงฆ์ ๑๐ ตำบล ? ขอบอกว่าคณะสงฆ์ของเรานั้น ถ้ามีถึง ๕ วัดขึ้นไป สามารถแยกตั้งเป็นตำบลคณะสงฆ์ได้ แต่ว่าทางด้านราชการหรือทางโลก เขามีกันแค่ ๗ ตำบลเท่านั้น เมื่อตั้งสภาวัฒนธรรมตำบลเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงส่งสมาชิกมาในการจัดตั้งสภาวัฒนธรรมอำเภอ ซึ่งทางทองผาภูมิจัดการเสร็จเรียบร้อยไปแล้ว แต่อีก ๙ อำเภอยัง "นอนหลับไม่รู้ นอนคู้ไม่เห็น" ไฟไม่ลนก้นหรือว่างบประมาณมาไม่ถึง ก็ไม่ขยับตัวทำอะไร ดีไม่ดีก็ลืมไปแล้วว่าตัวเองมีหน้าที่อะไรบ้าง !?
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,194
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,263
    ค่าพลัง:
    +27,030
    ถ้าหากว่าท่านทั้งหลายฟังโอวาทของ "ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี" (ธงชัย ธมฺมธโช ป.ธ. ๖) กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ท่านได้กล่าวไว้เสมอว่า "ต้องรู้จักหน้าที่ รักษาหน้าที่ ทำตามหน้าที่ อย่าทำเกินหน้าที่" ซึ่งการรู้จักหน้าที่นั้น ตอนแรกส่วนใหญ่ก็มักจะวิ่งไปหายศหาตำแหน่งแห่งที่ของตนเอง เพื่อที่จะหวังประโยชน์อื่นที่ตามมา แต่พอเห็นว่าไม่มีประโยชน์อะไร นอกจากทำงานเหนื่อยอย่างเดียว ส่วนใหญ่ก็มักจะไม่รู้จักหน้าที่และไม่ทำตามหน้าที่..!

    ในเมื่อเป็นเช่นนั้น จึงทำให้งานของราชการหรือองค์กรอิสระส่วนใหญ่แล้วไปไม่ค่อยจะรอด จึงขอให้ท่านทั้งหลายลองพิจารณาดูว่า ถ้าเรารับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนให้ดี ทำหน้าที่ของเราให้เต็มที่ แล้วจะเอางานอะไรมาคั่งค้าง ? เนื่องเพราะว่างานทุกอย่างก็จะมีการรับผิดชอบ และผ่านไปตามระยะเวลาที่เหมาะสม ถึงจะไปเข้ากับมงคลสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า "อะนากุลา จะ กัมมันตา เอตัมมังคะละมุตตะมัง" คือ การทำงานต้องไม่คั่งค้าง ถึงจะเป็นอุดมมงคล

    เพียงแต่ว่าเรา
    ท่านทั้งหลายที่ค้างงานค้างการต่าง ๆ ขาดความรับผิดชอบต่อหน้าที่นั้น ก็เพราะว่ากิเลสมีอำนาจเหนือใจตนเอง การที่กิเลสมีอำนาจเหนือใจของเรา ก็เพราะว่าศีลไม่ดี สมาธิไม่ดี ถ้าบุคคลที่ศีลดี สมาธิจะทรงตัวตั้งมั่นได้ง่าย บุคคลที่สมาธิทรงตัวก็จะไม่ไหลตามกระแสโลก รัก โลภ โกรธ หลง ง่าย ๆ สามารถยืนหยัดเหมือนก้อนหินใหญ่กลางสายน้ำ หรือว่าเป็นเกาะเป็นแก่งกลางสายน้ำ ต้านกระแสกิเลสได้ ทำให้สามารถบังคับใจตนเอง ให้ทำหน้าที่ที่รับผิดชอบของตนให้ดีได้

    จึงเป็นเรื่องที่เราท่านทั้งหลายควรที่จะสังวรว่า ถ้าเฉพาะหน้าที่ในรับผิดชอบของเรา โดยเฉพาะพระภิกษุสามเณร
    ถ้าหากว่าแค่สวดมนต์ ทำวัตรเช้าเย็น บิณฑบาต เจริญกรรมฐาน ตลอดจนกระทั่งทำความสะอาดวัดวาอาราม เรายังไม่สามารถทำให้ดีได้ ก็เป็นเครื่องวัดอย่างชัดเจนว่าการปฏิบัติของเรานั้นห่วยแตกมาก ในเมื่อรู้ตัวก็ต้องรีบแก้ไข เพื่อที่จะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น ไม่เช่นนั้นแล้วก็คงจะตกเป็นทาสของกิเลสเรื่อยไป..!

    สำหรับวันนี้ ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันอังคารที่ ๒๙ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...